
ไทยขยับขึ้น 4 อันดับ รั้งที่ 3 อาเซียน ด้านความเปิดกว้างทางธุรกิจและการลงทุน
สรุปประเด็น
ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นที่จับตาของนักลงทุนและผู้นำองค์กรระดับโลก หลังผลจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน IMD World Competitiveness Ranking 2026 พบไทยขยับขึ้น 4 อันดับ รั้งที่ 26 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน ขณะที่ U.S. News & World Report ยกให้ไทยเป็นอันดับ 27 ของโลก และ 7 ของเอเชีย ในฐานะประเทศที่ดีที่สุดด้านความเปิดกว้างทางธุรกิจและการลงทุน สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจ ภาษี และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโตและการลงทุนจากองค์กรขนาดใหญ่
ประเทศไทยแสดงสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนและธุรกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก จากผลการจัดอันดับล่าสุดโดยสถาบันชั้นนำสองแห่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูงและนักลงทุนใช้ประกอบการพิจารณาการขยายธุรกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพรวมของขีดความสามารถการแข่งขันและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ
จากการจัดอันดับ IMD World Competitiveness Ranking 2026 ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างน่าจับตา โดยขยับขึ้นถึง 4 อันดับ ไปอยู่อันดับที่ 26 ของโลก จากทั้งหมด 70 เขตเศรษฐกิจ แสดงถึงพัฒนาการเชิงบวกในการบริหารจัดการเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่มองหาเสถียรภาพและโอกาสในการเติบโต นอกจากนี้ ไทยยังคงรักษาตำแหน่งสำคัญในภูมิภาคอาเซียน โดยรั้งอันดับ 3 สะท้อนถึงบทบาทที่โดดเด่นและเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศสมาชิก จุดแข็งสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดอันดับที่ดีขึ้นนี้ครอบคลุมมิติต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ ภาษี และการจ้างงาน ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้
ขณะเดียวกัน รายงาน U.S. News & World Report – Best Countries 2026 ยังได้จัดอันดับให้ประเทศไทยคว้าตำแหน่งที่ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 ของเอเชีย ในฐานะประเทศที่ดีที่สุด โดยมีจุดเด่นอย่างชัดเจนในด้าน "ความเปิดกว้างในการดำเนินธุรกิจและการลงทุน" (Openness for Business and Investment) ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะองค์กรข้ามชาติที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน การจัดอันดับดังกล่าวตอกย้ำถึงความพยายามของภาครัฐในการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจในระดับสากล
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจาก ฐานการผลิตที่เข้มแข็ง การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทข้ามชาติที่ต้องการจัดตั้งฐานการผลิตหรือกระจายสินค้าจากประเทศไทยไปยังตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค การมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ สนามบิน ถนน หรือเครือข่ายดิจิทัล ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
การปรับปรุงอันดับอย่างมีนัยสำคัญในเวทีโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นจากนานาชาติที่มีต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และกระตุ้นตลาดทุน รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มองหาการขยายธุรกิจในเอเชีย ด้วยปัจจัยสนับสนุนที่ครบวงจร ตั้งแต่เศรษฐกิจที่เติบโต นโยบายภาษีที่เอื้ออำนวย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ประเทศไทยจึงยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการวางแผนกลยุทธ์และการลงทุนของผู้นำองค์กรในอนาคต

