
‘ทรัมป์’ เก็บภาษีนำเข้ารถ 25% กระทบลูกโซ่ ไทย - อาเซียน เสี่ยงถูกภาษีตอบโต้
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในประกาศอ้างอิงมาตรา 232 ของพระราชบัญญัติการขยายการค้าปี 1962 เรียกเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 3 เมษายน 2568 นี้ มาตรการครอบคลุมยานพาหนะโดยสารที่นำเข้าทุกประเภท ทั้งรถเก๋ง รถเอสยูวี รถครอสโอเวอร์ รถมินิแวน รถตู้ขนส่งสินค้า รถบรรทุกขนาดเล็ก รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญอย่างเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และชิ้นส่วนไฟฟ้า
ขณะที่ทำเนียบขาวอ้างเหตุผลว่าเป็นการดำเนินการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกา ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติที่กำลังถูกบั่นทอนจากการนำเข้าที่มากเกินไป พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่า จากรถยนต์ 16 ล้านคันที่ชาวอเมริกันซื้อ มีเพียง 25% ของเนื้อหายานพาหนะที่สามารถจัดประเภทว่าผลิตในอเมริกา และการขาดดุลการค้าในชิ้นส่วนรถยนต์มีมูลค่าสูงถึง 93.5 พันล้านดอลลาร์
ตลาดหุ้นสะเทือน ยุโรปประท้วง
หุ้นของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง General Motors, Stellantis และ Ford Motor ปรับตัวลดลงประมาณ 5% ในการซื้อขายช่วงเย็นทันทีหลังมีประกาศจากทำเนียบขาว
ด้านนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป วิจารณ์มาตรการดังกล่าวอย่างรุนแรง พร้อมให้คำมั่นว่าสหภาพยุโรปจะ "ยังคงแสวงหาทางออกด้วยการเจรจา ขณะที่ปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน" และเน้นย้ำว่า "ภาษีคือการเก็บภาษี — ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจ และแย่ยิ่งกว่านั้นต่อผู้บริโภคทั้งในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป"
ไทยเสี่ยงหนัก! ส่งออกรถ-ชิ้นส่วนไปสหรัฐฯ พุ่ง
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการนี้ เนื่องจากในปี 2567 ไทยส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบไปสหรัฐฯ มีมูลค่ารวมสูงถึง 1,893 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (66,526 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบอันดับ 4 ของไทย รองจากออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น
เฉพาะการส่งออกรถยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่งหรือรถเก๋งขนาดเล็กไปสหรัฐฯ มีมูลค่า 320.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (11,194 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 98% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกรถยนต์อันดับ 10 ของไทยในปีที่ผ่านมา
ที่น่าเป็นห่วงคือแนวโน้มการส่งออกรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐฯ มูลค่า 37.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,293.52 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 407% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ชิ้นส่วนยานยนต์ยิ่งน่าห่วง สหรัฐฯ เป็นตลาดใหญ่สุด
ส่วนด้านชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากในปี 2567 ไทยส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ไปทั่วโลกมูลค่า 10,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (359,396 ล้านบาท) โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 คือสหรัฐอเมริกา ตามด้วยญี่ปุ่น มาเลเซีย แอฟริกาใต้ และอินโดนีเซีย
ข้อมูลระบุว่า ไทยส่งออกส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ไปสหรัฐฯ สูงถึง 1,566 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ซึ่งการที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษี 25% และเตรียมขึ้นภาษีชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มเติมอีกในอนาคต อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย
ล่าสุด ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ไทยส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบไปสหรัฐฯ มูลค่า 311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (10,573 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าตลาดสหรัฐฯ มีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนของไทย
อาเซียนเสี่ยงโดนภาษีตอบโต้
นโยบายภาษีรถยนต์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการทางการค้าของทรัมป์ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเตรียมใช้ "มาตรการภาษีตอบโต้" (Reciprocal Tariffs) กับประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายกีดกันสินค้าอเมริกันด้วย
เวียดนามซึ่งมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงมาก ถูกมองว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรง โดยสหรัฐฯ พิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VATs) อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี อัตราแลกเปลี่ยน และพฤติกรรมทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม
จีนหันมาพึ่งอาเซียน เปิดโอกาสใหม่
ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มความกดดันทางการค้า จีนซึ่งกำลังเผชิญภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 31.7% อาจหันมาพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร เช่น ไก่ ข้าวโพด หมู เนื้อวัว และอาหารทะเล ซึ่งเป็นสินค้าที่จีนเพิ่งขึ้นภาษีตอบโต้ต่อสหรัฐฯ
ย้อนกลับไปในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนครั้งแรก (2559-2562) การนำเข้าสินค้าทางการเกษตรจากเวียดนามและไทยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สะท้อนโอกาสที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง
ปรับกลยุทธ์ "America Plus One"
สงครามการค้ารอบใหม่กำลังส่งผลให้บริษัทข้ามชาติปรับกลยุทธ์โดยใช้แนวคิด "America Plus One" คือการมองหาทางเลือกใหม่ในการลงทุนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอเมริกาหรือจีนเพียงฝ่ายเดียว
ในปีที่ผ่านมา มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนจำนวนมากจากจีนมายังอาเซียน ทั้งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสงครามการค้ารุนแรงขึ้น โอกาสของอาเซียนอาจเป็นเพียงชั่วคราว
นักวิเคราะห์มองว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้าโลกกำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ การปรับตัวอย่างรวดเร็วและการกำหนดนโยบายที่ยืดหยุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช็กลิสต์สินค้าสหรัฐฯ ที่ไทยเตรียมซื้อเพิ่ม ต่อรองภาษีทรัมป์
รัฐบาล พุ่งเป้านำเข้ากากถั่วเหลือง ข้าวโพด เครื่องบินโบอิ้ง น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ จากสหรัฐเพิ่ม เพื่อต่อรองกับมาตรการภาษีนำเข้า 36% ของทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกไทย

ศาลสูงสหรัฐชี้ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของทรัมป์ผิดกฎหมาย
คำตัดสินประวัติศาสตร์ของศาลสูงสหรัฐที่ชี้ว่ามาตรการ “ภาษีนำเข้าแบบฉุกเฉิน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ไม่ได้กระทบแค่ทำเนียบขาว แต่สะเทือนทั้งเกมสงครามภาษีโลกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั่วโลก เหตุการณ์นี้เปิดคำถามใหญ่เรื่องขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีกับสภาคองเกรสภายใต้กฎหมาย IEEPA

ยุทธศาสตร์ไทยคุยจีน: ชี้ต้นทุนความขัดแย้งไทย–กัมพูชา
เจาะลึกยุทธศาสตร์การทูตไทยต่อจีนเพื่อบริหารความขัดแย้งไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน ผ่านการชี้ให้เห็นต้นทุนของ Conflict of Choice ที่กระทบต่อผลประโยชน์จีน พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ หนุนระบบตรวจสอบโดยอาเซียน เพื่อยกระดับไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของภูมิภาค

สีจิ้นผิง-ทรัมป์หารือปักกิ่ง กระชับสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิญเยือนวอชิงตัน
สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ จัดประชุมแบบจำกัดวงที่กรุงปักกิ่ง พร้อมย้ำเป้าหมายสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และประเด็นระหว่างประเทศ ขณะที่ทรัมป์ส่งสัญญาณพร้อมต้อนรับสีจิ้นผิงเยือนกรุงวอชิงตันอย่างอบอุ่น

งาน BU China–Thailand InterBiz 2026: ถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนจีน
มหาวิทยาลัยกรุงเทพจัดงาน “BU China–Thailand InterBiz 2026” เพื่อถอดรหัสยุทธศาสตร์การลงทุนของจีนในไทยและอาเซียน พร้อมวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาบุคลากรสำหรับอนาคต

ล้นหลาม! รายได้ ‘Mar-a-Lago’ และธุรกิจในเครือทรัมป์ พุ่งทะยาน หลังมหาเศรษฐี-นักลงทุน แห่ใช้บริการหวัง “เข้าถึงตัวประธานาธิบดี”
พลิกหน้าประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ! เจาะลึกโมเดล "Access Marketplace" เมื่อ 'โดนัลด์ ทรัมป์' เปลี่ยนอิทธิพลทางการเมืองให้เป็นขุมทรัพย์มหาศาล สวนทางอดีตประธานาธิบดีส่วนใหญ่ที่ทรัพย์สินลดลงระหว่างดำรงตำแหน่ง โมเดลนี้ทำเงินอย่างไร และทำไมความมั่งคั่งของเขาถึงพุ่งทะยานอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน?
