
GCNT Expo 2026: เมื่อผู้นำภาคธุรกิจไทยส่งสัญญาณพร้อมกันว่า "ความยั่งยืน" คือแกนกลางธุรกิจ ไม่ใช่กิจกรรม CSR
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
งาน GCNT Expo 2026 ธีม "From Shock to Shift: Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World" จัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ดึง CEO จาก 6 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ True Corporation, CPF, BJC, UOB Thailand, SCG และ ThaiBev มาบนเวทีเดียวกัน พร้อมด้วย ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคม GCNT, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการ UN ประจำประเทศไทย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การประกาศเจตนารมณ์ ESG ตามกระแส แต่คือการส่งสัญญาณพร้อมกันจากผู้นำทั้งภาคธุรกิจและนโยบายว่า — บทบาทของ "ความยั่งยืน" ได้เปลี่ยนผ่านจาก CSR ที่ทำเพื่อภาพลักษณ์ ไปสู่ กลยุทธ์แกนกลางที่ต้องวัดผลได้ เรียบร้อยแล้ว [1]
ที่น่าสังเกตคือ GCNT Expo 2026 ได้รับเลือกเป็นกิจกรรมคู่ขนานอย่างเป็นทางการของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม 2569 สัญญาณนี้บ่งชี้ว่า "ธุรกิจยั่งยืน" กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของระบบเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังโลก ไม่ใช่แค่ประเด็นสิ่งแวดล้อม
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "จะทำ ESG ไหม" อีกต่อไป แต่คือ "ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่จะแปลวิสัยทัศน์เหล่านี้ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติจริงในองค์กรของตัวเองได้อย่างไร"
บทความนี้รวบรวมมุมมองสำคัญจากเวที GCNT Expo 2026 พร้อมแนวทางประยุกต์ใช้จริงแบ่งเป็น 3 ระดับ สำหรับผู้นำองค์กรทุกขนาด
Shock to Shift: แปร 5 ล้านล้านบาทให้เป็น "เม็ดเงินแห่งความยั่งยืน"
โลกเหลือเวลาไม่ถึง 4 ปีในการบรรลุ SDGs ทั้ง 17 ข้อ ขณะที่การลงทุนของไทยกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี ยังไม่ได้ถูกออกแบบให้สร้างความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ
ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคม GCNT และรองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ฉายภาพบริบทโลกที่กำลังเผชิญ "shock" รอบด้านพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ดันราคาพลังงานและค่าครองชีพขึ้นทุกหมู่บ้าน, วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่แปรเป็นทั้งภัยแล้งและอุทกภัย, ภัยไซเบอร์และการค้ามนุษย์, AI Disruption ที่อาจขยายความเหลื่อมล้ำ ไปจนถึงกฎกติกาการค้าโลกด้านความยั่งยืนที่อาจบีบ SME ออกจากห่วงโซ่อุปทาน
แต่ข้อความหลักของศุภชัยไม่ใช่การสยองกับความเสี่ยง — แต่คือการ "ใช้ความช็อกนี้นำไปสู่การลงมือปฏิบัติ"
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดในเวทีคือการแปร เม็ดเงินลงทุนกว่า 5 ล้านล้านบาทต่อปี ของไทย ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ ให้กลายเป็น "เม็ดเงินแห่งความยั่งยืน" โดยนำ SDGs ทั้ง 17 ข้อเข้ามาเป็นเกณฑ์พิจารณาในทุกโครงการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ดาต้าเซ็นเตอร์ การเกษตร หรือโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
"ทุกวันนี้เรามีการลงทุนอยู่แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนทุกบาททุกสตางค์สามารถสร้างความยั่งยืนและสร้างความเท่าเทียมได้ เม็ดเงินเหล่านี้เราต้องใช้คำว่า เป็นเม็ดเงินของความยั่งยืน ไม่ใช่เป็นเม็ดเงินแค่ของการได้ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว" — ศุภชัย กล่าว
ศุภชัยยังชี้ว่าจากการประเมินร่วมกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย ภาคธุรกิจไทยยังมีจุดอ่อนชัดเจนใน 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ, ระบบนิเวศทางทะเล และระบบนิเวศบนบก และยังทำงานแบบ Silos คือแยกส่วนทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยไม่บูรณาการ SDGs เข้าด้วยกันอย่างแท้จริง
แนวทางประยุกต์ใช้: นำ SDGs เข้ามาเป็น "ฟิลเตอร์" ในกระบวนการตัดสินใจลงทุนขององค์กร โดยกำหนดว่าทุกโครงการลงทุนใหม่ต้องระบุว่าสอดคล้องกับเป้าหมาย SDGs ข้อใดบ้าง และมีตัวชี้วัดผลกระทบ (Impact KPI) นอกเหนือจากตัวชี้วัดทางการเงินแบบเดิม — ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความยั่งยืนแล้ว ยังเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง green finance ที่มีเงื่อนไขดีกว่าสินเชื่อทั่วไปด้วย
AI ที่ยั่งยืน: ไม่ใช่แค่ "ใช้หรือไม่ใช้" แต่คือ Governance
Highlight: ในปี 2569 ไม่มีองค์กรไหนตอบว่า "ไม่ใช้ AI" ได้อีกแล้ว คำถามที่แท้จริงคือจะออกแบบ Governance ของ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนได้อย่างไร
ซิกเว่ เบรกเก้ CEO ทรู เปรียบ AI ว่าเป็น "รถซูเปอร์คาร์" ที่ต้องมีกฎจราจร — อุปมาที่ตรงกว่าที่หลายคนคิด
สำหรับผู้นำยุคใหม่ บทเรียนจากมุมมองนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าควรใช้ AI หรือเปล่า แต่อยู่ที่การออกแบบ AI Governance ให้สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร ซึ่งหมายความว่า AI ที่นำมาใช้ต้องถูกประเมินใน 3 มิติ:
- Energy consumption: ปริมาณพลังงานที่ data center ใช้งาน
- Algorithmic fairness: ความเป็นธรรมของอัลกอริทึมต่อทุกกลุ่มผู้ใช้
- ผลกระทบต่อแรงงาน: ก่อนการตัดสินใจลงทุนหรือ deploy ในระดับองค์กร
แนวทางประยุกต์ใช้: เริ่มจากการกำหนด "AI Use Policy" ที่ฝังหลัก Responsible AI ไว้ตั้งแต่ต้น โดยกำหนดเกณฑ์ว่า AI solution ใดๆ ที่จะนำมาใช้ต้องผ่านการประเมิน sustainability impact ก่อนเสมอ — เหมือนที่องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกเริ่มกำหนด carbon footprint ของ IT infrastructure ในรายงาน sustainability ประจำปีแล้วในปัจจุบัน
Share Resilience: ความยั่งยืนต้องไหลออกทั้ง Supply Chain
ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ CEO CPF นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดแนวคิดหนึ่งในงาน นั่นคือ "Share Resilience" — การสร้างความแข็งแกร่งร่วมกับคู่ค้าและ SME กว่า 5,000 ราย แทนที่จะมองความยั่งยืนเป็นเรื่องภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว
แนวคิดนี้มีนัยสำคัญมากในบริบทของกฎระเบียบการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยน โดยเฉพาะมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปที่เริ่มมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569–2570 [2] ซึ่งกำหนดให้ carbon footprint ของสินค้าที่ส่งออกต้องสามารถ trace กลับไปถึงซัพพลายเออร์รายย่อยด้วย ไม่ใช่แค่โรงงานหลัก
แนวทางประยุกต์ใช้: ผู้นำที่ต้องการนำ "Share Resilience" มาใช้จริงควรเริ่มจากการ mapping supply chain เชิงความเสี่ยงด้านความยั่งยืน โดยระบุว่าซัพพลายเออร์รายใดมีความเสี่ยงสูงสุดใน 3 ด้าน ได้แก่ การปล่อย carbon, การใช้แรงงาน และการบริหารจัดการน้ำ จากนั้นออกแบบโปรแกรม capacity building ที่ตอบโจทย์ความต้องการของ SME ทั้งด้านความรู้และสภาพคล่อง — ไม่ใช่เพียงกำหนด requirement แล้วปล่อยให้ซัพพลายเออร์หาทางเอง ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียคู่ค้าที่มีคุณค่าในระยะยาว
Sustainability ที่วัดผลได้: บทเรียน B-J-C จาก BJC
KPI วัดได้ + เจ้าของ KPI ที่ชัดเจน + Incentive ที่ผูกกับผลลัพธ์ คือสามเสาหลักที่แยกความยั่งยืนที่ทำได้จริงออกจากเอกสารที่ไม่มีใครอ่าน
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล CEO BJC ยืนยันสิ่งที่นักลงทุนสถาบันและ ESG Rating Agency พูดมาหลายปีว่า ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุน BJC เดินหน้าสู่ Net Zero ปี 2593 ผ่านกรอบ B-J-C (Better Living, Joint Success, Caring for Community) ซึ่งครอบคลุมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเติบโตร่วมกับพันธมิตร และการดูแลสุขภาวะชุมชน
ที่น่าสังเกตคือ BJC เลือกใช้กรอบที่มีชื่อย่อจำง่ายและเชื่อมกับชื่อองค์กร ซึ่งไม่ใช่แค่การตลาด แต่สะท้อนเจตนาที่จะ embed ความยั่งยืนให้กลายเป็นอัตลักษณ์ขององค์กร ไม่ใช่โครงการแยกต่างหาก
แนวทางประยุกต์ใช้: สิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ควรเรียนรู้จาก BJC ไม่ใช่การ copy กรอบ B-J-C แต่คือ วิธีออกแบบ Sustainability Framework ที่ตอบ 3 คำถามพื้นฐาน:
- KPI วัดได้อะไรบ้างและวัดอย่างไร?
- ใครในองค์กรรับผิดชอบแต่ละ dimension?
- ผลลัพธ์เหล่านั้นเชื่อมโยงกับ incentive structure ของผู้บริหารอย่างไร?
หากไม่มีสามสิ่งนี้ กรอบความยั่งยืนใดก็ตามจะกลายเป็นเพียงเอกสาร ไม่ใช่การปฏิบัติจริง
Green Finance: ปัญหาช่องว่างที่ต้องแก้อย่างเป็นระบบ
ริชาร์ด มาโลนี่ย์ CEO UOB Thailand ชี้จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนในไทย: ช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะ SME ที่ต้องการลงทุนด้าน sustainability แต่ขาดทั้งความรู้และ credit profile ที่เหมาะสมสำหรับการกู้ green finance
แนวทางของ UOB คือการเชื่อมโยงธุรกิจกับ "เงินทุน องค์ความรู้ และพันธมิตรที่เหมาะสม" — ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการทำให้ก้าวแรกของการลงทุนด้านความยั่งยืน "เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น"
แนวทางประยุกต์ใช้: ผู้นำองค์กรที่กำลังวางแผน sustainability investment ควรเริ่มจาก โครงการที่มีขอบเขตชัดเจนและวัดผลได้ เพราะโครงการเหล่านี้ทั้งเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายกว่าและสร้าง track record ที่ทำให้การระดมทุนรอบถัดไปง่ายขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น โครงการติดตั้ง solar rooftop ที่ลด energy cost ได้จริงและวัดผลได้เป็นตัวเลข มักผ่านการพิจารณา green loan ได้ง่ายกว่าโครงการ sustainability ที่กว้างแต่วัดผลยาก
Saraburi Sandbox: โมเดลพิสูจน์ว่าการเปลี่ยนแปลงต้องการทั้งระบบนิเวศ
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม CEO SCG นำเสนอ "Saraburi Sandbox" ซึ่งเป็นความร่วมมือแบบ PPPP (Public-Private-People Partnership) เพื่อผลักดันสระบุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย ขับเคลื่อนผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Technology, Regulation, Supply Chain และ Capital Investment
สิ่งที่ SCG กำลังสาธิตผ่านโครงการนี้คือ ข้อจำกัดของความยั่งยืนในระดับองค์กรเดี่ยว — เมื่อปัญหามีขนาดใหญ่เพียงพอ เช่น การ decarbonize อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ที่เป็นหนึ่งในภาคที่ปล่อย carbon สูงที่สุด วิธีเดียวที่ทำได้จริงคือการสร้าง ecosystem ที่รวมทั้งนโยบาย เงินทุน เทคโนโลยี และชุมชนเข้าด้วยกัน
แนวทางประยุกต์ใช้: บทเรียนของ SCG ชี้ว่าผู้นำองค์กรควรประเมินว่า sustainability challenge ของตัวเองอยู่ใน "scope" ที่แก้ได้คนเดียว หรือต้องการ coalition และหากต้องการ coalition ก็ควรเริ่มสร้างพันธมิตรตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมเครือข่ายอุตสาหกรรม การผลักดันให้ภาครัฐออก Regulatory Sandbox หรือการลงทุนร่วมกันในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ไม่มีองค์กรใดแบกรับได้คนเดียว
เศรษฐกิจพอเพียงในฐานะ Risk Management Framework
ต้องใจ ธนะชานันท์ จาก ThaiBev นำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากทั้ง 4 CEO ก่อนหน้าอย่างมีนัย ThaiBev นิยามความยั่งยืนว่าคือ "Doing Good and Doing Well" และนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาแปลงเป็นวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการกระจายพอร์ตโฟลิโอ — จากธุรกิจแอลกอฮอล์ไปสู่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และธุรกิจอาหาร
ThaiBev สาธิตว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่แค่วาทกรรม แต่สามารถแปลงเป็น strategic hedging ที่จับต้องได้ผ่านการกระจายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ
นี่คือ sustainability ในฐานะ strategic hedging ซึ่งมีความหมายตรงสำหรับองค์กรในยุคที่ consumer behavior, กฎระเบียบ และ cost structure กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกัน
แนวทางประยุกต์ใช้: ผู้นำยุคใหม่ควรนำกรอบคิดของ ThaiBev มาถามตัวเองว่า "ถ้า regulation เปลี่ยน ถ้า carbon cost เพิ่มขึ้น ถ้า consumer ต้องการ X มากขึ้น — business model ของเราจะยังทำงานได้ไหม" และใช้คำตอบนั้นเป็นแรงขับเคลื่อนการกระจายความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่รอให้วิกฤตเกิดก่อนค่อยปรับ
จาก Vision สู่ Action: 3 ระดับของการนำไปใช้จริง
เส้นด้ายที่ร้อยทุกมุมมองเข้าด้วยกันคือ "Sustainability is Business" — ไม่ใช่ phrase เชิงปรัชญา แต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงยุทธศาสตร์ เพราะ market access, ต้นทุนเงินทุน, ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ และ license to operate ของธุรกิจไทยในตลาดโลก ล้วนถูกผูกโยงกับมาตรฐานความยั่งยืนมากขึ้นทุกปี
มีสิ่งที่ต้องระวังเมื่อนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ ประการแรก คือความเสี่ยงของ Greenwashing — เส้นแบ่งระหว่าง sustainability communication ที่มีหลักฐานกับการสร้างภาพนั้นบางมาก และกฎระเบียบ anti-greenwashing ในยุโรปและอาเซียนกำลังเข้มงวดขึ้นอย่างรวดเร็ว [3] ประการที่สอง คือความท้าทายด้านทรัพยากร โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดกลางที่ไม่มี budget หรือ credibility ในการเข้าถึง green finance เหมือนบริษัทขนาดใหญ่
ระดับที่ 1: สร้างรากฐานภายในองค์กร (0–12 เดือน)
ก่อนพูดถึง Net Zero หรือ carbon neutrality ระยะยาว องค์กรต้องมีฐานที่พร้อมรองรับ 3 สิ่ง:
- Baseline Measurement — ทำ sustainability audit วัด carbon footprint ตั้งแต่ Scope 1 (การปล่อยก๊าซโดยตรง), Scope 2 (พลังงานที่ซื้อมาใช้) และ Scope 3 (ตลอดห่วงโซ่อุปทาน) หลายองค์กรมักพบว่า Scope 3 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของ carbon footprint ทั้งหมด — และเป็นส่วนที่ยากที่สุดหากไม่เริ่มต้นเร็ว
- Sustainability Governance — ตาม BJC ตั้ง Sustainability Committee ในระดับ Board หรืออย่างน้อยระดับ C-suite พร้อม KPI ชัดเจนที่เชื่อมโยงกับ incentive ของผู้บริหาร
- โครงการนำร่องที่วัดผลได้ — ตามคำแนะนำของ UOB เลือกโครงการที่ scope ชัด ผลลัพธ์วัดได้เป็นตัวเลข เช่น พลังงานหมุนเวียน การลด energy consumption หรือการลดขยะในกระบวนการผลิต เพื่อสร้าง track record และ ROI ที่จับต้องได้
ระดับที่ 2: ขยายผลออกสู่ระบบนิเวศ (1–3 ปี)
เมื่อรากฐานภายในแข็งแกร่งพอ นำแนวคิด Share Resilience ของ CPF มาปรับใช้ผ่าน 2 เส้นทางหลัก:
- Supplier Sustainability Program ที่ไม่ใช่แค่กำหนด requirement ให้คู่ค้าปฏิบัติตาม แต่มีการสนับสนุนด้านความรู้ เครื่องมือ และการเงิน เพื่อให้ SME ในห่วงโซ่อุปทานยกระดับมาตรฐานตามได้จริง
- Green Finance — สำรวจโอกาส green bond, sustainability-linked loan และ blended finance ที่ภาครัฐในอาเซียนกำลังผลักดัน ซึ่งมักมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ แต่ต้องการ baseline data และ track record ด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ — ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ระดับแรก
ระดับที่ 3: นำการเปลี่ยนแปลงในระดับอุตสาหกรรม (3 ปีขึ้นไป)
นี่คือระดับที่ SCG กำลังดำเนินอยู่ผ่าน Saraburi Sandbox ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระดับนี้ต้องคิดแบบ "platform builder" ไม่ใช่แค่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่าต้องพร้อมลงทุนในสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับทั้งอุตสาหกรรม เช่น shared infrastructure ด้านพลังงานสะอาด, carbon marketplace ระดับอุตสาหกรรม หรือการผลักดัน Regulatory Sandbox ที่เปิดทางให้นวัตกรรมด้านความยั่งยืนเติบโตได้เร็วขึ้น
บทสรุป: วินัยในการวัดผล คือ ความได้เปรียบที่สร้างขึ้นได้
ภาพที่ผู้นำบนเวที GCNT Expo 2026 วาดร่วมกัน ไม่ใช่ภาพในอุดมคติ แต่เป็นภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วในองค์กรชั้นนำ และกำลังจะกลายเป็น baseline ขั้นต่ำสำหรับทุกองค์กรที่ต้องการแข่งขันในตลาดโลก
สิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ต้องทำไม่ใช่การรอให้ "perfect framework" พร้อมก่อนจึงลงมือ แต่คือการ เริ่มจากจุดที่ทำได้จริง วัดผล ปรับปรุง และขยายขอบเขตไปเรื่อยๆ
ความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จกับองค์กรที่ล้มเหลวในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีแผนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครมี วินัยในการวัดผล ความกล้าในการปรับเปลี่ยน และความอดทนในการสร้าง เพราะผลลัพธ์ของการลงทุนด้านความยั่งยืนที่แท้จริงมักไม่ปรากฏในไตรมาสถัดไป แต่จะปรากฏชัดเมื่อโลกภายนอกเปลี่ยนแปลงจนองค์กรที่ไม่ได้เตรียมตัวเริ่มตามไม่ทัน
มิติที่น่าจับตาเพิ่มเติมคือสัญญาณจากคนรุ่นใหม่ ศุภชัยเปิดเผยว่าหลักสูตรการจัดการความยั่งยืนที่ GCNT ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดรับรุ่นแรกนั้น รับเพียง 70 คน แต่มีผู้สมัครกว่า 1,200 คน — ตัวเลขนี้บอกว่าการขาดแคลนที่แท้จริงในระบบนิเวศ sustainability ของไทย ไม่ใช่แค่เงินทุนหรือนโยบาย แต่คือ "คนที่ทำได้จริง" ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกองค์กรต้องลงทุนแก้ไขด้วยตัวเองอย่างรอไม่ได้
สำหรับผู้นำที่กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ คำถามที่ต้องถามตัวเองไม่ใช่ "เราพร้อมหรือยัง" แต่คือ "ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ เราจะอธิบายกับผู้ถือหุ้น ลูกค้า และซัพพลายเออร์ในอีก 3 ปีข้างหน้าอย่างไร"
ข้อมูลอ้างอิง:
- Biz Today Station. (2569, 3 กันยายน). GCNT Expo 2026: From Shock to Shift — Thailand's Sustainable Transition in a Fractured World. biztodaystation.co.th
- European Commission. (2023). Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM). European Commission. https://taxation-customs.ec.europa.eu/carbon-border-adjustment-mechanism_en
- European Commission. (2024). Green Claims Directive: Proposal for a Directive on substantiation and communication of explicit environmental claims. European Commission. https://environment.ec.europa.eu/topics/circular-economy/green-claims_en
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GCNT Expo 2026 และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทย
งาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

GCNT Expo 2026 ชูแนวคิด "From SHOCK To SHIFT" เตรียมผู้นำทุกภาคส่วนรับมือการเปลี่ยนแปลง
งาน GCNT Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพฯ ได้ประกาศความพร้อมที่จะเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “From SHOCK To SHIFT: Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World”
