
ปฏิวัติฟาร์มสู่ธุรกิจอัจฉริยะ: เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยี AgTech
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานอาหารและการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความผันผวนอย่างรุนแรง ภาคเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมของไทยที่เคยเติบโตจากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ กำลังเดินทางมาถึงทางตัน ข้อมูลเชิงลึกจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุชัดเจนว่า ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุที่ทำให้เกษตรกรไทยมีอายุเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 60 ปี ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นรุนแรง ซ้ำเติมด้วยต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ผันผวนอย่างปุ๋ยเคมี พลังงาน และผลกระทบอันคาดเดาไม่ได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
สูตรสำเร็จเดิมๆ ที่เน้นการพึ่งพาแรงงานจำนวนมากและการปลูกพืชแบบรอฟ้าฝน จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการอีกต่อไป ในบริบททางธุรกิจปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านฟาร์มเกษตรกรรมสู่ "ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ" ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร หรือ AgTech (Agricultural Technology) ไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อการอนุรักษ์ แต่คือ "กลยุทธ์หลักเพื่อความอยู่รอดและการเติบโตอย่างมั่นคง" ขององค์กรธุรกิจที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก (TDRI, 2565)
การเปลี่ยนระบบการให้น้ำแบบเดาใจ สู่การบริหารจัดการน้ำอัตโนมัติ
ปัญหาการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์และการจ่ายน้ำที่ไม่ตรงกับความต้องการของพืช ถือเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่สูงที่สุดในภาคการเกษตร การทำธุรกิจเกษตรยุคใหม่จำเป็นต้องยกเลิกการกะเกณฑ์ด้วยแรงงานคน แล้วหันมาใช้ระบบชลประทานอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง
การติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดินและสภาพภูมิอากาศในแปลงเพาะปลูก จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบความต้องการน้ำของพืชได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบคลาวด์ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังตัวควบคุมวาล์วน้ำอัตโนมัติเพื่อเปิด-ปิดการจ่ายน้ำเฉพาะจุดและในปริมาณที่เหมาะสมที่สุด วิธีการนี้ช่วยลดการใช้น้ำลงได้มากถึงร้อยละ 30-40 และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าในการสูบน้ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนคงที่ในการดำเนินงาน (Fixed Operating Costs) ลดลงทันทีอย่างเห็นได้ชัด
ระบบชลประทานอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเซ็นเซอร์และคลาวด์ ช่วยลดการใช้น้ำได้มากถึง 30-40% พร้อมลดค่าไฟฟ้าสูบน้ำอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้นทุนคงที่ที่ลดลงได้ตั้งแต่ปีแรกของการติดตั้ง
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหาร: ควรเริ่มต้นจากการประเมินพื้นที่เพาะปลูกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก่อน จากนั้นทำการวางระบบเซ็นเซอร์ไร้สายและแผงควบคุมระบบน้ำอัตโนมัติเป็นโซนย่อย เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบและคำนวณระยะเวลาการคืนทุน (ROI) ก่อนที่จะขยายผลไปทั่วทั้งฟาร์ม
การวางพิกัดสารอาหารพืชแบบแม่นยำสูงด้วยเทคโนโลยีสำรวจทางอากาศ
ความสิ้นเปลืองจากการหว่านปุ๋ยและพ่นสารเคมีป้องกันโรคพืชแบบเหมาเข่งทั่วทั้งไร่ ไม่เพียงแต่ทำให้ต้นทุนค่าเคมีภัณฑ์พุ่งสูงขึ้นอย่างไร้ประโยชน์ แต่ยังสร้างปัญหาดินเสื่อมโทรมและสารตกค้างที่ทำลายโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไปประมูลในตลาดต่างประเทศที่มีมาตรฐานเข้มงวด
การใช้โดรนบินสำรวจติดตั้งกล้องตรวจวัดสเปกตรัมแสงหลายย่านความถี่ จะช่วยสร้าง "แผนที่สุขภาพพืช" ที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ส่วนใดของฟาร์มที่พืชกำลังขาดสารอาหารหรือมีโรคระบาดเริ่มต้น เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถให้ปุ๋ยเฉพาะจุดที่มีความจำเป็น (Precision Fertilization) และใช้ยาพ่นป้องกันศัตรูพืชได้อย่างตรงเป้าหมาย ช่วยประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีลงได้ร้อยละ 20-30 และลดเวลาการทำงานของแรงงานในฟาร์มได้เกือบทั้งหมด
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหาร: การลงทุนซื้อโดรนสำรวจประสิทธิภาพสูงอาจมีต้นทุนเริ่มต้นที่สูงสำหรับฟาร์มขนาดกลาง ดังนั้น การเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการบุคคลภายนอก (Outsource Service) ที่เชี่ยวชาญด้านการบินสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดแผนที่พิกัดปุ๋ย จึงเป็นแนวทางเริ่มต้นที่ช่วยบริหารกระแสเงินสดได้ดีกว่า
การใช้เซ็นเซอร์ไร้สายและปัญญาประดิษฐ์คาดการณ์วันเก็บเกี่ยว
ในอดีต ความล้มเหลวของการทำเกษตรมักเกิดจากการไม่สามารถคาดการณ์ผลผลิตล้นตลาดหรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม ทำให้สูญเสียมูลค่าทางธุรกิจไปอย่างมหาศาล การปฏิวัติฟาร์มด้วยเทคโนโลยีไอโอที (IoT) ที่อาศัยโครงข่ายไร้สายความเร็วสูงและระบบจัดการข้อมูล จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนธุรกิจ (หนิมพานิช, 2568)
การติดเครื่องวัดอุณหภูมิ ความชื้น แสงแดด และความเข้มข้นของก๊าซในแปลงเพาะปลูก ร่วมกับการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการประมวลผลข้อมูลสะสม จะช่วยส่งสัญญาณแจ้งเตือนและคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าผลผลิตจะพร้อมเก็บเกี่ยวในวันใดและปริมาณเท่าใด ข้อมูลนี้จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางแผนการขายและระบบขนส่งลอจิสติกส์ล่วงหน้า ส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลาตามสัญญากับคู่ค้า และลดการเน่าเสียของผลผลิตก่อนถึงมือผู้บริโภค
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหาร: ควรบูรณาการแพลตฟอร์มบริหารจัดการฟาร์ม (Farm Management Software) เข้ากับระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายขาย และฝ่ายคลังสินค้า สามารถมองเห็นข้อมูลผลผลิตล่วงหน้าและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ
จีโอฟิสิกส์เจาะลึกใต้ดิน: กุญแจใหม่ของการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
ก่อนที่ระบบชลประทานอัจฉริยะหรือเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดินจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โจทย์แรกที่ผู้ประกอบการฟาร์มขนาดใหญ่และผู้พัฒนาแหล่งน้ำต้องเผชิญคือคำถามพื้นฐานกว่านั้น นั่นคือจะหาแหล่งน้ำบาดาลที่แน่นอนและเพียงพอได้จากที่ไหน การขุดเจาะบ่อบาดาลแบบเดาสุ่ม (Blind Drilling) โดยไม่มีข้อมูลรองรับ เป็นต้นทุนแฝงขนาดใหญ่ที่ธุรกิจเกษตรจำนวนมากยังคงแบกรับอยู่โดยไม่รู้ตัว
ผู้เล่นรายใหม่ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนสมการนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ GeoTEMx (บริษัท จีโอเทมเอ็กซ์ จำกัด) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสำรวจธรณีฟิสิกส์ขั้นสูง (Advanced Geophysical Surveys) ภายใต้สโลแกน "Mapping the Invisible" หัวใจของบริการคือเทคโนโลยีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชั่วขณะ (TEM/TDEM: Transient Electromagnetic / Time-Domain Electromagnetic Method) ซึ่งช่วยให้นักสำรวจ "มองเห็น" โครงสร้างใต้ดินได้โดยไม่ต้องขุด ครอบคลุมการสำรวจหาแหล่งน้ำบาดาลทั้งระดับตื้นและระดับลึก (Shallow/Deep Groundwater Exploration) และช่วยลดความเสี่ยงจากการเจาะแบบสุ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ (GeoTEMx, 2569)
สำหรับภาคเกษตร บริการนี้ตอบโจทย์โดยตรงในกลุ่มงานทรัพยากรน้ำ (Water Resources) ซึ่ง GeoTEMx จัดเป็นหนึ่งในสี่ภาคส่วนหลักที่ข้อมูลใต้ดินมีนัยสำคัญต่อผลลัพธ์โครงการ ครอบคลุมทั้งการค้นหาแหล่งน้ำบาดาลสำหรับภาคเกษตร ชุมชน และอุตสาหกรรม รวมถึงการบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ในบริบทที่วิกฤตน้ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ความต้องการบริการลักษณะนี้จึงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (GeoTEMx, 2569)
นอกจากเทคโนโลยี TEM/TDEM แล้ว GeoTEMx ยังให้บริการสำรวจสภาพต้านทานไฟฟ้าใต้ผิวดิน (Electrical Resistivity Tomography หรือ ERT) ที่ให้ภาพตัดขวางความละเอียดสูงแบบ 2D/3D ของชั้นดินระดับตื้นถึงปานกลาง ร่วมกับบริการประมวลผลข้อมูลและสร้างแบบจำลอง 3 มิติของโครงสร้างใต้ดินผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ซึ่งช่วยให้ผู้พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรวางแผนตำแหน่งขุดเจาะบ่อบาดาลได้บนพื้นฐานข้อมูลจริง แทนที่จะอาศัยการคาดเดาตามประสบการณ์เพียงอย่างเดียว อ่านเพิ่มเติมที่ คลิกที่นี่
การเชื่อมโยงวัตถุดิบคุณภาพในฟาร์มเข้าสู่โรงงานแปรรูปมูลค่าสูง
การเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรที่แท้จริง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การขายผลผลิตสด แต่คือการแปรรูปสินค้าเกษตรให้เป็นวัตถุดิบมูลค่าสูงในอุตสาหกรรมอื่น เช่น อาหารแห่งอนาคต (Future Food) หรือสารสกัดมูลค่าสูงเพื่อธุรกิจยาและเครื่องสำอาง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการวัตถุดิบต้นน้ำที่มีมาตรฐานและคุณภาพที่สม่ำเสมอเป็นพิเศษ
การนำเทคโนโลยีควบคุมการปลูกในโรงเรือนปิด (Plant Factory) หรือระบบการควบคุมตัวแปรในแปลงดินเปิดอย่างเข้มงวดด้วยเทคโนโลยี AgTech จะช่วยรับประกันว่าพืชสมุนไพร พืชผัก หรือผลไม้ที่เป็นสารตั้งต้น จะมีปริมาณสารสำคัญ (Active Ingredients) หรือความเข้มข้นของแป้งและความหวานที่สม่ำเสมอตลอดปีตามที่โรงงานแปรรูปต้องการ การรักษาระดับคุณภาพนี้ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาระดับพรีเมียมและสร้างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระยะยาวที่มั่นคงกับโรงงานแปรรูปปลายน้ำ
โครงการแปลงใหญ่อัจฉริยะและการลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง
กรณีศึกษาในประเทศไทยที่เห็นได้ชัดเจนคือ โครงการ "แปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะ" ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและสถาบันวิจัยชั้นนำ เช่น การประยุกต์ใช้ระบบวัดและควบคุมคุณภาพน้ำในการปลูกข้าวและพืชไร่อย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดสระแก้วและนครราชสีมา ซึ่งสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เกษตรกรและผู้ประกอบการที่เปลี่ยนมาใช้การเกษตรแม่นยำสามารถลดต้นทุนด้านปัจจัยการผลิตและการจัดการลงเฉลี่ยร้อยละ 20 ขณะที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นร้อยละ 15-30
โครงการแปลงใหญ่เกษตรอัจฉริยะในสระแก้วและนครราชสีมาแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ต้นทุนปัจจัยการผลิตลดลงเฉลี่ย 20% พร้อมผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น 15-30% ซึ่งเป็นหลักฐานว่า AgTech ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่คือธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนจริง
ความสำเร็จเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การนำ AgTech มาใช้นั้นไม่ใช่ความฝันในอนาคต แต่เป็นความเป็นจริงทางธุรกิจที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขัน คาดการณ์ต้นทุนได้อย่างมีเสถียรภาพ และเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเกษตรกรรมไทยให้เป็นธุรกิจที่น่าลงทุนและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน
สำหรับผู้บริหาร นักลงทุน และผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนปฏิวัติฟาร์มสู่ธุรกิจอัจฉริยะ ควรใช้กลยุทธ์การปรับตัว 3 ขั้นตอนดังต่อไปนี้:
- ก้าวทีละขั้นเพื่อจำกัดความเสี่ยง (Start Small to Scale Big): หลีกเลี่ยงการทุ่มเงินลงทุนมหาศาลกับระบบเทคโนโลยีที่ซับซ้อนในคราวเดียว ควรจัดหมวดหมู่ปัญหาหลักในฟาร์มว่าสิ่งใดเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุด (เช่น ค่าแรงงาน ค่าน้ำ หรือค่าปุ๋ย) และเริ่มติดตั้งเทคโนโลยีเฉพาะส่วนเพื่อแก้ปัญหานั้นก่อน เมื่อพนักงานในฟาร์มเริ่มคุ้นเคยและระบบเริ่มคืนทุน จึงค่อยขยายผลสู่ระบบอื่นๆ
- มุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ (Focus on Insight, Not Infrastructure): สิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดของ AgTech ไม่ใช่ตัวอุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในแปลง แต่เป็น "ข้อมูลเชิงลึก (Data Insight)" ที่ระบบเก็บรวบรวมมา ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้สามารถอ่านและนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างฉลาด เพื่อเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นผลกำไร
- ปฏิรูปโมเดลธุรกิจและสร้างพันธมิตรเชิงนิเวศ (Ecosystem and Value Creation): การลงทุนใน AgTech จะมีความคุ้มค่าสูงสุดเมื่อผู้ประกอบการเชื่อมโยงระบบนิเวศการเพาะปลูกอัจฉริยะเข้ากับตลาดเป้าหมายปลายน้ำที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มแปรรูปอาหารเพื่อสุขภาพ หรือกลุ่มพัฒนาคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อแปลงการทำเกษตรที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง ยกระดับธุรกิจสู่มาตรฐานสากลอย่างแท้จริง
บทสรุป
สิ่งที่แยก "การทำเกษตรแบบเดิม" ออกจาก "ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ" ในยุคนี้ ไม่ใช่ขนาดพื้นที่เพาะปลูกหรือเม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่คือความสามารถในการนำข้อมูลจริงจากแปลงเพาะปลูกมาใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ ผู้ประกอบการที่เริ่มนำเทคโนโลยีเกษตร (AgTech) มาใช้วันนี้ แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างการติดเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดินเพียงโซนเดียว ก็กำลังสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนที่คู่แข่งซึ่งยังทำแบบเดิมจะตามทันได้ยากในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนและผู้บริหารที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือทิศทางของนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนโครงการแปลงใหญ่อัจฉริยะและมาตรการจูงใจด้านคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้การลงทุนด้าน AgTech คืนทุนได้เร็วขึ้น และเปิดโอกาสให้ภาคเกษตรไทยก้าวขึ้นเป็นซัพพลายเชนที่มีมาตรฐานสากล พร้อมแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง
ข้อมูลอ้างอิง:
- นภาพรรณ หนิมพานิช. (2568, 26 มิถุนายน). การใช้เทคโนโลยี 5G ในการสนับสนุนการเกษตรยั่งยืน ในประเทศไทย. วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. https://li04.tci-thaijo.org/index.php/scidru/article/view/4725
- สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2565, 15 กันยายน). ผลกระทบของ Disruptive Technology ต่อภาคเกษตรไทยและการเตรียมความพร้อม. TDRI. https://tdri.or.th/2022/09/impact-of-disruptive-technology-on-thai-agricultural-sector-and-preparedness/
- สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2569, 29 เมษายน). "อยู่ให้เป็น" ทางรอดเกษตรกรไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลง. TDRI. https://tdri.or.th/2026/04/thai-agriculture-survival/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

GeoTEMx: บริษัทสำรวจธรณีฟิสิกส์ที่เปลี่ยนวิธีมองใต้ดิน ที่ทำให้ใต้ดินไม่ใช่ปริศนาอีกต่อไป
เจาะลึก GeoTEMx ผู้นำนวัตกรรมสำรวจธรณีฟิสิกส์ขั้นสูงและทำแผนที่ใต้พิภพด้วยแนวคิด Mapping the Invisible ชูเทคโนโลยี TEM/TDEM, ERT และ Bathymetric ผสานการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ เพื่อยกระดับการตัดสินใจ ลดความเสี่ยง ลดต้นทุนสูญเปล่า และเปลี่ยนข้อมูลใต้ดินให้เป็นแต้มต่อสำคัญของโครงการขนาดใหญ่

ปลดล็อกศักยภาพเกษตรไทย: ยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต
ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานอาหารของโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น "ครัวของโลก"

พลิกเกมอุตสาหกรรมอาหาร: นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่จากฟาร์มสู่ผู้บริโภคยุคดิจิทัล
อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่เคยพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ แรงงานราคาถูก และการขายส่งผลผลิตขั้นปฐมภูมิ

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน "Thailand Rice Convention 2025" ณ จังหวัดนครพนม
กรมการค้าต่างประเทศจัดงาน Thailand Rice Convention 2025 ที่นครพนม ส่งเสริมข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ และนวัตกรรมข้าวไทย เชื่อมโยงตลาด-การผลิต สู่ความยั่งยืน
