ล้นหลาม! รายได้ ‘Mar-a-Lago’ และธุรกิจในเครือทรัมป์ พุ่งทะยาน หลังมหาเศรษฐี-นักลงทุน แห่ใช้บริการหวัง “เข้าถึงตัวประธานาธิบดี”

ล้นหลาม! รายได้ ‘Mar-a-Lago’ และธุรกิจในเครือทรัมป์ พุ่งทะยาน หลังมหาเศรษฐี-นักลงทุน แห่ใช้บริการหวัง “เข้าถึงตัวประธานาธิบดี”

สรุปประเด็น

ในขณะที่หน้าประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ มักบันทึกไว้ว่า เก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวคือตำแหน่งที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทางการเงินส่วนตัว แต่สำหรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่ 2 กติกาเหล่านั้นกลับถูกรื้อสร้างขึ้นใหม่ เมื่อสำนักข่าวระดับโลกอย่าง CNN และ Forbes พากันเปิดเผยเอกสารแสดงรายการทรัพย์สิน (Financial Disclosure) ล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ รีสอร์ตหรู และธุรกิจอื่นๆในเครือ Trump Organization กำลังทำรายได้พุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

สัญญาณการเติบโตที่เด่นชัดที่สุดมาจาก Mar-a-Lago คลับหรูในปาล์มบีช รัฐฟลอริดา ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ทำเนียบขาวฤดูหนาว" (Winter White House) โดยตัวเลขรายได้จากรีสอร์ตพุ่งทะยานขึ้นสู่ 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 55% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในขณะเดียวกัน Trump National Doral รีสอร์ตกอล์ฟขนาดใหญ่ในไมอามี ยังคงเป็นผู้นำด้านรายได้ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ดั้งเดิม โดยสามารถโกยรายได้ไปถึง 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.2 พันล้านบาท) ตามมาด้วยสนามกอล์ฟระดับพรีเมียมอื่นๆ เช่น สนามกอล์ฟที่จูปีเตอร์ (ฟลอริดา), เบดมินสเตอร์ (นิวเจอร์ซีย์) และเทิร์นเบอร์รี (สกอตแลนด์) ที่ทำรายได้เฉลี่ยทะลุ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อแห่ง

กลยุทธ์ "อัปราคาค่าสมาชิก" และอำนาจดึงดูดทางการเมือง

นักวิเคราะห์จากแวดวงธุรกิจระดับบนมองว่า ปรากฏการณ์รายได้ที่พุ่งสูงนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจาก "ทำเลแห่งอำนาจ" ที่ดึงดูดกลุ่มชนชั้นนำ นักธุรกิจ มหาเศรษฐี และนักล็อบบี้จากทั่วโลกที่เต็มใจจ่ายเงินก้อนโตเพื่อหวังโอกาสในการกระทบไหล่ หรือเข้าถึงตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรงในบรรยากาศที่เป็นกันเองนอกทำเนียบขาว

หลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 เครือ Trump Organization ได้ทำการปรับเพิ่มราคาค่าแรกเข้าสมาชิก (Membership Fee) ของ Mar-a-Lago ขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมีรายงานว่าพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อคน แต่ถึงกระนั้น ความต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกและเข้าใช้บริการห้องพัก ห้องจัดเลี้ยง และสนามกอล์ฟกลับไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้าม ตัวเลขผู้เข้าใช้บริการ (Foot Traffic) และการจัดงานอีเวนต์ใหญ่ๆ ในสถานที่เหล่านี้กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ซีเอ็นเอ็นเกาะติดประเด็น "ผลประโยชน์ทับซ้อน" หลังรายได้พุ่งทะลุเป้า

ขณะที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเน้นย้ำถึงข้อกังวลของนักวิเคราะห์ด้านจริยธรรมและสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครต เกี่ยวกับประเด็น "ผลประโยชน์ทับซ้อน" (Conflicts of Interest) เนื่องจากตัวเลขรายได้ที่เปิดเผยออกมานั้นแสดงให้เห็นว่า รายได้รวมของทรัมป์เติบโตขึ้นอย่างมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทำได้มาก่อน โดยรายได้รวมของเขาทะลุ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของธุรกิจและสินทรัพย์ในกลุ่มสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) รวมถึงเหรียญมีม (Meme coins) เช่น เหรียญ $TRUMP ควบคู่ไปกับรายได้จากอสังหาริมทรัพย์และสินค้าแบรนด์ทรัมป์ เช่น คัมภีร์ไบเบิล นาฬิกา และหนังสือ

แม้ว่าก่อนหน้าการเข้ารับตำแหน่งในวาระที่สอง ทรัมป์จะเคยให้คำมั่นว่าจะแยกตัวไม่เข้าไปบริหารกิจการในเครือ ‘ทรัมป์ ออร์แกไนเซชัน’ (Trump Organization) โดยโอนสินทรัพย์ทั้งหมดให้กองทุนทรัสต์ที่บุตรชายของเขาดูแลแทน แต่การเติบโตของรายได้อย่างก้าวกระโดดจากสถานที่อย่างมาร์-อา-ลาโก และโดรัล ซึ่งมักเป็นจุดนัดพบของนักการเมือง ผู้นำต่างประเทศ และกลุ่มผู้สนับสนุน ก็ยังทำให้เกิดข้อครหาว่าเขากำลังใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจส่วนตัวหรือไม่

สินทรัพย์ดิจิทัลและแบรนด์ดิ้ง: ขุมทรัพย์ใหม่ของประธานาธิบดี

แม้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสนามกอล์ฟจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่อาวุธลับที่ทำเงินให้ทรัมป์มากที่สุดในปีที่ผ่านมากลับกลายเป็น "ธุรกิจยุคใหม่" โดยเอกสารทางการเงินระบุว่า ทรัมป์มีรายได้ทะลุ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากโปรเจกต์คริปโทเคอร์เรนซี นำโดยโปรเจกต์ World Liberty Financial ที่เขาร่วมก่อตั้งกับลูกชาย รวมถึงรายได้จากการขายเหรียญมีม $TRUMP ที่ทำเงินให้เขาไปถึง 635 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ การขายลิขสิทธิ์ชื่อและแบรนด์ดิ้ง (Licensing & Royalties) สินค้าไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่นาฬิกาหรู (Trump Watches) ทำรายได้ 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงคัมภีร์ไบเบิล รองเท้าสนีกเกอร์ และน้ำหอม ก็ยังคงทำกำไรเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์สำหรับผู้บริหาร: ความสำเร็จทางรายได้ของอาณาจักรทรัมป์ในนาทีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงโมเดลธุรกิจที่ผูกโยงเข้ากับ "Personal Brand" และ "Political Leverage" (อิทธิพลทางการเมือง) อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับผู้ถือหุ้นและผู้บริหารในภาคอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury นี่คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า 'การขายโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายสังคมระดับสูงสุด' (Access Marketplace) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) ได้มากกว่ามูลค่าของตัวอสังหาริมทรัพย์ตามปกติหลายเท่าตัว

ไม่ต้องสนบล็อกเชน! เมื่อเหรียญ $TRUMP ให้คุณค่าผ่าน “ตั๋วกระทบไหล่ผู้นำ”

การสร้างมูลค่าของเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี $TRUMP ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานทางเทคโนโลยีหรือกลไกทางการเงินแบบดั้งเดิม ทว่าถูกขับเคลื่อนผ่านโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า "Access Marketplace" หรือการเปลี่ยนเหรียญมีมให้กลายเป็นบัตรผ่านประตูเพื่อเข้าถึงเครือข่ายสังคมระดับสูงสุด โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้ทรัพย์สินระดับลักชัวรีและอิทธิพลทางการเมืองของตนเองมาเป็นสิ่งจูงใจ ด้วยการมอบสิทธิพิเศษขั้นเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่กลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด เช่น การเชิญผู้ถือครองเหรียญสูงสุด 297 อันดับแรกเข้าร่วมงานประชุมและงานกาลาดินเนอร์มื้อกลางวัน ณ รีสอร์ตหรูมาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) พร้อมทั้งยกระดับความพิเศษให้แก่กลุ่ม Top 29 ด้วยการจัดงานต้อนรับระดับ VIP ร่วมกับตัวประธานาธิบดีและแขกรับเชิญระดับซูเปอร์สตาร์ ซึ่งการแปลงความศรัทธาทางการเมืองให้เป็นสิทธิ์ในการกระทบไหล่ผู้นำประเทศเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและอำนาจในการกำหนดราคาให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างทรงพลัง

ทรัมป์โต้ "ทุกคนก็ได้กำไรเพราะตลาดหุ้นขาขึ้น"

ต่อข้อซักถามของสื่อมวลชนก่อนหน้าการขึ้นเครื่องบิน แอร์ ฟอร์ซ วัน (Air Force One) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปฏิเสธข้อครหาดังกล่าว พร้อมชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า

"คุณอยากรู้ไหมว่าทำไมผมถึงทำกำไรได้ ก็เพราะตลาดหุ้นมันกำลังขึ้นยังไงล่ะ ทุก ๆ คนต่างก็ได้กำไรกันทั้งนั้น"

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าตัวเขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารเงินส่วนตัวเลย เนื่องจากมีกองทุนและทรัสต์คอยจัดการให้อยู่แล้ว ขณะที่โฆษกทำเนียบขาว แอนนา เคลลี ออกแถลงการณ์สำทับว่า "ไม่เคยมีและไม่มีวันที่ประธานาธิบดีหรือครอบครัวของเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น"

การแหวกขนบธรรมเนียมดั้งเดิม

ตามธรรมเนียมปฏิบัติของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต (เช่น จิมมี่ คาร์เตอร์, บิล คลินตัน, บารัก โอบามา หรือแม้กระทั่ง จอร์จ ดับเบิลยู บุช) เมื่อก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ สิ่งแรกที่ต้องทำเพื่อแสดงความโปร่งใสคือ การโอนสินทรัพย์ทั้งหมดเข้าสู่ "Blind Trust" (กองทุนที่บริหารโดยบุคคลภายนอกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อไม่ให้รับรู้ว่าเงินของตนถูกนำไปลงทุนในธุรกิจใด)

  • ประธานาธิบดีทั่วไป: สินทรัพย์มักจะ "ลดลง" หรือทรงตัว ระหว่างดำรงตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถใช้ชื่อเสียง อิทธิพล หรือตำแหน่งหน้าที่ไปขับเคลื่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจส่วนตัวได้ และต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินโดยไม่มีรายได้ใหม่เข้ามาเสริม

  • โดนัลด์ ทรัมป์: แม้จะประกาศโอนสินทรัพย์ให้บุตรชายดูแล แต่เขายังคงปฏิเสธการทำ Blind Trust แบบสมบูรณ์ และเลือกที่จะผูกโยงสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury รวมถึงการสร้างแบรนด์ดิ้งเข้ากับตำแหน่งทางการเมืองอย่างชัดเจน

สรุปภาพรวมเชิงวิเคราะห์โดยบรรณาธิการ

ในขณะที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองว่า "ตำแหน่งประธานาธิบดีคือจุดสูงสุดที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทางการเงินส่วนตัวเพื่อแลกกับเกียรติยศ" แต่สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ เขาสามารถเปลี่ยน "อิทธิพลทางการเมือง " ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ข้ออ้างของเขาที่ว่า "ทุกคนก็ได้กำไรเพราะตลาดหุ้นขาขึ้น" อาจเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น เพราะในความเป็นจริง ความมั่งคั่งที่พุ่งทะยานของเขาไม่ได้มาจากกลไกตลาดปกติ แต่มาจากโมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนทำเนียบขาวและชื่อเสียงของผู้นำประเทศให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ทำเงินได้ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมบรรทัดฐานจริยธรรมทางการเมืองของโลกตะวันตกไปอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สีจิ้นผิงนำทางสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ท่ามกลางโลกผันผวน จับตาพบทรัมป์ที่ปักกิ่ง

สีจิ้นผิงนำทางสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ท่ามกลางโลกผันผวน จับตาพบทรัมป์ที่ปักกิ่ง

วิเคราะห์ทิศทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ก่อนการพบกันของสีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางความท้าทายด้านการค้า ไต้หวัน และเสถียรภาพโลก

12 นาที
สีจิ้นผิงอ้างปรัชญา “เหอเหอ” ส่งสัญญาณความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ ชูสันติภาพและการอยู่ร่วมกัน

สีจิ้นผิงอ้างปรัชญา “เหอเหอ” ส่งสัญญาณความร่วมมือจีน-สหรัฐฯ ชูสันติภาพและการอยู่ร่วมกัน

สีจิ้นผิงหยิบยกปรัชญาจีนโบราณ “เหอเหอ” หรือความสามัคคีและการอยู่ร่วมกัน เป็นแกนกลางผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมชูแนวคิดความร่วมมือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตโลก

7 นาที
ศาลสูงสหรัฐชี้ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

ศาลสูงสหรัฐชี้ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของทรัมป์ผิดกฎหมาย

คำตัดสินประวัติศาสตร์ของศาลสูงสหรัฐที่ชี้ว่ามาตรการ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ไม่ได้กระทบแค่ทำเนียบขาว แต่สะเทือนทั้งเกมสงครามภาษีโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั่วโลก เหตุการณ์นี้เปิดคำถามใหญ่เรื่องขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีกับสภาคองเกรสภายใต้กฎหมาย IEEPA

8 นาที
ประชุมสุดยอดสีจิ้นผิง-ทรัมป์ หนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก ส่งสัญญาณบวกต่อการค้าและการลงทุน

ประชุมสุดยอดสีจิ้นผิง-ทรัมป์ หนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลก ส่งสัญญาณบวกต่อการค้าและการลงทุน

การพบกันระหว่างสีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการจับตาในฐานะสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจโลก หลายฝ่ายมองว่าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการค้า เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน และสนับสนุนการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานโลก

5 นาที
ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้คำพูดทรัมป์สกัดกระแส “เอกราชไต้หวัน” ย้ำสหรัฐฯ ไม่หนุนการแบ่งแยกดินแดน

ผู้เชี่ยวชาญจีนชี้คำพูดทรัมป์สกัดกระแส “เอกราชไต้หวัน” ย้ำสหรัฐฯ ไม่หนุนการแบ่งแยกดินแดน

ผู้เชี่ยวชาญจีนมองว่าถ้อยแถลงล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับไต้หวันส่งสัญญาณชัดว่าสหรัฐฯ ไม่สนับสนุน “เอกราชไต้หวัน” พร้อมชี้ว่าท่าทีดังกล่าวอาจลดแรงผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน และช่วยเสริมเสถียรภาพความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และสันติภาพข้ามช่องแคบ

6 นาที
‘ทรัมป์’ เก็บภาษีนำเข้ารถ 25% กระทบลูกโซ่ ไทย - อาเซียน เสี่ยงถูกภาษีตอบโต้

‘ทรัมป์’ เก็บภาษีนำเข้ารถ 25% กระทบลูกโซ่ ไทย - อาเซียน เสี่ยงถูกภาษีตอบโต้

ทำเนียบขาวประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ต่างชาติ 25% มีผล 3 เม.ย.นี้ อ้างปกป้องความมั่นคงอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกัน ส่อส่งผลกระทบลูกโซ่ถึงภูมิภาคอาเซียน ไทยเสี่ยง เพราะส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนไปสหรัฐฯ สูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์

6 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง