
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อยอดความร่วมมือ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ปั้นวัตถุดิบ GI ไทยสู่ครัวสากล
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ประกาศต่อยอดความร่วมมือกับ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต (Le Cordon Bleu Dusit) เพื่อนำวัตถุดิบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทยเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ นับเป็นการพลิกโมเดลการส่งเสริม GI จากการ "ออกบูธ" ในงานแสดงสินค้า มาสู่การฝังตัวอยู่ในมือเชฟที่กำลังจะออกไปทำครัวทั่วโลก
ปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วถึง 246 รายการ และกว่า 82% เป็นสินค้าในกลุ่มอาหารและผลิตผลทางการเกษตร [1] ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยมีทุนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมอาหารที่ลึกและหลากหลาย แต่การแปลง "ขึ้นทะเบียน" ให้กลายเป็น "ราคาพรีเมียมในตลาดโลก" ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากกว่าเสมอ
ไทยมีสินค้า GI 246 รายการ กว่า 82% คือกลุ่มอาหารและเกษตร — แต่การมีป้าย GI กับการขายได้ในราคาพรีเมียมระดับสากลคือคนละเรื่องกัน ความร่วมมือกับสถาบันสอนทำอาหารชั้นนำคือความพยายามปิดช่องว่างนี้
จาก "ห้องเรียน" สู่ "ห่วงโซ่อุปทาน": กลไกที่แตกต่าง
หัวใจของความร่วมมือนี้คือการนำวัตถุดิบ GI ไทยเข้าสู่หลักสูตรของเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ไม่เฉพาะในหลักสูตรอาหารไทย แต่รวมถึงหลักสูตรอาหารนานาชาติ ศิลปะการทำขนม และเบเกอรี่ด้วย นัยสำคัญของจุดนี้คือการขยายกลุ่มเป้าหมายออกไปจากผู้ที่ "สนใจอาหารไทยอยู่แล้ว" สู่ผู้ที่กำลังเรียนรู้การทำอาหารในบริบทสากลกว้างขึ้น
วัตถุดิบที่จะถูกนำมาสาธิตและสอน ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว, ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน, สับปะรดภูเก็ต และ ไชโป๊วโพธาราม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบที่มีอัตลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ชัดเจน และมีคุณสมบัติเฉพาะที่แยกออกจากสินค้าเกรดทั่วไปได้
กลไกนี้มีความน่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ เพราะการสร้าง "ความคุ้นเคย" ในระดับนักเรียนเชฟนั้นต่างจากการโฆษณาหรือออกงานแสดงสินค้า เชฟที่เคยทำงานกับวัตถุดิบมาก่อนจะมีโอกาสสูงกว่าที่จะระบุแหล่งที่มาและเลือกซื้อซ้ำเมื่อทำงานในร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานประกอบการอาหาร
ขยายออกนอกประเทศ: มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน
แผนขยายสู่สาขาต่างประเทศของเลอ กอร์ดอง เบลอ คือการเปิด "ตลาดล่วงหน้า" ก่อนที่สินค้า GI จะเข้าไปถึงชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศ
ความร่วมมือนี้ยังมีแผนที่จะนำวัตถุดิบ GI ไทยเข้าสู่หลักสูตรของสถาบันเลอ กอร์ดอง เบลอ ในสาขาต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีฐานผู้บริโภคและภาคบริการอาหารที่แข็งแกร่ง
โมเดลนี้ทำงานในฐานะ "การตลาดผ่านการศึกษา" ที่มีต้นทุนต่ำกว่าแคมเปญโฆษณาแบบดั้งเดิม แต่ให้ผลในเชิงคุณภาพสูง เมื่อนักเรียนเชฟในสิงคโปร์หรือไต้หวันได้ทดลองใช้ "มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว" ในหลักสูตร ความเข้าใจต่อวัตถุดิบนั้นจะลึกกว่าการอ่านโบรชัวร์หลายเท่า
นัยต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจฐานราก
ในมิติเศรษฐกิจมหภาค ความร่วมมือนี้มีศักยภาพสร้าง "demand pull" ซึ่งเป็นแรงดึงจากฝั่งผู้บริโภคและผู้ซื้อโดยตรง แทนการพึ่ง "supply push" จากฝ่ายผลิต หากวัตถุดิบ GI ไทยได้รับการยอมรับผ่านสถาบันการศึกษาด้านอาหารระดับโลก ก็จะส่งผลต่อเนื่องไปยังการดึงดูดการลงทุนในภาคเกษตรแปรรูป และยกระดับราคาที่เกษตรกรในชุมชนจะได้รับ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในขั้นต้นที่เป็นรูปธรรม ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของความร่วมมือนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความสม่ำเสมอของคุณภาพและปริมาณการผลิต ระบบโลจิสติกส์ที่รองรับการส่งออก และกลไกรับรองมาตรฐาน GI ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระดับสากล

บทสรุป: ยุทธศาสตร์ที่ถูกทิศ แต่ยังต้องการงานระบบ
ความร่วมมือระหว่าง DIP และเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ถือเป็นก้าวที่ถูกทิศทาง เพราะเปลี่ยนจากการส่งเสริม GI แบบ "บนลงล่าง" ผ่านนโยบายและกฎหมาย มาสู่การสร้าง "นิเวศความต้องการ" ผ่านคนที่จะเป็นผู้ใช้วัตถุดิบเหล่านี้จริงในอนาคต
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือความต่อเนื่องและขอบเขตของการบรรจุวัตถุดิบ GI ในหลักสูตรต่างประเทศ รวมถึงว่า DIP จะพัฒนากลไกเชื่อมโยงระหว่าง "ความต้องการที่ถูกสร้างจากห้องเรียน" กับ "ห่วงโซ่อุปทานในชุมชนผู้ผลิต" ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน
สำหรับนักลงทุนในภาคเกษตรและอาหารแปรรูป นี่คือสัญญาณที่น่าสังเกตว่ารัฐกำลังสร้างตลาดระดับพรีเมียมให้กับวัตถุดิบเฉพาะถิ่นของไทย แต่โอกาสทางธุรกิจที่แท้จริงจะเปิดก็ต่อเมื่อระบบผลิตและส่งออกพร้อมรับ demand ที่อาจเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น
ข้อมูลอ้างอิง:
กรมทรัพย์สินทางปัญญา. (2569, 29 สิงหาคม). กรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อยอดความร่วมมือ เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต ปั้นวัตถุดิบ GI ไทยสู่ครัวสากล ขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ. กระทรวงพาณิชย์. https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2144

