
จากคู่แข่งสู่คู่ค้าอันดับหนึ่ง: เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ร่วมไทย-เวียดนามเพื่อครองตลาดอาเซียนในทศวรรษหน้า
สรุปประเด็น
ในโลกการค้ายุคใหม่ที่เผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รูปแบบการแข่งขันแบบแพ้-ชนะ (Zero-Sum Game) กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวคิด "การร่วมมือเพื่อเติบโต" (Co-opetition) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภูมิภาคอาเซียนคือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทย และ เวียดนาม ซึ่งในอดีตมักถูกจับตามองในฐานะ "คู่แข่งตัวฉกาจ" ไม่ว่าจะเป็นการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งการส่งออกสินค้าเกษตร
ทว่าในทศวรรษหน้า ทั้งสองประเทศกำลังเปิดศักราชใหม่ด้วยการยกระดับความสัมพันธ์สู่ "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน" (Comprehensive Strategic Partnership) พร้อมเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าทวิภาคีให้พุ่งสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแกนกลางสำคัญคือยุทธศาสตร์ "สามเชื่อมโยง" (Three Connects) ที่จะเปลี่ยนจากเวทีประชันขันแข่ง มาเป็นพลังร่วมเพื่อขับเคลื่อนและครองความเป็นหนึ่งในตลาดอาเซียนอย่างยั่งยืน เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ประวัติศาสตร์นี้ พร้อมแนวทางการปรับตัวที่จับต้องได้จริงสำหรับภาคธุรกิจไทย
จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์: จากศัตรูทางการค้าสู่พันธมิตรร่วมรบ
การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกทำให้ทั้งไทยและเวียดนามตระหนักดีว่า การแข่งขันเพื่อตัดราคากันเองมีแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียประโยชน์ ในทางกลับกัน การผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองในระดับโลกได้อย่างมหาศาล โดยปัจจุบันไทยถือเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเวียดนามในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญอย่างยิ่งของไทย
การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่การลดภาษีศุลกากร แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและการออกนโยบายร่วมกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันในฐานะหน่วยเศรษฐกิจเดียวที่ทรงพลังในภูมิภาค
ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แกนแรกของแผนยุทธศาสตร์คือ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งเน้นการจับคู่ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ทั้งสองประเทศเกื้อหนุนกัน แทนที่จะผลิตซ้ำซ้อนกัน
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง: เวียดนามมีความโดดเด่นอย่างมากในด้านการเป็นฐานประกอบและทดสอบชิปเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์ไอทีระดับโลก ขณะที่ไทยมีความแข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานส่วนประกอบต้นน้ำและวัสดุขั้นกลาง การเชื่อมโยงนี้ช่วยให้อาเซียนกลายเป็นทางเลือกหลักทดแทนการพึ่งพาประเทศมหาอำนาจเดี่ยว
- อุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV): ไทยมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่แข็งแกร่งมานานหลายทศวรรษ การเชื่อมโยงกับตลาดเวียดนามที่มีความต้องการซื้อสูงและผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติเวียดนามที่กำลังเติบโต จะช่วยขยายขนาดตลาดและสร้างข้อได้เปรียบด้านต้นทุนร่วมกัน
- การปฏิวัติความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร (ข้าว): ในอดีตไทยและเวียดนามซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับต้นๆ ของโลก มักแข่งกันตัดราคาเพื่อแย่งชิงตลาด แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ ทั้งสองประเทศได้จับมือประสานความร่วมมือเพื่อยกระดับราคาข้าวในตลาดโลกและสร้างเสถียรภาพความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนาของทั้งสองชาติอย่างเป็นธรรม
ยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไร้รอยต่อ
แกนที่สองมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลประโยชน์ให้กระจายตัวสู่ ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง
- ระเบียงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน: การเร่งพัฒนาเส้นทางขนส่งทางบกอย่าง ระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor - SEC) และ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor - EWEC) เพื่อเชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย ผ่านกัมพูชาและลาว ไปยังเมืองท่าและศูนย์กลางเศรษฐกิจในเวียดนามตอนกลางและตอนใต้ ช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การท่องเที่ยวสองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง: การผลักดันโครงการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางท่องเที่ยวควบทั้งไทยและเวียดนามในทริปเดียว รวมถึงการขยายเส้นทางบินตรงระหว่างเมืองท่องเที่ยวระดับรองของทั้งสองประเทศ เช่น จากขอนแก่นหรือเชียงใหม่ ไปยังดานังหรือเกิ่นเทอ
ยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวและพลังงานยั่งยืน
แกนสุดท้ายคือการตอบรับกระแสโลกด้วยการเชื่อมโยง ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการผสาน โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของไทย เข้ากับ ยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียวแห่งชาติของเวียดนาม
ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด: ปัจจุบันเวียดนามเผชิญปัญหาความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามภาคอุตสาหกรรม ขณะที่กลุ่มทุนพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทยมีเงินทุนและเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้เกิดการลงทุนร่วมกันครั้งมหาศาลในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานหมุนเวียนในเวียดนาม เพื่อป้อนไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคการผลิต
การสร้างมาตรฐานสีเขียวร่วมกัน: เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีคาร์บอน (เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของยุโรป) ทั้งสองประเทศร่วมมือกันพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวและการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อรักษาขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก
แนวทางการลงมือทำสำหรับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย
เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากแผนยุทธศาสตร์ร่วมนี้ ผู้ประกอบการไทยควรนำแนวทางปฏิบัติ (Action Plan) ต่อไปนี้ไปปรับใช้ทันที:
- เปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นคู่ค้า (Partnering over Competing): แทนที่จะมองธุรกิจเวียดนามเป็นคู่แข่งโดยตรง ให้มองหาโอกาสในการทำสัญญาร่วมทุน (Joint Venture) หรือการเป็นพันธมิตรเพื่อแบ่งปันทรัพยากร โดยใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตของไทย ผนวกกับฐานลูกค้าและกำลังแรงงานของเวียดนาม
- ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีและข้อตกลงการค้าเสรี (FTA): เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญหลายกลุ่มที่ไทยยังไม่มี (เช่น EVFTA กับสหภาพยุโรป) ผู้ประกอบการไทยสามารถพิจารณาตั้งฐานการผลิตหรือการประกอบขั้นสุดท้ายในเวียดนาม เพื่อใช้เป็นสปริงบอร์ดในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปและอเมริกาโดยได้รับการยกเว้นภาษี
- เจาะตลาดเมืองรองและเศรษฐกิจท้องถิ่น: หลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงในศูนย์กลางหลักอย่างฮานอยหรือโฮจิมินห์ซิตี้ แล้วหันไปเจาะตลาดเมืองรองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ดานัง ไฮฟอง หรือเกิ่นเทอ ซึ่งมีแรงจูงใจในการลงทุนจากภาครัฐท้องถิ่นที่เอื้ออำนวยมากกว่า
- ยกระดับกระบวนการผลิตสู่มาตรฐานสีเขียวและยั่งยืน: ตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ทั้งระบบการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว การลดการปล่อยคาร์บอน และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ เพื่อให้พร้อมรับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระหว่างสองชาติอย่างไม่มีสะดุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษีกับไทย เหตุพิพาทชายแดนกัมพูชา
รัฐบาลไทยผิดหวังหลังสหรัฐฯ ระงับเจรจาการค้าชั่วคราวจากปัญหาทุ่นระเบิดชายแดนไทย–กัมพูชา แม้ไทยย้ำให้แยกประเด็นความมั่นคงออกจากการค้า พร้อมเดินหน้าบนผลประโยชน์แห่งชาติ

จากสายลมแห่งการต่อสู้ สู่สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ: 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม
จากนักศึกษาธรรมศาสตร์ผู้ลุกขึ้นต่อต้านสงครามเวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม ก้าวสู่บทบาทฟันเฟืองลับหลังการทูต ช่วยปูทางเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนามปี 2519 ก่อนจะรับบทสะพานเชื่อมทุนไทย–ต่างชาติ บุกเบิกการลงทุนยุค ‘โด่ย เหมย’ แปรสนามรบเป็นสนามการค้า จนวันนี้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย

หวังอี้พบปะหารือสีหศักดิ์ หนุนจีน-ไทยร่วมปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก
หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน พบหารือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย นอกรอบการประชุม UNSC ที่นิวยอร์ก ย้ำความร่วมมือจีน-ไทยในการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก สนับสนุนบทบาทสหประชาชาติ พร้อมผลักดันประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน และส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ

ถอดรหัสครึ่งศตวรรษมิตรภาพไทย-เวียดนาม ชี้ช่องรวยทางลัดสำหรับธุรกิจไทยในตลาดเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย
ไทยและเวียดนามกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง โดยดึงดูดการลงทุนมูลค่ารวมกันหลายพันล้านดอลลาร์ บทความนี้จะสำรวจโอกาสและความท้าทายในภาคส่วนเหล่านี้ พร้อมแนวทางที่ธุรกิจและนักลงทุนสามารถคว้าประโยชน์จากการเติบโตในภูมิภาคนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve ของไทย และภาคการผลิตเทคโนโลยีของเวียดนาม

เวียดนามเปลี่ยนเกม: โฮจิมินห์ซิตี้เดินหมากใหญ่ สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีของอาเซียน
เวียดนามเดินเกมใหญ่ รีเซ็ตโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมโฮจิมินห์สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ดึงทุนโลก ปรับระบบกฎหมายและ One-stop Service หนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์–AI–ชีวภาพ

งาน BU China–Thailand InterBiz 2026: ถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนจีน
มหาวิทยาลัยกรุงเทพจัดงาน “BU China–Thailand InterBiz 2026” เพื่อถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนของจีนในไทยและอาเซียน พร้อมวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาบุคลากรสำหรับอนาคต
