
สิ้นสุดยุค Mono-Global culture: เมื่อกระแสโลกตีกลับ และ 'พลังท้องถิ่น' คือขุมทรัพย์ใหม่ของวงการบันเทิงไทย
สรุปประเด็น
เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว บนเวที Coachella รัฐแคลิฟอร์เนีย แร็ปเปอร์สาววัย 19 ปีจากไทยคนหนึ่งทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เธอหยิบชามข้าวเหนียวมะม่วงขึ้นมากินต่อหน้าผู้ชมหลายหมื่นคนจากทั่วโลก ขณะที่เสียงเพลง "Mango Sticky Rice" ดังก้องอยู่ในอากาศโดยไม่มีการปรับตัวให้ "ดูสากล" มีเพียงความเป็นไทยอย่างตรงไปตรงมา
ภายในชั่วข้ามคืน #MILLILiveatCoachella ขึ้นติดเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ทั่วโลก ร้านข้าวเหนียวมะม่วงทั่วกรุงเทพฯ ขายหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนกว่ารายงานวิจัยฉบับไหน ๆ ว่าโลกกำลังหิวโหยความแท้จริง และ 'พลังท้องถิ่น' คือสิ่งที่พวกเขากำลังตามหา

ในอดีต ภาพของ “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ในโลกธุรกิจบันเทิงและวัฒนธรรม คือภาพที่ทุนใหญ่จากตะวันตก โดยเฉพาะฮอลลีวูดหรือค่ายเพลงระดับโลก สามารถสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเดียวแล้วทรงอิทธิพลไปทั่วโลก (Monoculture) เราเคยเชื่อว่าในท้ายที่สุด ผู้บริโภคทุกมุมโลกจะฟังเพลงภาษาเดียวกัน ดูซีรีส์เรื่องเดียวกัน และเล่นเกมจากผู้พัฒนาเจ้าเดียวกัน
แต่รายงานเชิงลึกจากบทความ Forget the World Cup. Culture is becoming more fragmented ของสำนักข่าวระดับโลกอย่าง The Economist กำลังบอกเราว่า “โลกไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกต่อไป” ความจริงที่ผู้บริหารยุคนี้ต้องเผชิญคือ วัฒนธรรมทั่วโลกกำลังแตกแขนงเป็นกลุ่มย่อย (Culture Fragmentation) และผู้บริโภคกำลังหันกลับมาเสพ “คอนเทนต์ท้องถิ่น” (Local Content) อย่างเหนียวแน่น ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิง แต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่ส่งส่งผลกระทบต่อทุกภาคธุรกิจ
1. เจาะสถิติโลก: เมื่อ 'ความสากล' พ่ายแพ้ให้ 'ความสมจริงในท้องถิ่น'
ข้อมูลจาก The Economist ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งพิสูจน์ว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมกระแสหลักจากอเมริกากำลังลดลงเรื่อย ๆ:
วงการเพลง: ภาษาท้องถิ่นครองชาร์ต
-
เดนมาร์ก: แม้ประชากรจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม แต่ข้อมูลระบุว่าในปี 2019 มีเพลงภาษาเดนมาร์กเพียง 5 เพลงเท่านั้นที่ติดอันดับ Top 20 ของประเทศ แต่ในปีล่าสุด ตัวเลขนั้นพุ่งสูงถึง 18 เพลง โดยเพลงอันดับหนึ่งคือ “Hele Vejen” ของศิลปินท้องถิ่นอย่าง Omar และ Mumle
-
ยุโรปและสแกนดิเนเวีย: จากงานวิจัยของสถาบันเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (LSE) โดย Will Page (อดีตประธานนักเศรษฐศาสตร์ของ Spotify) และ Chris Dalla Riva พบว่าสัดส่วนเพลงท้องถิ่นในประเทศแถบยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และโปแลนด์ พุ่งสูงขึ้นอย่างเรื่อย ๆ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยในสวีเดน ยอดสตรีมเพลงท้องถิ่นใน Top 20 โตจาก 29% (ปี 2019) เป็น 55% และนอร์เวย์พุ่งจาก 13% เป็น 38%
-
ลาตินอเมริกาและเอเชีย: สถิติจาก IFPI (สมาพันธ์ผู้ผลิตสิ่งบันทึกเสียงระหว่างประเทศ) ระบุว่า ในบราซิล ศิลปินที่ติด Top 100 บน YouTube Music กลายเป็นศิลปินท้องถิ่นมากถึง 96 คน ขณะที่ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีเพลงท้องถิ่นครองอันดับในชาร์ตสูงสุดถึง 8-10 เพลง
-
อินเดีย: รายงานจากบริษัทที่ปรึกษา EY (Ernst & Young) พบว่า แม้แต่เพลงภาษาฮินดี (ภาษาหลัก) ก็มียอดสตรีมลดลงในอินเดีย เนื่องจากผู้ฟังหันไปฟังเพลงในภาษาถิ่นเฉพาะภูมิภาค เช่น ภาษามาลายาลัม (Malayalam) และภาษาโอเดีย (Odia) มากขึ้น
วงการทีวีและสตรีมมิ่ง: ยุคเสื่อมถอยของฮอลลีวูด
-
สัดส่วนคอนเทนต์อเมริกาลดฮวบ: ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Ampere Analysis ระบุว่า จากเดิมที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่เคยสั่งผลิต (Commission) คอนเทนต์จากอเมริกาเหนือสูงถึง 70% เมื่อ 6 ปีก่อน ปัจจุบันตัวเลขนั้นลดลงเหลือเพียง 36% เท่านั้น และล่าสุด Netflix ได้ผลิตคอนเทนต์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) มากกว่าคอนเทนต์ภาษาอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
-
ความต้องการดูสื่ออเมริกาลดลง: ข้อมูลจาก Parrot Analytics ซึ่งวัดความต้องการของผู้บริโภคจากการค้นหาและการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย พบว่าส่วนแบ่งความต้องการซีรีส์อเมริกาทั่วโลก (Global Demand Share) ลดลงจาก 51% ในปี 2022 เหลือเพียง 42%
-
Hyper-local ในเอเชียและยุโรป: จากสถิติของบริษัทข้อมูล Digital i พบว่าบนแพลตฟอร์ม Netflix และ Amazon Prime ยอดการรับชมคอนเทนต์ท้องถิ่นในสเปนพุ่งจาก 28% เป็น 39% และในอังกฤษโตจาก 14% เป็น 20% ยิ่งไปกว่านั้น ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ คอนเทนต์ที่ติด Top 10 ที่มีคนดูมากที่สุดถึง 9 ใน 10 เรื่อง ล้วนเป็นคอนเทนต์ท้องถิ่นของชาติตัวเองทั้งสิ้น
วงการเกม: รสนิยมบนมือถือที่แตกต่าง
-
ไม่มีเกมไหนชนะใจได้ทุกประเทศ: ข้อมูลจาก Sensor Tower ที่ติดตามการใช้งานแอปพลิเคชันทั่วโลกเปิดเผยว่า ใน 5 ตลาดเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก (สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ และเกาหลีใต้) ไม่มีเกมมือถือแม้แต่เกมเดียวที่สามารถติดอันดับ Top 10 ร่วมกันได้ทั้ง 5 ประเทศ สะท้อนให้เห็นว่ารสนิยมการเล่นเกมบนสมาร์ตโฟนมีความจำเพาะเจาะจงตามวัฒนธรรมสูงมาก
-
ชัยชนะของเกมที่เข้าใจตลาดเกิดใหม่: เกม Free Fire ของค่าย Garena (สิงคโปร์) เลือกที่จะไม่แข่งกับเกมดังอย่าง Fortnite ในอเมริกาหรือยุโรป แต่เน้นเจาะตลาดเอเชียและลาตินอเมริกา โดยปรับแต่งระบบให้รองรับสมาร์ตโฟนสเปกต่ำและเจาะกลุ่มผู้เล่นในท้องถิ่น จนกลายเป็นเกมมือถือที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นรองเพียง Roblox เท่านั้น
2. ถอดกลยุทธ์ธุรกิจ: ทำไม "Hyper-Local" ถึงชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่?
Larry Tanz หัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์ประจำภูมิภาค EMEA ของ Netflix ได้ให้สัมภาษณ์ใน The Economist ไว้อย่างน่าสนใจว่า แพลตฟอร์มเคยพยายามทำซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่มีเนื้อหาเป็นสากลเพื่อหวังเอาใจคนทั้งโลก เช่น Marco Polo แต่กลับล้มเหลว นำมาสู่บทเรียนสำคัญ 3 ข้อที่ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้กับกลยุทธ์ธุรกิจได้:
-
หมดยุคตัวกลาง อัลกอริทึมจัดสรรตามรสนิยมจริง: ในอดีต ค่ายเพลงหรือสถานีวิทยุใหญ่ ๆ เป็นผู้กำหนดว่าคนจะได้ฟังอะไร (ซึ่งมักเลือกเพลงสากล) แต่ในยุคสตรีมมิ่ง อัลกอริทึมเรียนรู้พฤทีพรรมที่แท้จริงและพาผู้คนดิ่งลึกไปสู่ความชอบเฉพาะกลุ่ม (Niche) ของตนเอง
-
โมเดลธุรกิจแบบ "Superfans": ศิลปินและแบรนด์ในปัจจุบันตระหนักแล้วว่า การสร้าง "แฟนพันธุ์แท้" ในประเทศบ้านเกิดที่พร้อมสนับสนุนแบรนด์อย่างเหนียวแน่น มีความคุ้มค่าและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่าการพยายามทำการตลาดแบบผิวเผินให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
-
ความจริงแท้ (Authenticity) คือใบเบิกทางสู่สากล: Rubén Abraham ผู้บริหารค่ายเพลง Warner Music ในเม็กซิโก ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนดนตรีเม็กซิกันให้มีความเป็นสากลเพื่อการส่งออก (No "tropicalise") เพราะ "เมื่อรากฐานของมันมีความจริงแท้ (Authentic) เสียงดนตรีนั้นจะเชื่อมต่อกับผู้คนได้ไกลกว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์ดั้งเดิมของมันเอง" เช่นเดียวกับที่ Larry Tanz (Netflix) เสริมว่า "คุณไม่มีวันได้คอนเทนต์ฮิตระดับโลก (Global Hit) ถ้าผลงานนั้นไม่ได้ฮิตอย่างบ้าคลั่งในบ้านเกิดตัวเองจนเกิด 'แกนความร้อนที่ลุกโชน' (Burning hot core) เสียก่อน"
3. อนาคต "ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก": ภาพสะท้อนสมรภูมิ Globalisation ยุคถัดไป
ลองมองผ่านเลนส์ "ฟุตบอลโลก" เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะฟุตบอลโลกคือหนึ่งในไม่กี่สิ่งบนโลกที่ยังสามารถดึงสายตาคนพันล้านให้มานั่งดูพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน แต่แม้แต่มหกรรมระดับนี้ก็กำลังถูกกระแส "การiแตกแขนงวัฒนธรรมโลก" (Culture Fragmentation )เข้ามาเขย่า โดยเฉพาะในสมรภูมิการซื้อลิขสิทธิ์และการถ่ายทอดสด
-
หมดยุคสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นทุ่มทุนเดี่ยว: มูลค่าลิขสิทธิ์จาก FIFA ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับรายได้โฆษณาของสถานีโทรทัศน์ดั้งเดิม ทำให้โมเดลการซื้อลิขสิทธิ์ในอนาคตจะเปลี่ยนเป็น "การจับมือข้ามสายพันธุ์" (Cross-industry Consortiums) ระหว่างสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น ค่ายโทรคมนาคม และบิ๊กเทคระดับโลก เพื่อแชร์ต้นทุนและบริหารความเสี่ยง
-
กลุ่มทุน Big Tech และสตรีมมิ่งระดับโลกเข้าครอบครอง: แพลตฟอร์มที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกระจายอยู่ทั่วโลกและทุนหนา เช่น Amazon Prime, Apple TV+ หรือ YouTube กำลังกลายมาเป็นผู้เล่นหลักในการประมูลสิทธิ์กีฬาระดับโลก แทนที่สถานีโทรทัศน์ระดับภูมิภาค เนื่องจากพวกเขาสามารถบริหารจัดการการทำเงินจากฐานผู้ชมทั่วโลก (Global Scale) ได้คุ้มค่ากว่า
-
ส่งมอบประสบการณ์แบบ Hyper-localised: ต่อให้บิ๊กเทคระดับโลกเป็นผู้ชนะลิขสิทธิ์และทำหน้าที่กระจายสัญญาณภาพไปทั่วโลก แต่ "ประสบการณ์การรับชม" จะถูกสับย่อยให้เข้ากับวัฒนธรรมเฉพาะตัวของแต่ละประเทศอย่างเข้มข้น ผ่านเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ในอนาคต แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งจะเปิดให้ผู้ชมเลือกทีมผู้พากย์ที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังในท้องถิ่น เลือกมุมกล้องย่อย หรือเสพข้อมูลสถิติที่ปรับแต่งมาเพื่อตอบสนองความสนใจของแฟนบอลเฉพาะกลุ่มในประเทศนั้น ๆ เพื่อสร้างกลุ่ม "Superfans" ในแต่ละพื้นที่
4. โอกาสทางธุรกิจและบทเรียน
กระแส "The Deglobalization of Culture" หรือการลดทอนความเป็นสากลเพื่อกลับสู่รากเหง้า เป็นโอกาสทองของธุรกิจไทยที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือ:
-
เลิกเลียนแบบตะวันตก แล้วหันมาสกัด "ความจริงแท้" (Authenticity): ไม่ว่าท่านจะอยู่ในธุรกิจอาหาร, แฟชั่น, หรือบริการ การพยายามทำแบรนด์ให้ดูเป็น "ตะวันตก" อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป ผู้บริโภคในปัจจุบันมองหาแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์และเล่าเรื่องราว (Storytelling) ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างจริงใจ
-
สร้างความแข็งแกร่งในบ้านเกิด ก่อนคิดทำการค้าข้ามพรมแดน: จากบทเรียนของ Netflix แบรนด์ไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าหรือ Soft Power ไปต่างประเทศ อย่าพยายามลดทอนความเป็นไทยเพื่อเอาใจคนต่างชาติ แต่จงทำสินค้าหรือคอนเทนต์ไทยให้ "ชัดเจนและเข้มข้นที่สุด" เพราะความต่างอย่างมีเอกลักษณ์นั้นคือสิ่งแปลกใหม่ที่ตลาดโลกกำลังมองหา
-
ใช้แพลตฟอร์มระดับโลก ส่งมอบประสบการณ์ระดับท้องถิ่น: แบรนด์ต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลก (เช่น TikTok, YouTube หรือระบบ Data Analytics) ในการเข้าถึงผู้บริโภค แต่หัวใจหลักของสาร (Message) และการตลาดต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบท วัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) และภาษาของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
5. โอกาสทางยุทธศาสตร์และบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหาร
คอนเทนต์ไทยในยุคหลัง Monoculture: สิ่งที่ผู้บริหารต้องรู้และทำตอนนี้
-
สกัด "ความจริงแท้" (Authenticity) เพื่อสร้าง "แกนความร้อนที่ลุกโชน" (Burning Hot Core): ตามที่ Larry Tanz กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “คุณไม่มีวันได้คอนเทนต์ฮิตระดับโลก (Global Hit) ถ้าผลงานนั้นไม่ได้ฮิตอย่างบ้าคลั่งในบ้านเกิดตัวเองจนเกิดแกนความร้อนเสียก่อน” ผู้ผลิตไทยต้องเลิกพยายามลดทอนความเป็นไทยเพื่อเอาใจตลาดสากล แต่จงทำคอนเทนต์ (ซีรีส์, เพลง, เกม) ให้ชัดเจน เข้มข้น และทุ่มเทสร้างฐาน "Superfans" ในประเทศให้แข็งแกร่งที่สุด เพราะความเฉพาะตัวระดับ Hyper-local นั้นแหละคือสิ่งแปลกใหม่ที่อัลกอริทึมโลกกำลังมองหา
-
มองแพลตฟอร์มโลกเป็น "ท่อส่งน้ำ" ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง: ธุรกิจบันเทิงไทยไม่ต้องสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาแข่งกับบิ๊กเทค แต่จงใช้โครงสร้างพื้นฐานสากล (เช่น TikTok, YouTube, Spotify, Netflix) เป็นท่อส่งออกวัฒนธรรมไทยที่ไร้พรมแดน เหมือนที่ดนตรีเม็กซิกันหรือเกม Free Fire ของสิงคโปร์ใช้ระบบนิเวศระดับโลกเจาะตลาดเกิดใหม่จนประสบความสำเร็จ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้กลายเป็นสากลแบบผิวเผิน
เลือกผิด เสียหาย: เมื่อแบรนด์ไทยต้องเลือกเพลง หนัง เกม และพรีเซนเตอร์ในยุคหลัง Monoculture
-
กลยุทธ์การเลือกพรีเซนเตอร์ (Presenter/Ambassador): * หมดยุคของการใช้ดาราระดับโลก (Global Superstar) เพื่อประทับตราความน่าเชื่อถือแบบเหมาเข่ง หากแบรนด์ของคุณต้องการเข้าถึงใจผู้บริโภคยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง การเลือกอินฟลูเอนเซอร์หรือศิลปินท้องถิ่น (Local/Regional Heroes) ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น (Superfans) และสะท้อนวิถีชีวิตที่ "จริงแท้" จะสร้างอัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขาย (Conversion Rate) ได้คุ้มค่ากว่า
แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้พรีเซนเตอร์ระดับอินเตอร์ (เช่น ศิลปิน K-Pop) ตัวคอนเทนต์หรือโฆษณาที่สื่อสารออกมา ต้องถูกย่อยให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) ของไทยอย่างกลมกลืน ไม่ใช่แค่การเอาภาพนิ่งมาแปะดื้อ ๆ -
การใช้เพลง วิดีโอ และเกมในแคมเปญการตลาด (Entertainment Marketing): * แบรนด์ต้องเลิกมองผู้บริโภคเป็น "Mass Market" แต่ต้องใช้ Data ในการทำ Micro-Segmentation หากต้องการทำแคมเปญให้เข้าถึงคนแต่ละภูมิภาค จงใช้เพลงภาษาถิ่น หรือทำโฆษณาที่ใช้มุกตลกเฉพาะพื้นที่ (เหมือนกรณีที่ซีรีส์โปแลนด์ 1670 ชนะใจคนในประเทศ)
สำหรับธุรกิจที่ต้องการคอลแลบ (Collaboration) กับวงการเกม ควรหันมามองเกมมือถือระดับภูมิภาคที่มีการปรับแต่งให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น Free Fire ที่เด่นเรื่องการจัดอีเวนต์ตามเทศกาล (เช่น สงกรานต์, ดิวาลี) มากกว่าจะไปทุ่มทุนกับเกมคอนโซลฟอร์มยักษ์จากตะวันตก เพราะเกมเหล่านั้นอาจไม่ได้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่
บทเรียนจาก "ฟุตบอลโลก" สู่กลยุทธ์ธุรกิจยุคใหม่
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด ข้อสรุปที่ชัดเจนที่สุดถูกสะท้อนผ่านการวิเคราะห์ของ The Economist ที่หยิบยกกรณีของ "ฟุตบอลโลก" (Football World Cup) ขึ้นมาเป็นโมเดลเปรียบเทียบ
ในอดีต ธุรกิจต่าง ๆ มักทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับ "มหกรรมระดับโลก" หรือกลยุทธ์แบบ Global Campaign เพื่อหวังดึงดูดสายตาคนพันล้านในคราวเดียว ซึ่งฟุตบอลโลกยังคงทำหน้าที่นั้นได้ดีในฐานะ "ข้อยกเว้น" ที่เหลืออยู่ไม่กี่อย่างในโลกยุคปัจจุบัน ทว่าในความเป็นจริงประจำวันของผู้บริโภค (Day-to-day Consumption) กระแสโลกกำลัง "เดินสวนทาง" อย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ฟุตบอลโลกจบลง ผู้คนจะปิดหน้าจอทีวีรวม แล้วกลับไปดิ่งลึกอยู่ในสมาร์ตโฟนของตัวเอง เพื่อฟังเพลงภาษาท้องถิ่น ดูซีรีส์ที่คุยด้วยมุกตลกเฉพาะในประเทศ หรือเล่นเกมมือถือที่จัดกิจกรรมฉลองตามเทศกาลพื้นบ้านของพวกเขาเอง
บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารไทยจากปรากฏการณ์นี้คือ เราไม่จำเป็นต้องรอ หรือพยายามสร้างธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ระดับ "ฟุตบอลโลก" เพื่อที่จะชนะใจคนทั้งโลก ยุคของการตลาดแบบ "One-Size-Fits-All" ได้สิ้นสุดลงแล้ว การที่วัฒนธรรมโลกแตกตัวเป็นเสี่ยง ๆ คือโอกาสทองในการกลับมาสำรวจสินทรัพย์และอัตลักษณ์ในมือ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่มีเพียงแบรนด์ไทยเท่านั้นที่เข้าใจดีที่สุด
เพราะในโลกที่ทุกคนเชื่อมต่อกันอย่างไร้พรมแดน... สิ่งที่ "ท้องถิ่นที่สุด" และมี "Burning Hot Core" ที่เข้มข้นที่สุด อาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่ "ทรงพลังที่สุด" ในทางธุรกิจ