
นายกฯ เดินหน้า "ครม.เศรษฐกิจพลัส" จับมือ กรอ. เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบต่อ SME
สรุปประเด็น
นายกรัฐมนตรีได้ริเริ่มกลไก "ครม.เศรษฐกิจพลัส" ผ่านการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ครั้งแรก เพื่อผนึกกำลังภาคเอกชนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การบูรณาการนโยบายกับความเห็นจากภาคธุรกิจโดยตรงนี้ คาดว่าจะนำไปสู่มาตรการที่ตอบโจทย์สถานการณ์จริง เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและเติบโตในระยะยาว โดยมีเป้าหมายแก้ไขวิกฤตพลังงานและกระตุ้นกำลังซื้อ ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
การเดินหน้าจัดตั้งกลไก "ครม.เศรษฐกิจพลัส" ซึ่งมีรูปแบบเป็นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลมุ่งใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ การประชุม กรอ. ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ได้รวบรวมผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและกลั่นกรองนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความตระหนักของภาครัฐว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างและเร่งด่วน จำเป็นต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์จากผู้เล่นในภาคธุรกิจโดยตรง
แนวคิดการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่าน กรอ. ในฐานะ "ครม.เศรษฐกิจพลัส" ได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการ โดยชี้ให้เห็นว่ายุคที่ภาครัฐสามารถกำหนดและดำเนินการนโยบายโดยลำพังได้สิ้นสุดลงแล้ว การมีส่วนร่วมโดยตรงของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายและโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จะช่วยให้การออกแบบนโยบายมีความแม่นยำ ตรงจุด และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในวงกว้าง ทั้งภายในและต่างประเทศ
หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ กรอ. ให้ความสำคัญคือ วิกฤตด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมและบริการ รวมถึงกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค การแก้ไขปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงช่วยลดภาระให้กับผู้ประกอบการทุกขนาด แต่ยังช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ การจัดตั้ง 4 อนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อรับผิดชอบปัญหาเศรษฐกิจแต่ละด้าน และกำหนดให้มีการประชุม กรอ. อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนหรือทุก 6 สัปดาห์ ยังเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุนร้านอาหารขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการเสนอให้ขยายสิทธิ์เพื่อช่วยเหลือด้านภาษี ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะมุ่งเป้าไปยังผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง แต่ผลกระทบเชิงบวกจากการกระตุ้นกำลังซื้อและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น จะส่งผลให้ภาพรวมผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัว และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของบริษัทขนาดใหญ่เช่นกัน โดยเป็นการสร้างอุปสงค์ในตลาดและรักษาเสถียรภาพของซัพพลายเชนในภาพรวม
โดยสรุปแล้ว การจัดตั้ง "ครม.เศรษฐกิจพลัส" และบทบาทของ กรอ. ในการผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวผ่านความท้าทาย การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นผลดีต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

IMF-ธนาคารโลก ชี้เศรษฐกิจโลกปี 2568 ฟื้นตัวเปราะบาง
การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 ตุลาคม 2568 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้สรุปผลการหารือที่สำคัญยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก

เบื้องหลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของไทย: สัญญาณเตือนภัยที่ซ่อนอยู่ในความเติบโต
GDP ไทยไตรมาสแรกปี 2568 ขยายตัว 3.1% แต่ซ่อนความไม่สมดุล ส่งออกพึ่งพาอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การบริโภคชะลอ การลงทุนเอกชนลดลง และสภาพัฒน์ปรับลดคาดการณ์ทั้งปีเหลือ 1.8% พร้อมเผยข้อเสนอแนะนโยบายรับมือช่วงเวลาท้าทายที่รออยู่

วิกฤตสามเส้าเศรษฐกิจไทย: คำเตือน 3 แบงก์ ท่ามกลางเงาสงครามภาษีสหรัฐ
วิเคราะห์เจาะลึกคำเตือนจาก 3 ธนาคารใหญ่ถึงวิกฤตสามเส้าที่คุกคามเศรษฐกิจไทยปี 2568 ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาษีศุลกากรสหรัฐ และหนี้ครัวเรือนที่พอกพูน ท่ามกลางการคาดการณ์การเติบโตที่จำกัด แม้การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ 38 ล้านคน

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ
ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก ทางออกสู่ประเทศรายได้สูงที่ทุกธุรกิจต้องรู้ ทลายกำแพงประเทศรายได้ปานกลาง: เมื่อการเติบโต 2.6% เป็นสัญญาณอันตราย และแผนปฏิรูป SMEs ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยตลอดกาล

สงครามการค้าเปลี่ยนโลก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและแนวทางปรับตัว
การสัมมนา BOT Symposium 2025 ได้สะท้อนภาพผลกระทบของสงครามการค้าและนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และเสนอแนวทางการปรับตัวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายในและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
