เราจะเอายังไงกันดี เมื่อทรัมป์ชวนเราออกนอกกรอบกติกาการค้าโลก

เราจะเอายังไงกันดี เมื่อทรัมป์ชวนเราออกนอกกรอบกติกาการค้าโลก

แค่วันเดียวก่อนถึงเส้นตายวันที่ 9 ก.ค. 2568 ทรัมป์ตามประสาคนใจร้อน ก็ทุบโต๊ะประกาศอัตราภาษีนำเข้าแต่ละประเทศ โดยไม่รอฟังข้อมูลจากทีมงานว่าเจรจากับใครไปถึงไหนยังไง เร่งทำหนังสือแจ้งทุกประเทศ ซึ่งทุกคนทราบดีแล้วว่าประเทศไทยโดนจัดเก็บในอัตรา 36% ซึ่งเป็นอัตราเดิมที่ทรัมป์ประกาศไว้ตั้งแต่ 9 เม.ย.

หนังสือที่ส่งถึงแต่ละประเทศใช้ข้อความคล้ายกันหมด: “เราเป็นเพื่อนกันมายาวนาน แต่ฉันขาดดุลการค้ากับคุณเยอะ ถึงเวลาต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว ขอจัดเก็บภาษีคุณเพิ่มนะ และอย่าคิดตอบโต้ เพราะถ้าทำ ฉันจะเก็บคุณหนักขึ้นอีก”

จะว่าไปแล้วก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก เพราะทรัมป์เป็นคนตัดสินใจทำอะไรที่ไม่ได้อยู่บนหลักการที่มีความแน่นอนอยู่แล้ว ในเรื่องภาษีตอบโต้ทางการค้านี้  เค้าไม่ได้นำหลักเศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือกติกาสากลใดๆ มาใช้คำนวณตัวเลขแต่อย่างไร วิธีคิดของเขาง่ายๆ คือ เอาตัวเลขการขาดดุลการค้ามาเทียบเป็นสัดส่วนกับมูลค่านำเข้า ได้ตัวเลขจับมา หารสองแล้วเอามาตั้งเป็นอัตราภาษีจัดเก็บเลย ซึ่งของเราตัวเลขสัดส่วนการขาดดุลการค้าเทียบกับมูลค่าการนำเข้าออกมาที่ 72% เมื่อจัดเก็บในอัตราลดไปครึ่งนึง (discount rate) จึงกลายเป็นที่มาของการเก็บภาษีจากไทยที่ 36%

หลายๆ ประเทศได้ข่าวดีที่สหรัฐปรับลดอัตราภาษีจัดเก็บลงจากเดิมที่ประกาศไว้ แต่กรณีของไทยก็เหมือนอีกหลายๆ ประเทศที่ถูกจัดเก็บในอัตราเท่าเดิม เท่าที่เห็นมีมาเลเซียกับญี่ปุ่นเพียงสองประเทศที่โดนเรียกเก็บในอัตราที่สูงขึ้นจาก 24% เป็น 25%  ซึ่งทางฝั่งญี่ปุ่นดูเป็นอะไรที่น่าผิดหวังมาก เพราะที่ผ่านมาดูการเจรจาก็ดูมีความคืบหน้าราบรื่นดี และยิ่งมองว่าญี่ปุ่นเป็นทั้งคู่ค้าและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์คาบสมุทรเอเชียแปซิฟิคที่สำคัญ ในฐานะเป็น gate keeper ระหว่างสหรัฐ จีน รัสเซียและเกาหลีเหนือ แต่สุดท้ายก็ถูกตัดสินใจขึ้นภาษีแบบไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้ ผมเชื่อว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นน่าจะอาการหนักโดนโจมตีมากกว่าไทยเสียอีก

ก่อนที่เราจะไปคุยเรื่องแนวทางหาทางแก้ไขเรื่องนี้กัน ผมอยากชวนคุยถึงแนวคิดพื้นฐานในการออกมาเก็บภาษีของทรัมป์ในครั้งนี้กันอีกที  มีหลายท่านมองตรงกันว่า น่าจะเกิดจากการที่สหรัฐอเมริกามีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ดูน่ากังวลเป็นอย่างมาก ผมลองหยิบปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญๆ ขึ้นมาพิจารณากัน 3 ตัวแรกก่อน ซึ่งส่วนตัวผมเชื่อว่า สาเหตุที่ทรัมป์ต้องการขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศ ก็เพื่อสร้างรายได้ใหม่มาใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใน 3 เรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน

เรื่องแรกคือการขาดดุลการค้าของสหรัฐ  โดยในปีที่แล้ว มีตัวเลขสูงถึง 918 พันล้านดอลลาร์หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.1% ของ GDP ของสหรัฐ (GDP ของสหรัฐฯ ในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 29.18 ล้านล้านดอลลาร์) ตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทรัมป์ต้องพยายามหาทางแก้ไขปัญหา ซึ่งตามข้อเท็จจริง ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีประชากรมากแบบสหรัฐ ก็จะขาดดุลการค้ามากเป็นปกติอยู่แล้ว ไปดูสถิติจากรายงานของ World Bank ปี 2023 มาเทียบ จะเห็นได้ชัดเลยว่า ประเทศสหรัฐ อินเดีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สเปน ล้วนแต่ขาดดุลการค้ากันทั้งนั้น (ยกเว้นจีนที่เป็นประเทศเกินดุลการค้า) ซึ่งบางทีการขาดดุลการค้าไม่ได้เกิดจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับใคร

แต่ประเทศที่ประชากรมีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการในการบริโภคที่หลากหลาย และมีความต้องการที่มากกว่ากำลังการผลิตในประเทศ (หรือบางทีต้นทุนการผลิตในประเทศสูงจนทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศต้องขายแพงกว่าสินค้าที่นำเข้า) ทำให้เกิดความต้องการในการนำเข้าสินค้ามาบริโภคในประเทศ ซึ่งในสายตาของทรัมป์ เค้าคงชี้นิ้วไปที่จีนก่อนเพื่อน แล้วกล่าวโทษทันทีว่า จีนคือสาเหตุที่ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้า คิดว่าคงจะง่ายๆ แบบนั้นเลย

เรื่องที่สอง ปัญหาการผลิตและแรงงาน ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากผลพวงของปัญหาในเรื่องการขาดดุลการค้า โดยรายงานจาก Civitas Institute ระบุว่า สหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งแรงงานภาคการผลิต ประมาณ 3.6 ล้านตำแหน่ง ระหว่างปี 2001–2024 โดยประมาณ 1.8–2.4 ล้านตำแหน่ง ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการค้าและการแข่งขันกับจีน  ซึ่งก่อนหน้านี้มีงานวิจัย “China Shock” โดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Autor-Dorn-Hanson ชี้ว่า หลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิกของ WTO ในปี 2001 การค้าที่เพิ่มขึ้นของจีนทำให้เกิดการสูญเสียงานในภาคการผลิตสหรัฐระหว่าง 0.55–2.4 ล้านตำแหน่ง ซึ่งรายงานฉบับอื่นจาก EPI (2001–2015) ก็พบตัวเลขในทิศทางเดียวกันว่า 3.4 ล้านตำแหน่ง ได้สูญหายเนื่องจากการขาดดุลการค้ากับจีน โดย 2.6 ล้านตำแหน่ง เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมโดยตรง

เรื่องที่สาม ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญมากที่สุด ก็คือตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐ โดยในปีที่แล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับ GDP ได้พุ่งทะลุสูงกว่า 120% ของ GDP ไปแล้ว หรือคิดเป็นมูลค่าราว 36.2 ล้านล้านดอลลาร์  ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่า เป็นจุดที่เปราะบางมากที่สุดของเศรษฐกิจสหรัฐ  นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุว่า ดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะที่ต้องชำระในปี 2024 มีตัวเลขสูงถึง 892 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสัดส่วนที่สูงถึง 3.1% ของ GDP เลยทีเดียว

ทีนี้ก็มาถึงวิธีคิดของทรัมป์ จากปัญหาทั้ง 3 ด้านที่รุมเร้าเข้ามาพร้อมๆ กัน อาจมีการตั้งสมมติฐานว่า ในระยะสั้น จะหาเงินที่ไหนมาชำระดอกเบี้ย? หรือถ้าเกิดขึ้นภาษีนำเข้าซัก 10-20% มันจะพอมีเงินได้มาจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นมั๊ย

ผมไปลองค้นข้อมูลดู ซึ่งทาง Penn Wharton Budget Model ได้ทำประเมินไว้ว่า หากปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าขึ้นเฉลี่ย 10% จะสร้างรายได้ถึง 5.2 ล้านล้านดอลล่าร์ภายใน 10 ปี หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 520 พันล้านดอลลาร์ และหากปรับขึ้นถึง 20% ก็จะสูงมากเป็นสองเท่า หรือประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งมันเลยดูเข้าเค้า ว่าการขึ้นภาษีนำเข้ามันมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างรายได้เพิ่มในระยะสั้น เพื่อครอบคลุมรายจ่ายดอกเบี้ยรัฐบาลที่อยู่ประมาณ 800–900 พันล้านดอลลาร์ต่อปีตามที่กล่าวถึง

ด้วยเหตุนี้เอง อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ทรัมป์เลือกแนวทางแบบ “เอาง่ายเข้าว่า” ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทุกประเทศเลยทันที หากอัตราเฉลี่ยจากทุกประเทศปรับขึ้นอยู่ที่ประมาณ 20% คำนวณแล้วคงได้เลขกลมๆ ปีละ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพียงพอต่อการนำมาชำระดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยให้ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน ไม่จ่ายตัดดอกเดี๋ยวเจอทบต้นเข้าไปอีก จะยิ่งจะจัดการสถานการณ์การเงินการคลังในประเทศไม่อยู่เอา

ที่ผมพยายามรวมรวมข้อมูลมานำเสนอข้างต้นนั้น ก็เป็นเพียงข้อสมมติฐานเพื่อหาสาเหตุว่า เหตุใดข้อเสนอของเราที่เสนอไปแต่ทำไมทรัมป์ดูไม่สนใจ ซึ่งอาจเป็นเพราะคำตอบที่เราให้ไป เป็นข้อเสนอที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการใดๆ ของทรัมป์เลยแม้แต่น้อย เพราะทรัมป์ต้องการเงินแบบ fast track เพื่อนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ดังนั้นข้อเสนอแบบ win-win ในระยะยาวของทีมไทยแลนด์ เช่น การลดขาดดุล 70% ใน 5 ปี ถึงพูดแล้วฟังไม่เข้าหูเค้าเลย เพราะทรัมป์ต้องการผลลัพธ์ทันที ได้เม็ดเงินทันทีเพื่อนำมาเป็นรายได้ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดจากหนี้สาธารณะ อีกทั้งการขอเจรจาขอลดภาษี นั่นก็คือการทำให้เค้ามีรายได้ที่น้อยลงกว่าเดิม ดังนั้นในภาพรวมเค้าถึงไม่สนใจข้อเสนอเราเลยแม้แต่น้อย 

ลองบวกเลขง่ายๆ กันดูครับ หากมองว่า ทรัมป์ต้องการเก็บภาษีจากไทย 36% จากมูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยไปสหรัฐ ซึ่งอยู่ประมาณ 6 พันล้านดอลล่าร์  สหรัฐก็จะมีรายได้จากภาษีตรงนี้ 2.16 พันล้านดอลลาร์  ซึ่งหากเราขอลดภาษีนำเข้าเหลือ 20% เท่ากับเวียดนาม ก็จะทำให้สหรัฐได้เงินจากการเก็บภาษีนำเข้าจากเราลดลงเหลือเพียง 1.2 พันล้าน ซึ่งมูลค่าที่หายไป 9,600 ล้านดอลลาร์นี่แหละ คือโจทย์สำคัญที่เราต้องมานั่งตีความกันว่า หากเราเจรจาขอลดภาษี รายได้เค้าตรงนี้ก็จะหายไป แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ package การเจรจาครั้งต่อไปดูน่าสนใจมากกว่าเดิม ให้เค้าเห็นภาพชัดๆ ไปเลยว่า  การเจรจาขอลดภาษี มันข้อแลกเปลี่ยนและข้อเสนออื่นๆ ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเค้าทำให้เค้าเห็นชัดๆ เลยว่า บวกลบคูณหารแล้ว สหรัฐก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไร รายได้จากภาษีและในรูปแบบอื่นๆ รวมแล้วยังอยู่ในวงเงินที่คำนวณไว้ว่าจะได้มาตั้งแต่แรก  ซึ่งคงต้องมาคิดกันล่ะว่า เราควรออกแบบดีลการเจรจาให้มันมีหน้าตาแบบไหนดี

ตรงนี้ทีมไทยแลนด์ต้องมานั่งทำการบ้านกันดีๆ คุยกันให้ชัดๆ ซึ่งผมคิดเร็วๆ สิ่งที่เราน่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้อเสนอเรา ที่สามารถ “build” มูลค่าทางเศรษฐกิจจริงๆ ให้กับสหรัฐ เบื้องต้นน่าจะมีกรอบแนวคิดที่สำคัญ 6-7 เรื่องที่ต้องเร่งหารือกัน

1) กำหนดเป้าหมายระดับอัตราภาษีนำเข้าเอาไว้ให้ชัดเจน ว่าเราอยากได้ตัวเลขในอัตราไหน ซึ่งจำเป็นต้องมีคำตอบไว้ล่วงหน้าก่อนไปเจรจากับเค้า เบื้องต้นเราอาจคำนวณเฉพาะในกรอบสินค้าเป้าหมายหลักที่ต้องการส่งออกไปสหรัฐ (เช่น ดูเฉพาะ top20) เพื่อมาคำนวณเป็น indicative model ง่ายๆ ว่า อัตราภาษีนำเข้าควรอยู่ในระดับเท่าใดจึงจะมีผลกระทบต่อสินค้าส่งออกหลักของไทยน้อยที่สุด ทำ scenario ไว้ซัก 2-3 ทางเลือก ซึ่งเราต้องเอาตัวเลขตรงนี้มาใส่มือให้ได้ไว้ก่อน ไม่งั้นเราก็จะเจรจาบนพื้นฐานที่ว่างเปล่าซึ่งกลายเป็นฝากชะตากรรมไว้กับสหรัฐให้ตัดสินใจอยู่ฝ่ายเดียว

และอย่าลืม หลักการที่เราคุยกันไปเมื่อกี้นี้ หากเราขอลดภาษีลงเยอะ แปลว่ารายได้ฝั่งเค้าจะลดลง เราต้องคิดข้อเสนออะไรที่มันน่าสนใจเพื่อชดเชยตัวเลขที่หายไปเผื่อไว้ด้วย

2) มูลค่าการนำเข้าจากสหรัฐ  ตามที่คุยกันไว้ เรามีความจำเป็นต้องคำนวณตัวเลขมูลค่ารวมของการนำเข้าให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าเราสามารถนำเข้า “เพิ่มขึ้น” จากเดิมได้อีกเท่าไหร่ ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่เค้าสามารถนำไปคำนวณได้อย่าวชัดเจนว่า หากไทยนำเข้าเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เค้าขาดดุลการค้าลดลงได้มากแค่ไหน  ซึ่งตรงนี้อาจต้องหารือร่วมกับภาคเอกชนให้เกิดความชัดเจน ว่าควรจะเพิ่มเติมรายการสินค้าอะไรบ้าง และแต่ละรายการจะนำเข้าในปริมาณและมูลค่าเท่าไหร่ นอกเหนือจากกรอบสินค้าเกษตรและสินค้าพลังงานที่ได้มีการเสนอไปก่อนหน้านี้  ซึ่งเราควรจัดลำดับความสำคัญ และเน้นการนำเข้าสินค้าที่สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด เช่น สินค้าทุนที่นำเข้ามาแล้วสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตที่จะทำให้ไทยได้เปรียบจากการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง หรือหากเป็นสินค้าเกษตร หรือสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ก็ควรต้องเลือกสินค้าที่มูลค่าสูงที่สุดแต่สร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบไทยให้น้อยที่สุด

และอย่าลืมว่า เป้าหมายตรงนี้เราสามารถนำไปใช้เป็น narrative ตอนเจรจากับสหรัฐ ว่าการนำเข้าของเราช่วยทำให้สหรัฐบรรลุเป้าหมายลดการขาดดุลการค้ากับไทยได้ในเวลาอันสั้น รวมถึงสร้างชี้ให้เห็นถึงรายได้ของผู้ประกอบการสหรัฐที่มาจากการส่งออกสินค้าสหรัฐมายังประเทศไทย สองเรื่องนี้สามารถเน้นย้ำให้เห็นเพื่อทำให้ข้อเสนอของเรามีน้ำหนัก และน่ารับฟังมากขึ้น

3) อัตราภาษีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ  ตอนนี้เราพอทราบเป็นข้อมูลเบื้องต้นว่า เรามีข้อเสนอลดภาษี 0% โดยใช้กรอบสินค้าเดียวกันภายใต้การเจรจาข้อตกลง RCEP เป็นตัวตั้งในการเจรจากับสหรัฐ  อันนี้คงต้องทำการบ้านเพิ่มเติมกันพอสมควรว่า หากสหรัฐต้องการเห็นไทยนำเข้าสินค้าในอัตรา 0% แบบเดียวกับที่เวียดนามเสนอไป คือ full market access แบบนี้เราสามารถเปิดตลาดสินค้าแบบ 100% ให้ได้เท่าเทียมกับข้อเสนอของเวียดนามหรือไม่ และหากเราต้องการทำแบบนั้น อะไรคือผลกระทบต่อผู้ผลิตและอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้หนีไม่พ้นที่เราคงต้องเตรียมแนวทางการเยียวยาเอาไว้ล่วงหน้าได้เลย

4) การลงทุน  เรื่องนี้คงต้องคิดให้ครบในทุกมิติ ทั้งการชักชวนการลงทุนในไทย และแจ้งความจำนงค์ในการเข้าไปลงทุนในสหรัฐ  ในเรื่องนี้ควรเปิดรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน ทั้งบริษัทไทยและบริษัทสหรัฐในประเทศไทย เพื่อรับฟังข้อมูลเชิงลึกให้ได้มากที่สุด ก่อนจัดทำกรอบข้อเสนอแผนการลงทุนให้มีความชัดเจน วัดผลเป็นตัวเลขได้ว่าจะเกิดการลงทุนรวมแล้วเท่าไหร่ สร้างความเชื่อมโยงให้เห็นได้ชัดเจนว่า การลงทุนในไทยและการที่ไทยลงทุนในสหรัฐ จะสร้างเม็ดเงินใหม่ทางเศรษฐกิจให้สหรัฐอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าตัวเลขพวกนี้จะเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สหรัฐจะนำไปพิจารณาร่วมด้วยว่า จะสามารถลดภาษีให้กับไทยได้มากน้อยเท่าไหร่ หากมีรายได้ตรงนี้มาเสริมไว้อยู่แล้ว

5) ข้อเสนออื่นๆ ที่สามารถช่วยทำให้ package การเจรจาของเราน่าสนใจมากยิ่งขึ้น อันนี้คงต้องอาศัยการคิดนอกกรอบเยอะๆ เช่น ข้อเสนอในการจัดซื้อสินค้าที่มูลค่าสูง เช่น สินค้าเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านพลังงานหรือการจัดการสิ่งแวดล้อม (เช่น ระบบการจัดเก็บคาร์บอน – carbon capture storage) หรือสินค้าด้านความมั่นคง เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เทคโนโลยีด้าน cyber security หรือมองไปถึงการเปิดตลาดการค้าบริการของสหรัฐในไทย (trade in services) ใน sector ใหม่ๆ เช่น fintech, e-payment, e-commerce หรือในโลกเก่าแบบ telecom หรือ banking รวมถึงข้อเสนอพิเศษในเชิงยุทธศาสตร์หากบริษัทสหรัฐต้องการย้ายฐานผลิตจากจีนเข้ามาลงทุนในไทย เราสามารถให้ package การส่งเสริมการลงทุนให้ได้มากกว่าปกติได้อย่างไร อันนี้ก็ต้องมานั่งคิดกัน

6) การเตรียมข้อเสนอและแนวทางการลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งเรื่องนี้ เราคงต้องมาทำการบ้านให้ละเอียด ทีมเจรจาคงต้องไปไล่ดูในรายงาน National Trade Estimate (NTE) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ว่าเค้ามองว่าเห็นว่า มาตรการใดของไทยที่ยังเป็นอุปสรรคทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ดี ที่เราต้องเร่งสังคายนาอยู่แล้ว เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ระเบียบศุลกากร (custom procedures) หรือระเบียบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งตรงนี้แก้ไขได้ ก็ยิ่งมีประโยชน์เพราะจะทำให้ประเทศไทยเรามีความน่าสนใจมากขึ้นในเวทีโลกที่จะเป็นประเทศที่น่าเข้ามาคบค้าสมาคมด้วย ที่สำคัญเราไม่ควรพูดแบบลอยๆ ควรนำเสนอไปเลยให้ชัดเจนว่า เราจะแก้เรื่องไหนยังไง จัดลำดับความสำคัญยังไง อันนี้ยิ่งชัดจะยิ่งช่วย support การเจรจาของเรา

7) การบริหารจัดการ  สุดท้าย ถือว่าสำคัญที่สุด คือเราจะบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ข้างต้นได้อย่างไร ซึ่งวันก่อนผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ที่ผมเคารพท่านหนึ่ง ซึ่งท่านได้ให้ความเห็นที่สำคัญคือ รัฐบาลควรใช้กลไกที่มีอยู่ คือการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) เพื่อรับฟังแนวคิดจากหน่วยงานต่างๆ อย่างรอบด้าน เพราะตัวรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกคนก็เป็นคณะกรรมการโดยตำแหน่งอยู่แล้ว และเนื่องจากเรื่องนี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นจำนวนมาก ผลกระทบสามารถเกิดขึ้นได้เป็นวงกว้าง จำเป็นต้องดึงกระทรวงทบวงกรมต่างๆ เข้ามาช่วยกันให้ความเห็น เพื่อให้ทิศทางการเจรจาของไทย มีความสมดุลทางความคิดไม่ตกไม่หล่นประเด็นความเห็นสำคัญๆ ไป

ผมเองมองเพิ่มเติมว่า งานนี้ควรดึงภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย รวมถึงหารือกับหอการค้าอเมริกัน (AMCHAM) หรือสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council – USABC) ที่มีสมาชิกเป็นบริษัทสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในไทยและส่งออกไปทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการส่งออกกลับไปสหรัฐด้วย เช่น Ford ส่งออกกระบะจากไทยไปยังอเมริกา Western Digital และSeagate ก็ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในไทยและส่งออก บริษัท Cargill หรือ Tyson Foods ก็ใช้วัตถุดิบอาหารจากไทยผลิตและส่งออกไปทั่วโลก ฯลฯ 

... งานนี้ควรดึงภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย รวมถึงหารือกับหอการค้าอเมริกัน (AMCHAM) หรือสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (US-ASEAN Business Council – USABC) ที่มีสมาชิกเป็นบริษัทสหรัฐที่เข้ามาลงทุนในไทยและส่งออกไปทั่วโลก ... - นิรุตติ คุณวัฒน์

รัฐบาลควรดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามาร่วมให้ความเห็นในเชิงนโยบาย เชื่อว่าเราจะได้ข้อมูลเชิงลึกในเรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่ชัดเจน ช่วยเราสามารถคำนวณผลได้ผลเสีย ในการทำโมเดลการเจรจาใหม่ในรอบนี้กับทรัมป์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  อีกทั้งบริษัทสหรัฐเหล่านี้ หากเค้าเดือดร้อนเพราะนโยบายของทรัมป์ พวกเขาก็จะสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับเราในรัฐบาลและรัฐสภาสหรัฐว่าการขึ้นภาษีไทยคือการ “ทำร้ายตัวเอง” 

สุดท้ายนี้ นอกจากการเจรจาในเรื่องภาษีแล้ว เราอาจต้องเตรียมเสนอภาพใหญ่ให้กับทรัมป์พอมองเห็นว่า ไทยคือกลไกสำคัญในการสร้าง new global supply chain ของสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อากาศยาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เพื่อที่เราจะสามารถชี้ให้เห็นว่า “อัตราภาษีที่เหมาะสม = การช่วยให้สหรัฐบรรลุเป้าหมายทางนโยบายของตัวเอง” ซึ่งผมเชื่อว่า การปรับข้อเสนอในลักษณะเช่นนี้น่าจะช่วยเสริมจุดแข็งของเราในการเจรจารอบต่อไปก่อนจะถึงเส้นตายจริงๆ ในเดือนสิงหาคม ได้ไม่มากก็น้อย

และสุดท้ายเราต้องอย่าลืมว่า เรากำลังเจรจากับคนที่มองแค่กำไรขาดทุนทางธุรกิจ ไม่ได้มองในเรื่องการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การพูดคุยภายใต้กรอบกติกาการค้าโลก หรืออะไรๆ ที่เราคุ้นเคยในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่เราเคยผ่านมาก่อน งานนี้แค่ตอบโจทย์ตัวเลขกำไรขาดทุนให้ชัดครับ ตรงนี้คือหัวใจในการคุยกับทรัมป์ ไม่ใช่หลักการใดๆ ที่โลกทั้งโลกนี้เคยยึดถือมาก่อน

เอาใจช่วยทีมไทยแลนด์ครับ

นิรุตติ คุณวัฒน์ / ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Novegion Consulting อดีต Trade Policy Analyst ขององค์การการค้าโลก (WTO)
 

เกาะติดสถานการณ์นับถอยหลัง 1 ส.ค. 68


เตรียมพบกับ ผมในงานเสวนานี้ได้เลยครับ!



สมัครเข้ากิจรรม ที่นี่ (หัวข้อการเสวนามีการเปลี่ยนหัวข้อจาก Beyond Tariffs เพื่อทันกับสถานการณ์สงครามการค้า)

 


หน้าหลัก > ข่าวธุรกิจ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"จตุพร" เปิดศูนย์ MOC One Stop Service ระดม 12 หน่วย รับมือภาษีทรัมป์ ช่วยผู้ประกอบการไทย

"จตุพร" เปิดศูนย์ MOC One Stop Service ระดม 12 หน่วย รับมือภาษีทรัมป์ ช่วยผู้ประกอบการไทย

จตุพร บุรุษพัฒน์ เปิดศูนย์ MOC One Stop Service @Ratchada ระดม 12 หน่วยงาน ช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือ “ภาษีทรัมป์” ให้คำปรึกษาครบวงจร ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสส่งออก

4 นาที
มูดีส์ หั่นแนวโน้มเครดิตเรตติ้งไทยเป็นลบ จับตาภาษีสหรัฐ-หนี้สาธารณะทะยาน

มูดีส์ หั่นแนวโน้มเครดิตเรตติ้งไทยเป็นลบ จับตาภาษีสหรัฐ-หนี้สาธารณะทะยาน

มูดีส์ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยเป็น "เชิงลบ" แต่คงเรตติ้ง Baa1 เหตุกังวลผลกระทบจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐและภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะ 56% ของ GDP พร้อมหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 เหลือ 2%

4 นาที
เปิดจดหมายทรัมป์ถึงไทย ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 36%

เปิดจดหมายทรัมป์ถึงไทย ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย 36%

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ส่งจดหมายลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ถึงประเทศไทย ประกาศการเก็บภาษีสินค้าไทยในอัตรา 36% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568

4 นาที
“พาณิชย์” เปิดเวทีเสวนาใหญ่ ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ ชี้ทางรอดการค้าไทย พลิกวิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสของสินค้าไทย

“พาณิชย์” เปิดเวทีเสวนาใหญ่ ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ ชี้ทางรอดการค้าไทย พลิกวิกฤตสงครามการค้าเป็นโอกาสของสินค้าไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมเสวนาครั้งสำคัญ ภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัสนโยบายภาษีทรัมป์ : โอกาสสู่การค้ายุคใหม่”เปิดเวทีวิเคราะห์ ถอดรหัสนโยบายภาษีสหรัฐฯ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทย ก้าวสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน

3 นาที
จีน-สหรัฐฯ พักรบสงครามการค้า 90 วัน ลดภาษีทะลุเพดาน

จีน-สหรัฐฯ พักรบสงครามการค้า 90 วัน ลดภาษีทะลุเพดาน

การเจรจาที่เจนีวาเปลี่ยนโฉมสงครามการค้าโลก: เมื่อทรัมป์และจีนตกลงลดภาษีจาก 125% เหลือ 10% ในข้อตกลงพักรบ 90 วัน สัญญาณบ่งชี้ถึงยุคใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจ หรือเป็นเพียงการถอยเพื่อรุกในวันข้างหน้า?

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง