
World Bank ชี้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย 1.7 ล้านล้านบาท เร่งต่อยอด IP สู่ตลาดโลก สร้างงานคุณภาพ 3 ล้านตำแหน่ง
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
-
เสนอปรับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากการให้ทุนรายโครงการสู่การสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตและขยายตลาดได้จริง
-
มุ่งสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อเปลี่ยนผลงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง
-
เชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์กับระบบนิเวศและเครือข่ายพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่การแข่งขันระดับโลก
-
พัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ ระบบ DRM และทางเลือกสินเชื่อที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มแหล่งทุน
-
โอกาสสร้างงานคุณภาพเพิ่มขึ้นถึง 3 ล้านตำแหน่งภายในปี 2040 หากยกระดับการพัฒนาทักษะและการเติบโตของธุรกิจได้ตามเป้าหมาย
ธนาคารโลกเสนอปรับแนวทางพัฒนา Creative Economy จากการสนับสนุนรายโครงการ สู่การสร้างธุรกิจที่เติบโตได้จริง พร้อมผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาให้สร้างรายได้ต่อเนื่อง และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสากล
เศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต้องการยกระดับผลิตภาพ สร้างงานคุณภาพ และขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ธนาคารโลก (World Bank) จึงเสนอให้ไทยปรับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากการมุ่งสนับสนุนการผลิตผลงาน ไปสู่การสร้างธุรกิจที่สามารถขยายตลาด สร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และดึงดูดการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอถูกนำเสนอโดย Denis Medvedev ผู้อำนวยการระดับโลกด้านการค้า การแข่งขัน และธุรกิจของกลุ่มธนาคารโลก ในเวทีเสวนาที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ผ่านการนำเสนอ “Thailand’s New Horizons: The Creative Economy as a Growth Engine”
ข้อมูลจากกลุ่มธนาคารโลกประเมินว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หรือ 10.8% ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) สะท้อนให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านวัฒนธรรมและสังคม แต่ยังเป็นฐานสำคัญในการสร้างรายได้ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจของประเทศ

3 แนวทางเปลี่ยนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่ธุรกิจที่เติบโตได้จริง
รายงาน Building Thailand’s Future Today ของกลุ่มธนาคารโลกเสนอให้ไทยขยับไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว พร้อมปรับวิธีสนับสนุนธุรกิจให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย 3 การเปลี่ยนผ่าน
1. จากการให้ทุนรายโครงการ สู่การสนับสนุนธุรกิจให้เติบโต
การสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ควรวัดผลเพียงจำนวนโครงการที่ได้รับทุนหรือวงเงินช่วยเหลือ แต่ควรพิจารณาว่าธุรกิจสามารถขยายกิจการ เข้าถึงตลาดใหม่ และดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนได้มากน้อยเพียงใด
แนวทางนี้ช่วยให้การสนับสนุนภาครัฐเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ตั้งแต่การเพิ่มรายได้ การขยายฐานลูกค้า ไปจนถึงการสร้างงานที่มีคุณภาพและมีความต่อเนื่อง
2. จากการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สู่การสร้างรายได้จาก IP
ผลงานสร้างสรรค์จะสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากขึ้น เมื่อผู้สร้างสามารถนำสิทธิในผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น การให้สิทธิใช้ผลงาน การอนุญาตให้ใช้ตัวละครและการออกแบบ ตลอดจนการจำหน่ายสิทธิในเพลงและคอนเทนต์ให้กับผู้ประกอบการในต่างประเทศ
การพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิและช่องทางสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผลงานสร้างสรรค์ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ซ้ำได้ในระยะยาว
3. จากการพัฒนาผู้สร้างสรรค์ในประเทศ สู่บริษัทที่แข่งขันได้ทั่วโลก
การเติบโตของธุรกิจสร้างสรรค์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ผลิตผลงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการมืออาชีพ เครือข่ายผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ
การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้สร้างกับตลาดจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจ และทำให้ผลงานสร้างสรรค์ของไทยเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างได้มากกว่าการพึ่งพาตลาดเฉพาะกลุ่ม
หัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่การผลิตผลงานที่ดี แต่คือการสร้างระบบธุรกิจที่เปลี่ยนผลงานเหล่านั้นให้เป็นรายได้ การลงทุน และการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยยังมีช่องว่างในการสร้างงานคุณภาพ
แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยจะมีขนาดใหญ่ แต่ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในกลุ่มหลัก (Core Creative Industries) มีสัดส่วนประมาณ 4.6% ของ GVA และคิดเป็นราว 2% ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ
สัดส่วนการจ้างงานดังกล่าวยังต่ำกว่าบางประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใกล้เคียงกัน เช่น บราซิลและฟิลิปปินส์ ตามข้อมูลที่นำเสนอในรายงาน
ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างศักยภาพในการผลิตผลงานสร้างสรรค์กับความสามารถในการสร้างธุรกิจที่เติบโตและจ้างงานอย่างเป็นทางการได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ และสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าสูง
3 ล้านตำแหน่งงานภายในปี 2040 เป็นไปได้ภายใต้เงื่อนไขการพัฒนา
ในการนำเสนอครั้งนี้ มีการยกตัวอย่างสถานการณ์สมมติว่า หากไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าใกล้ระดับของเกาหลีใต้ อาจมีโอกาสสร้างงานในระบบเพิ่มขึ้นประมาณ 3 ล้านตำแหน่งภายในปี 2040 โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อาจมีสัดส่วนราว 5.6% ของ GVA และเกือบ 9% ของการจ้างงาน
อีกสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งรวมการยกระดับบริการวิชาชีพด้านสร้างสรรค์ให้เข้าใกล้ระดับของสหรัฐฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาจมีสัดส่วนประมาณ 6.1% ของ GVA และ 12% ของการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็น สถานการณ์จำลองภายใต้สมมติฐานการพัฒนา ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยการเติบโตของธุรกิจ การพัฒนาทักษะ การเข้าถึงเงินทุน และการขยายตลาดควบคู่กัน
ตลาดส่งออกบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
โอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดสินค้า เพราะบริการสร้างสรรค์กำลังเป็นตลาดขนาดใหญ่ในเศรษฐกิจโลก
ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า การส่งออกบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่าสองเท่าของตลาดส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ สะท้อนโอกาสในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัล คอนเทนต์ และบริการที่สามารถส่งมอบให้ลูกค้าในต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าทางกายภาพเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2002 เป็น 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 หรือมากกว่าสองเท่าในช่วงเวลาดังกล่าว แต่การพึ่งพาสินค้าบางหมวดมากเกินไปยังเป็นข้อจำกัดต่อการขยายธุรกิจและการสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
ข้อมูลจากเวทีเดียวกันยังระบุว่า รายได้ของอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิงทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดวิดีโอเกมมีมูลค่าประมาณ 312 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามตัวเลขที่นำเสนอ
สำหรับไทย โอกาสอยู่ที่การนำจุดแข็งด้านอาหาร แฟชั่น การออกแบบ ภาพยนตร์ ดนตรี และงานหัตถกรรม มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศ โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกเพิ่มมูลค่า
ตัวอย่างเช่น เพลงที่สามารถสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ ตัวละครที่นำไปต่อยอดกับสินค้าและสื่อหลายรูปแบบ หรือผลงานออกแบบที่สามารถให้สิทธิใช้ในตลาดต่างประเทศได้หลายครั้ง ธุรกิจจึงมีโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่องจากผลงานเดิม แทนการเริ่มต้นผลิตผลงานใหม่เพื่อหารายได้เพียงครั้งเดียว
ยกระดับการคุ้มครอง IP และเปิดทางเข้าถึงแหล่งเงินทุน
การสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญาจำเป็นต้องมีระบบรองรับที่เข้มแข็ง ธนาคารโลกจึงเสนอให้ไทยพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิและสนับสนุนการใช้ประโยชน์จาก IP ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
-
เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ลงทุน
-
ใช้เทคโนโลยี Digital Rights Management (DRM) ช่วยบริหารจัดการและติดตามการใช้สิทธิในผลงานดิจิทัล
-
พัฒนาระบบจัดเก็บและบริหารค่าลิขสิทธิ์ เพื่อให้ผู้สร้างได้รับผลตอบแทนจากการนำผลงานไปใช้ประโยชน์
-
อำนวยความสะดวกด้านการจดทะเบียนและคุ้มครอง IP ข้ามพรมแดน ลดความซับซ้อนสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
-
พัฒนาระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ ตัวละคร แค็ตตาล็อกเพลง และงานออกแบบ เพื่อให้ธุรกิจสามารถแสดงมูลค่าสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการพัฒนาสินเชื่อที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน โดยต้องมีระบบประเมินมูลค่าที่เหมาะสมและกลไกบริหารความเสี่ยงรองรับ
หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจสร้างสรรค์อาจมีทางเลือกในการเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น โดยเฉพาะกิจการที่มีผลงานและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้สินทรัพย์เหล่านั้นเพื่อระดมทุน
CEA ผลักดันความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA มีเป้าหมายใช้เวที Creativity as Capital ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางพัฒนานโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ โดยมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ ทุนทางวัฒนธรรม และทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่า ดึงดูดการลงทุน และเข้าถึงตลาดโลก
ในมุมภาครัฐ ข้อเสนอของธนาคารโลกเน้นการพัฒนาระบบตลาดและกลไกสนับสนุนที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและการเข้าถึงเงินทุน ตลอดจนการเปลี่ยนวิธีวัดผลจากจำนวนโครงการที่ได้รับการสนับสนุน ไปสู่ตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น
ตัวชี้วัดที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การเติบโตของกิจการ มูลค่าการส่งออก รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และจำนวนงานคุณภาพที่เกิดขึ้นจริง
ส่วนภาคเอกชนและนักลงทุนควรประเมินมูลค่า IP ของตนเองให้ชัดเจน พัฒนาช่องทางเข้าถึงลูกค้า และยกระดับทักษะของบุคลากร โดยเฉพาะการผสานทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ในตลาดเอเชียและตลาดโลก
จากทุนทางวัฒนธรรม สู่เครื่องยนต์เติบโตใหม่ของเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาทเป็นฐานสำคัญที่ไทยสามารถต่อยอดเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่การเติบโตในระยะต่อไปจำเป็นต้องก้าวข้ามการผลิตผลงานที่มีคุณภาพ ไปสู่การสร้างธุรกิจที่มีระบบบริหารจัดการ มีช่องทางตลาด และสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเต็มศักยภาพ
ข้อเสนอของธนาคารโลกจึงชี้ให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์กับผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์ม นักลงทุน และผู้ซื้อในต่างประเทศ พร้อมพัฒนากลไกคุ้มครอง IP และแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิตผลงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะสามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นธุรกิจที่เติบโต สร้างรายได้จากตลาดโลก และมอบโอกาสในการทำงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทยได้มากเพียงใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยจัด NAS Summit 2025 ผลักดันสู่ศูนย์กลางสร้างสรรค์ระดับโลก
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ NAS Summit 2025 รวมครีเอเตอร์ระดับโลกกว่า 600 คน ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงดิจิทัล

น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569 แม้ฐานการผลิตไม่เสียหายเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายระดับหมื่นล้าน ชี้ความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นภาษีผลิตภาพที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยทุกปี พร้อมเสนอพลิกกรอบคิดสู่การปกป้องระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ

วว. ยกทัพ 5 นวัตกรรมเปลี่ยนงานวิจัยเป็นเงิน ปักหมุดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026
งาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ

UPOV 1991 กับโจทย์ใหญ่ FTA ไทย–EU: เมื่อ "สิทธิเมล็ดพันธุ์" ต้องไม่ถูกแลกด้วยการเปิดตลาด
เจาะลึกข้อถกเถียงอนุสัญญา UPOV 1991 ในการเจรจา FTA ไทย–EU ระหว่างแรงกดดันขยายคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืช กับข้อกังวลของเกษตรกรรายย่อยเรื่องต้นทุนและสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบ และเสนอแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันผ่านธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชนที่ตรวจสอบได้

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชู 'โคราช' แชมป์ GI 12 รายการ ดันมูลค่าเศรษฐกิจ
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผย 'นครราชสีมา' ครองแชมป์จังหวัดที่มีสินค้า GI มากสุดในไทยถึง 12 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมจับมือเชนค้าปลีกยักษ์ใหญ่เปิดตลาดขยายช่องทางจำหน่าย ยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่โมเดิร์นเทรดเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ธนาคารโลกเตือน: เศรษฐกิจไทยถึงทางตัน นี่คือ 8 ทางออกที่จะพลิกโฉมธุรกิจ
ถอดรหัสรายงานธนาคารโลก ทางออกสู่ประเทศรายได้สูงที่ทุกธุรกิจต้องรู้ ทลายกำแพงประเทศรายได้ปานกลาง: เมื่อการเติบโต 2.6% เป็นสัญญาณอันตราย และแผนปฏิรูป SMEs ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจไทยตลอดกาล
