มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสนับสนุน SME ของรัฐบาลไทย: ระหว่างนโยบายที่ดูดีบนกระดาษและความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วง

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสนับสนุน SME ของรัฐบาลไทย: ระหว่างนโยบายที่ดูดีบนกระดาษและความเป็นจริงที่น่าเป็นห่วง

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ยอดการเลิกกิจการของธุรกิจไทยพุ่งสูงถึง 7,024 ราย แซงหน้าอัตราการเปิดกิจการใหม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ภาครัฐยังคงออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งระหว่างสัญญาณนโยบายและข้อมูลภาคสนามนี้คือประเด็นที่ผู้นำธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ SME ไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่มาตรการของ BOI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไปจนถึงวิกฤตสินเชื่อ การเพิ่มขึ้นของ NPL และปรากฏการณ์ "ธุรกิจซอมบี้" ที่กำลังแพร่กระจายในระบบเศรษฐกิจ พร้อมชี้ถึงนัยสำคัญสำหรับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่

BOI เดินหน้าออกมาตรการ — แต่ถึงมือ SME จริงหรือ?

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาตรการสำคัญหลายประการในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่:

  • มาตรการกระตุ้นการลงทุนในระยะฟื้นฟูเศรษฐกิจ
  • มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainability
  • มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SME โดยเฉพาะ

มาตรการเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ต้องตั้งคือ: มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่หรือตอบสนองความต้องการจริงของ SME รายย่อย?

ยอดเลิกกิจการครึ่งปีแรก 2569 สูงถึง 7,024 ราย แซงหน้าอัตราการเปิดกิจการใหม่ — สัญญาณว่านโยบายส่งเสริม SME อาจยังไม่ถึงมือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง

วิกฤตสินเชื่อ: อุปสรรคที่ขวางกั้นการฟื้นตัว

ปัญหาที่ฝังรากลึกกว่าตัวเลขการเลิกกิจการคือภาวะสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนภาวะนี้มีสองด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน:

ด้านแรกคือความระมัดระวังของสถาบันการเงิน ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารและสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้ SME ที่ขาดหลักประกันที่แข็งแกร่งหรือประวัติการเงินที่ดีเพียงพอเข้าไม่ถึงทุน

ด้านที่สองคือผลกระทบต่อ SME โดยตรง ข้อจำกัดด้านเงินทุนส่งผลต่อสามเสาหลักของการดำเนินธุรกิจพร้อมกัน ได้แก่ การรักษาสภาพคล่อง การขยายธุรกิจ และการลงทุนในนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ SME แข่งขันได้ในระยะยาว

 

NPL พุ่ง 28% และปรากฏการณ์ "ธุรกิจซอมบี้"

หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ในภาค SME พุ่งสูงขึ้นถึง 28% พร้อมกับจำนวน "ธุรกิจซอมบี้" ที่เพิ่มขึ้น — ตัวเลขที่บ่งชี้ว่าปัญหามีมิติลึกกว่าแค่การเลิกกิจการ

ภาคการผลิตของ SME มีแนวโน้มหดตัวลงอย่างชัดเจน และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ถึง 28% ควบคู่กับปรากฏการณ์ "ธุรกิจซอมบี้" ที่ขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ

ธุรกิจซอมบี้คือธุรกิจที่แม้จะยังดำเนินกิจการอยู่ แต่ไม่มีความสามารถในการทำกำไรและไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธุรกิจเหล่านี้คือ "มะเร็งเงียบ" ในระบบเศรษฐกิจ — ยังคงใช้ทรัพยากร ยังคงจ้างงาน แต่ไม่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือชำระหนี้คืน

กรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจได้หยิบยกสถานการณ์นี้ขึ้นมาหารือและเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นัยสำคัญต่อองค์กรขนาดใหญ่และนักลงทุน

สถานการณ์ SME ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจรายย่อยเท่านั้น สำหรับผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ มีอย่างน้อยสามมิติความเสี่ยงที่ต้องประเมิน:

1. ห่วงโซ่อุปทาน: ความอ่อนแอของภาค SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ อาจส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อซัพพลายเออร์รายย่อยที่เชื่อมกับองค์กรขนาดใหญ่

2. กำลังซื้อ: เมื่อ SME เลิกกิจการหรือลดขนาด กำลังซื้อของพนักงานและเจ้าของธุรกิจในกลุ่มนี้ย่อมลดลง กระทบต่อตลาดผู้บริโภคโดยรวม

3. ความเสี่ยงด้านเครดิตในระบบการเงิน: สินเชื่อ SME ที่หดตัวและ NPL ที่พุ่งสูง อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นในระบบการเงินโดยรวม ซึ่งสถาบันการเงินอาจใช้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคส่วนอื่นๆ มากขึ้นในอนาคต

วิกฤต SME ไม่ได้อยู่แค่ในเซ็กเตอร์ SME — NPL ที่พุ่งสูงอาจทำให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อต่อทุกภาคส่วน รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและใหญ่

บทสรุป: ระหว่างนโยบายและความเป็นจริง

มาตรการของ BOI และภาครัฐในภาพรวมมีทิศทางที่ถูกต้อง — การส่งเสริมการลงทุน การยกระดับสู่อุตสาหกรรม Smart และ Sustainability คือเป้าหมายที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและภาวะ NPL ที่พุ่งสูง บ่งชี้ว่ายัง มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง "นโยบายที่ประกาศ" กับ "ผลที่ SME ได้รับจริง"

คำถามที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 มีอยู่สามประการ:

  1. รัฐบาลจะสามารถ ปรับมาตรการให้ตรงกับความต้องการจริงของ SME รายย่อย ได้หรือไม่?

  2. สถาบันการเงินจะมีกลไกอะไรในการ ปล่อยสินเชื่อให้ถึงมือ SME ที่มีศักยภาพแต่ขาดหลักประกัน?

  3. ที่สำคัญที่สุด — จะมีวิธี จัดการกับ "ธุรกิจซอมบี้" โดยไม่สร้างแผลเป็นทางสังคมขนาดใหญ่ ได้อย่างไร?

สำหรับภาคเอกชนขนาดใหญ่ การประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบและการวางแผนกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดเป็นสิ่งจำเป็น โอกาสอาจอยู่ในการ เข้าซื้อกิจการ SME ที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพคล่อง หรือ การสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน ในขณะที่ราคายังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง

ข้อมูลอ้างอิง:

  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2569). สถิติการเลิกกิจการและจดทะเบียนธุรกิจ ครึ่งปีแรก 2569. กระทรวงพาณิชย์.
  • คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI). (2569). มาตรการส่งเสริมการลงทุน ปี 2569. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน. https://www.boi.go.th

แท็กที่เกี่ยวข้อง