ILO เตือนแรงงานอาเซียน 80 ล้านคนเสี่ยงรับผลกระทบ GenAI

ILO เตือนแรงงานอาเซียน 80 ล้านคนเสี่ยงรับผลกระทบ GenAI

สรุปประเด็น

  • วิกฤตแรงงานอาเซียนกับ AI แรงงานอาเซียน 80 ล้านคนเสี่ยงผลกระทบจาก GenAI โดยไทยอยู่กลุ่มความพร้อมปานกลาง ยังขาดทักษะขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐาน

  • กลุ่มเสี่ยงรับแรงกระแทกหลัก ผู้หญิงเสี่ยงตกงานสูงกว่าผู้ชาย 2-4 เท่าเนื่องจากกระจุกตัวในงานธุรการ ขณะที่เด็กจบใหม่ในไทยเผชิญภาวะการจ้างงานหดตัวแรง

  • ภาพรวมตลาดยังไม่ปั่นป่วน ปัจจุบันยังไม่พบการเลิกจ้างครั้งใหญ่ในอาเซียน อัตราว่างงานเยาวชนไทยยังลดลง ชี้ผลลัพธ์ในอนาคตขึ้นอยู่กับการเลือกนโยบายวันนี้

  • 5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ILO แนะรัฐเร่งดึงกระทรวงแรงงานร่วมออกแบบนโยบาย AI, ยกระดับทักษะเชิงรุก, หนุน MSMEs, ลงทุนระบบดิจิทัล และร่วมมือระดับภูมิภาค

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เผยรายงานล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 ชี้แรงงานอาเซียนเกือบ 80 ล้านคน หรือ 22.9% ของการจ้างงานทั้งหมด อยู่ในอาชีพที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) แม้ยังไม่พบการเลิกจ้างครั้งใหญ่ แต่สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏในกลุ่มแรงงานเยาวชนและงานธุรการ ขณะที่ผู้หญิงเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายเกือบเท่าตัว ด้านประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มความพร้อมระดับกลาง ยังมีช่องว่างด้านทักษะขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

เปิดตัวเลขแรงงานอาเซียนสัมผัส GenAI

สำนักงาน ILO ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ณ กรุงเทพมหานคร เผยแพร่รายงานสรุปเชิงนโยบาย (ILO Brief) ฉบับล่าสุดในหัวข้อ "Generative AI and labour markets in ASEAN: Significant exposure, limited disruption, uneven preparedness" หรือ "เจเนอเรทีฟเอไอกับตลาดแรงงานอาเซียน: การสัมผัสเทคโนโลยีที่มีนัยสำคัญ ผลกระทบที่ยังจำกัด และความพร้อมที่ไม่เท่าเทียม" ซึ่งประเมินผลกระทบของเทคโนโลยี GenAI ต่อการจ้างงานใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน

ข้อค้นพบสำคัญของรายงานระบุว่า ณ ปี 2568 แรงงานในอาเซียนเกือบ 80 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.9% ของการจ้างงานทั้งหมด ทำงานอยู่ในอาชีพที่มีระดับการสัมผัส (exposure) เทคโนโลยี GenAI มากกว่าระดับต่ำสุด กล่าวคือ เป็นอาชีพที่มีงานบางส่วนซึ่งเทคโนโลยีสามารถทำแทนหรือช่วยทำได้ในทางเทคนิค อย่างไรก็ตาม แรงงานที่อยู่ในอาชีพกลุ่มสัมผัสสูงสุด (G4) มีเพียง 3.3% ของการจ้างงานทั้งหมด หรือประมาณ 11.7 ล้านคน ขณะที่ราว 67% ของการจ้างงานยังคงอยู่ในอาชีพที่ไม่พบการสัมผัส GenAI เลย

ILO ย้ำว่า "การสัมผัส" ในที่นี้เป็นเพียงการวัดความเป็นไปได้ทางเทคนิคที่งานในอาชีพหนึ่งจะถูกทำให้เป็นอัตโนมัติหรือได้รับความช่วยเหลือจาก AI เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าแรงงานกลุ่มนี้จะตกงานหรือถูกแทนที่โดยอัตโนมัติ เพราะผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง การจัดรูปแบบการทำงานใหม่ ทักษะแรงงาน และสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายของแต่ละประเทศ

สิงคโปร์นำโด่ง–ไทยอยู่กลางตาราง

เมื่อพิจารณารายประเทศจาก 9 ประเทศอาเซียนที่มีข้อมูล พบว่าสิงคโปร์มีสัดส่วนแรงงานที่สัมผัส GenAI สูงสุดที่ 42.2% ของการจ้างงานทั้งหมด สะท้อนโครงสร้างอาชีพที่เน้นความรู้เข้มข้น โดยกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้บริหาร และช่างเทคนิคมีสัดส่วนราว 64% ของผู้มีงานทำ กระจุกตัวอยู่ในภาคการเงิน การประกันภัย เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการวิชาชีพ

รองลงมาคือฟิลิปปินส์ที่ 28.1% ซึ่งสะท้อนเศรษฐกิจที่เน้นภาคบริการและความโดดเด่นของอุตสาหกรรมไอทีและบริการรับจ้างบริหารธุรกิจ (IT-BPM) ตามด้วยอินโดนีเซีย 21.7% เวียดนาม 20.8% และ ประเทศไทยอยู่ที่ 20.6% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยภูมิภาค ส่วนสัดส่วนการจ้างงานในกลุ่มสัมผัสสูงสุด (G4) มีตั้งแต่ 0.3% ในติมอร์-เลสเต ไปจนถึง 6.3% ในสิงคโปร์

ที่น่าสนใจคือ อาชีพที่สัมผัส GenAI ในระดับ "มีนัยสำคัญ" (G3) เช่น นักบัญชี ที่ปรึกษาการเงินและการลงทุน นักพัฒนาซอฟต์แวร์ โปรแกรมเมอร์ ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล และนักเศรษฐศาสตร์ กลับเป็นกลุ่มอาชีพที่มีค่าจ้างสูงสุด โดยในกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ลูกจ้างในกลุ่มนี้มีรายได้สูงกว่าผู้ที่แทบไม่สัมผัสเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

ขณะที่ในประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวปรากฏเช่นกันแต่ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการสัมผัสกับรายได้ไม่ชัดเจนเท่า โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มสัมผัสปานกลาง (G2) กับกลุ่มสัมผัสมีนัยสำคัญ (G3) ซึ่ง ILO ชี้ว่ารูปแบบนี้ตอกย้ำความจำเป็นของนโยบายที่จะกระจายผลประโยชน์จาก GenAI อย่างทั่วถึง ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เฉพาะแรงงานรายได้สูง

ผู้หญิงเสี่ยงเกือบ 2 เท่าของผู้ชาย

ประเด็นที่รายงานให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือมิติทางเพศ โดยพบว่าทั่วอาเซียน ผู้หญิง 4.8% ทำงานในอาชีพกลุ่มสัมผัสสูงสุด (G4) เทียบกับผู้ชายเพียง 2.3% หรือสูงกว่าเกือบเท่าตัว ช่องว่างระหว่างเพศนี้เด่นชัดที่สุดในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ที่ผู้หญิงมีโอกาสทำงานในอาชีพเสี่ยงสูงมากกว่าผู้ชายราว 3–4 เท่า

สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้หญิงกระจุกตัวอยู่ในงานธุรการ งานเสมียน และงานวิชาชีพบางประเภทที่มีการสัมผัส GenAI สูง ขณะที่ผู้ชายกระจุกตัวในงานที่ใช้แรงงานและงานปฏิบัติการซึ่งสัมผัสเทคโนโลยีต่ำกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงยังมีสัดส่วนต่ำในสายอาชีพ STEM และอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง รวมถึงในกระบวนการออกแบบและกำกับดูแลระบบ AI ซึ่งอาจจำกัดโอกาสในการเข้าถึงงานใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยี ILO จึงเตือนว่า GenAI อาจส่งผลต่อผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกัน และมีนัยต่อความเหลื่อมล้ำทางเพศในตลาดแรงงาน

ยังไม่เกิด "แผ่นดินไหว" ในตลาดแรงงาน

แม้ตัวเลขการสัมผัสเทคโนโลยีจะดูน่ากังวล แต่รายงานยืนยันว่ายังไม่พบการปั่นป่วนตลาดแรงงานในวงกว้าง การจ้างงานในอาชีพที่สัมผัส GenAI ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากราว 66 ล้านคนในปี 2560 (20.9% ของการจ้างงาน) เป็น 74 ล้านคนในปี 2565 (22.2%) และ 80 ล้านคนในปี 2568 (22.9%) โดยไม่มีหลักฐานการเลิกจ้างขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับการมาถึงของ GenAI นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวปลายปี 2565

ในช่วงปี 2560–2565 อาชีพกลุ่มสัมผัสสูงสุด (G4) มีอัตราการเติบโตของการจ้างงานสูงที่สุด และแม้ในช่วงปี 2565–2568 การเติบโตของกลุ่มนี้จะชะลอลงบ้าง แต่กลุ่มสัมผัสมีนัยสำคัญ (G3) กลับเติบโตแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่อาชีพที่ไม่สัมผัส GenAI เติบโตต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบ ซึ่ง ILO อธิบายว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ความต้องการงานภาคบริการและงานที่ใช้ความรู้ที่เพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจาก AI

สอดคล้องกับหลักฐานระหว่างประเทศที่ชี้ว่า แม้ GenAI จะเพิ่มผลิตภาพในระดับงานย่อยได้จริง แต่ยังไม่แปรเป็นการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้ในผลิตภาพและการจ้างงานระดับมหภาค ส่วนหนึ่งเพราะการนำ AI ไปใช้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และผลกระทบด้านการประหยัดแรงงานอาจปรากฏชัดต่อเมื่อเทคโนโลยีถูกผนวกเข้ากับกระบวนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบในวงกว้าง ซึ่งต้องใช้เวลา

สัญญาณเตือน เด็กจบใหม่ไทยน่าห่วง

อย่างไรก็ดี รายงานพบสัญญาณที่ควรจับตาในกลุ่มแรงงานเยาวชน (อายุ 15–24 ปี) โดย ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ การจ้างงานเยาวชนในอาชีพกลุ่มสัมผัสสูงลดลงชัดเจนกว่าการจ้างงานโดยรวม โดยเฉพาะในงานเสมียนที่สัมผัส GenAI สูง เช่น เสมียนสำนักงานทั่วไป พนักงานคีย์ข้อมูล เสมียนบัญชี และเสมียนเงินเดือน ซึ่งการจ้างงานแรงงานอายุน้อยหดตัวแรงในทั้งสองประเทศ ขณะที่เวียดนามยังคงมีการจ้างงานเป็นบวกทั้งกลุ่มเยาวชนและภาพรวม

นอกจากนี้ ผลลัพธ์การจ้างงานของเยาวชนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาในภาคเศรษฐกิจที่สัมผัส GenAI เช่น การค้า สารสนเทศและการสื่อสาร การเงินและประกันภัย และบริการวิชาชีพ ก็อ่อนแอกว่ากลุ่มผู้ใหญ่โดยทั่วไป สะท้อนว่าวุฒิการศึกษาสูงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการรับมือความต้องการทักษะที่เปลี่ยนไป

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับข้อถกเถียงในวงวิชาการที่มองว่าแรงงานอายุน้อยอาจเป็นเสมือน "นกขมิ้นในเหมืองถ่านหิน" (canaries in the coal mine) กล่าวคือ การเปลี่ยนแปลงในงานระดับเริ่มต้น (entry-level) และการเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนสู่ที่ทำงาน อาจปรากฏให้เห็นก่อนที่ผลกระทบวงกว้างจะเกิดขึ้น

กระนั้น ILO ชี้ว่าแนวโน้มดังกล่าวยังไม่มาพร้อมกับอัตราการว่างงานของเยาวชนหรือสัดส่วนเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (NEET) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในประเทศไทย อัตราการว่างงานของเยาวชนลดลงจาก 5.1% ในปี 2565 เหลือ 4.6% ในปี 2567 และอัตรา NEET ลดจาก 13.3% เหลือ 12.8% ในช่วงเดียวกัน จึงเป็นไปได้ว่าความเปลี่ยนแปลงที่เห็นสะท้อนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน ทางเลือกด้านการศึกษา หรือการโยกย้ายอาชีพ มากกว่าการเสื่อมถอยของตลาดแรงงานเยาวชนโดยรวม

การใช้ AI จริงยังกระจุกตัว – งานธุรการใช้ต่ำสวนทางความเสี่ยง

ด้านการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ข้อมูลชี้ว่าสัดส่วนประชากรที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ GenAI เพิ่มขึ้นในทุกประเทศอาเซียนระหว่างครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 2568 โดยสิงคโปร์และเวียดนามมีการใช้เพิ่มขึ้นโดดเด่น แม้หลายประเทศยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ข้อมูลจาก Anthropic Economic Index ซึ่งวิเคราะห์การใช้งานแชตบอต Claude.ai พบว่าสัดส่วนการใช้เพื่อการทำงานในอาเซียนแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 29.4% ในอินโดนีเซียถึง 52.0% ในเวียดนาม และเมื่อจำแนกตามกลุ่มอาชีพ การใช้ GenAI กระจุกตัวสูงสุดในงานคอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ตามด้วยงานด้านการศึกษา เช่น ติวเตอร์ ขณะที่ งานสำนักงานและธุรการกลับมีการใช้จริงค่อนข้างต่ำ ทั้งที่เป็นกลุ่มอาชีพที่สัมผัสความเสี่ยงสูงที่สุด สะท้อนช่องว่างระหว่าง "ความเป็นไปได้ทางเทคนิค" กับ "การใช้งานจริง" ที่ยังกว้าง

หลักฐานระดับสถานประกอบการจากสิงคโปร์ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ ผลสำรวจของกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ปี 2569 ครอบคลุมสถานประกอบการเอกชน 2,560 แห่ง พบว่า 71.5% ของบริษัทยังไม่เริ่มนำ AI มาใช้ มีเพียง 3.8% ที่ผนวก AI เข้ากับกระบวนการธุรกิจหลัก โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานเกิน 500 คนมีอัตราการใช้สูงถึง 76.4% เทียบกับเพียง 23.9% ในบริษัทที่มีพนักงานต่ำกว่า 25 คน ทั้งนี้ 70.7% ของบริษัทที่ใช้ AI รายงานว่าผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และผลกระทบส่วนใหญ่เป็นการออกแบบงานใหม่ การสร้างตำแหน่งงานด้าน AI และการโยกย้ายพนักงาน มากกว่าการแทนที่อาชีพทั้งอาชีพ

ความพร้อมอาเซียนแบ่ง 3 ระดับ – ไทยติดกลุ่มกลาง

ในมิติความพร้อมรับมือ รายงานชี้ว่าอาเซียนกำลังก่อรูปเป็นภูมิทัศน์ความพร้อมด้าน AI สามระดับ ได้แก่

ระดับแรก สิงคโปร์ โดดเด่นในฐานะระบบนิเวศ AI ที่แข่งขันได้ระดับโลก ผสานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูง บุคลากรที่แข็งแกร่ง และแนวทางการขับเคลื่อนแบบทั้งภาครัฐ (whole-of-government) และเป็นประเทศเดียวที่ทั้งการสัมผัสและความพร้อมสูงสุดพร้อมกัน

ระดับที่สอง ได้แก่ มาเลเซียและไทย ตามด้วยบรูไน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งวางรากฐานสำหรับการนำ AI มาใช้ได้พอสมควร แต่ยังเผชิญช่องว่างสำคัญด้านทักษะขั้นสูง ศักยภาพการวิจัย โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล ระบบนิเวศนวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ระดับที่สาม กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และติมอร์-เลสเต มีระดับความพร้อมต่ำกว่า จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศักยภาพสถาบัน และขีดความสามารถทางเทคโนโลยี ซึ่งแม้จะสัมผัส GenAI น้อยกว่าในระยะแรก แต่ก็เสี่ยงเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเติบโตของผลิตภาพที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้น้อยกว่าเช่นกัน

ทั้งนี้ ดัชนีความพร้อมด้าน AI ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF AI Preparedness Index) ให้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มอาเซียน-5 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย) ที่ 0.60 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าที่ 0.68 ที่สำคัญ การสัมผัสเทคโนโลยีกับความพร้อมไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ เช่น ฟิลิปปินส์สัมผัสสูงเป็นอันดับสองแต่ความพร้อมอยู่อันดับสี่ ส่วนเมียนมามีความพร้อมต่ำสุดกลุ่มหนึ่งแต่กลับสัมผัสสูงกว่ากัมพูชา เวียดนาม และ สปป.ลาว หมายความว่าแรงงานจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมที่ขีดความสามารถเชิงสถาบัน ดิจิทัล และนโยบายในการรับมือมีจำกัด

รายงานยังเตือนด้วยว่า หลายประเทศอาเซียนสร้างยุทธศาสตร์การเติบโตบนอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น บริการเพื่อการส่งออก และธุรกิจรับจ้างบริหารกระบวนการทางธุรกิจ (BPO) ซึ่งความสามารถในการใช้ GenAI อย่างมีประสิทธิภาพจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และในระยะยาว GenAI อาจกระทบความยั่งยืนของเส้นทางการพัฒนาแบบเดิมทั้งหมด

5 ข้อเสนอเชิงนโยบายจาก ILO

เพื่อให้ AI นำไปสู่การเติบโตของผลิตภาพ งานที่มีคุณภาพ และผลประโยชน์ที่ทั่วถึง ILO เสนอลำดับความสำคัญเชิงนโยบาย 5 ประการ ได้แก่

1. เสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างธรรมาภิบาล AI และการบูรณาการนโยบายบนแนวทางที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยดึงกระทรวงด้านแรงงานและการคุ้มครองทางสังคมเข้าร่วมออกแบบนโยบาย AI ตั้งแต่ต้น พร้อมสร้างกลไกการเจรจาทางสังคม (social dialogue) ที่ตอบสนองมิติเพศสภาพ เนื่องจากปัจจุบันกรอบธรรมาภิบาลทั้งระดับภูมิภาค เช่น ASEAN Digital Masterplan 2025 และ ASEAN Responsible AI Roadmap (2025–2030) และยุทธศาสตร์ระดับชาติ ยังเน้นหนักที่ทักษะ นวัตกรรม และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี มากกว่าผลกระทบด้านแรงงานอื่น ๆ

2. ดำเนินนโยบายตลาดแรงงานเชิงรุกที่ครอบคลุม ทั้งการยกระดับและปรับทักษะ (upskilling–reskilling) ที่เน้น AI การเสริมบริการจัดหางานและแนะแนวอาชีพ และระบบข้อมูลตลาดแรงงานที่ทันเวลา โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้หญิงและเยาวชน รวมถึงหลักประกันรายได้สำหรับแรงงานที่เปราะบางต่อการปรับตัว

3. สนับสนุนการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ผ่านการเข้าถึงแหล่งทุน การถ่ายทอดความรู้จากบริษัทชั้นนำ และการพัฒนาขีดความสามารถระดับสถานประกอบการ

4. ลงทุนต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะ และระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อขยายการเชื่อมต่อที่เชื่อถือได้และราคาเข้าถึงได้

5. ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การติดตามแนวโน้มตลาดแรงงานที่เกี่ยวกับ AI ร่วมกัน และการฝังทักษะ AI เข้าไปในกรอบคุณวุฒิและสมรรถนะของอาเซียน

บทสรุป: อนาคตขึ้นอยู่กับ "ทางเลือกนโยบายวันนี้"

รายงานสรุปว่า ศักยภาพของ GenAI ในการพลิกโฉมตลาดแรงงานอาเซียนนั้น "มีนัยสำคัญ" แต่การปั่นป่วนวงกว้าง "ยังไม่ปรากฏ" ทว่าการไม่พบผลกระทบรุนแรงในวันนี้ไม่ได้แปลว่า GenAI ไม่มีผลต่อตลาดแรงงาน เพราะนอกจากจำนวนงานที่สร้างหรือหายไป เทคโนโลยียังจะเปลี่ยนรูปแบบการจัดการงาน การออกแบบงาน คุณภาพงาน ความเข้มข้นของการทำงาน ตลอดจนการกำกับติดตามแรงงานและระดับการควบคุมงานของคนทำงานเอง 

"ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์ของตลาดแรงงานในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทางเลือกเชิงนโยบายที่จะสร้างความพร้อมและความยืดหยุ่นให้แรงงาน ธุรกิจ และสถาบันต่าง ๆ สามารถปรับตัวและก้าวผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ได้ มากกว่าจะขึ้นอยู่กับระดับการสัมผัสเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว" รายงานระบุ พร้อมย้ำว่า GenAI ควรถูกมองเป็น "เครื่องมือที่ต้องเรียนรู้ให้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง" 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีแรงงานสัมผัส GenAI ราว 1 ใน 5 ของการจ้างงาน มีช่องว่างทางเพศในอาชีพเสี่ยงสูงที่กว้างที่สุดในภูมิภาค และเริ่มเห็นการหดตัวของการจ้างงานเยาวชนในงานเสมียนที่เสี่ยงสูง ข้อเสนอของ ILO จึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคแรงงานไทยต้องร่วมกันตอบ ก่อนที่ "สัญญาณเตือน" จะกลายเป็น "แรงกระแทก" จริงในตลาดแรงงาน

ข้อมูลอ้างอิง:

ILO Brief "Generative AI and labour markets in ASEAN: Significant exposure, limited disruption, uneven preparedness" องค์การแรงงานระหว่างประเทศ กรกฎาคม 2569

แท็กที่เกี่ยวข้อง