ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีเสี่ยงมะเร็งเต้านมอาจถูกมองข้าม งานวิจัยชี้ประวัติครอบครัวอย่างเดียวไม่เพียงพอ

ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีเสี่ยงมะเร็งเต้านมอาจถูกมองข้าม งานวิจัยชี้ประวัติครอบครัวอย่างเดียวไม่เพียงพอ

สรุปประเด็น

  • เกณฑ์ประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเดิมในอังกฤษที่เน้นประวัติครอบครัว พลาดการระบุผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีที่ภายหลังเป็นโรคได้ถึง 95%

  • ข้อมูลชี้ชัด 73% ของผู้หญิงอายุน้อยที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ทำให้การใช้ประวัติครอบครัวอย่างเดียวไม่เพียงพอ

  • แบบจำลอง BOADICEA ซึ่งประเมินหลายปัจจัยร่วมกัน สามารถระบุกลุ่มเสี่ยงในผู้หญิงอายุน้อยได้มากกว่าเกณฑ์เดิมถึง 8 เท่า

  • การพัฒนาแนวทางคัดกรองต้องสร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยกับทรัพยากรทางการแพทย์ และความพร้อมของระบบสุขภาพ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และ Institute of Cancer Research ในสหราชอาณาจักร พบว่าเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่ใช้ส่งต่อผู้หญิงไปตรวจเพิ่มเติมอาจพลาดผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีที่ต่อมาจะเป็นมะเร็งเต้านมภายใน 10 ปีได้ถึง 95% สาเหตุสำคัญคือเกณฑ์ดังกล่าวให้น้ำหนักกับประวัติครอบครัวเป็นหลัก ขณะที่ผู้หญิงจำนวนมากที่เกิดโรคไม่มีประวัติครอบครัวมาก่อน ผลการศึกษาจึงจุดประเด็นเรื่องการพัฒนาแนวทางประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งพันธุกรรม ประวัติการเจริญพันธุ์ และปัจจัยด้านการใช้ชีวิต

งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ในวารสาร British Journal of Cancer ศึกษาข้อมูลผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปี จำนวน 1,258 คน จากโครงการ Breast Cancer Now Generations Study ซึ่งติดตามข้อมูลระหว่างปี 2004–2011 โดยเปรียบเทียบเกณฑ์ส่งต่อผู้ป่วยของ National Institute for Health and Care Excellence (NICE) กับแบบจำลองประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุมหลายปัจจัย

ผลการศึกษาพบว่า เกณฑ์ NICE ที่ใช้ในระบบบริการสุขภาพอังกฤษพลาดการระบุผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีที่ต่อมาจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมภายใน 10 ปีได้ถึง 95% หรือสามารถระบุผู้หญิงกลุ่มนี้ได้เพียงประมาณ 4.4%

หนึ่งในข้อจำกัดสำคัญคือการใช้ประวัติครอบครัวเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณาว่าผู้หญิงคนใดควรได้รับการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม แต่ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า 73% ของผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีที่ต่อมาเป็นมะเร็งเต้านมไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้

ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การไม่มีญาติใกล้ชิดป่วยเป็นมะเร็งเต้านมไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะไม่มีความเสี่ยง และการใช้ประวัติครอบครัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมผู้หญิงที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

การไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง งานวิจัยชี้ว่าการประเมินสุขภาพควรพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ไม่ใช่อาศัยข้อมูลประวัติครอบครัวเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ตัวเลข 95% หมายถึงสัดส่วนของผู้หญิงในกลุ่มศึกษาที่ต่อมาจะเป็นมะเร็งเต้านมภายใน 10 ปี ซึ่งเกณฑ์ส่งต่อเดิมไม่สามารถระบุได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีทั่วไป 95% มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม

BOADICEA ประเมินความเสี่ยงได้ครอบคลุมหลายปัจจัย

นักวิจัยนำเกณฑ์ NICE มาเปรียบเทียบกับแบบจำลอง BOADICEA ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และได้รับการสนับสนุนจาก Cancer Research UK โดยแบบจำลองนี้พิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ได้แก่

  • ประวัติครอบครัว: ข้อมูลการเจ็บป่วยของญาติที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง

  • ข้อมูลทางพันธุกรรม: ความแปรผันทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโอกาสเกิดโรค

  • ประวัติการเจริญพันธุ์: ปัจจัยด้านประวัติสุขภาพและการสืบพันธุ์

  • ปัจจัยด้านการใช้ชีวิต: ข้อมูลพฤติกรรมและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง

ผลการเปรียบเทียบพบว่า BOADICEA สามารถระบุผู้หญิงในกลุ่มศึกษาที่ต่อมาจะเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่าเกณฑ์ NICE ถึง 8 เท่า

เมื่อทดลองใช้แบบจำลองประเมินผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีทั้งหมด พบว่า 26.5% จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าระดับประชากร และได้รับการส่งต่อเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยสามารถครอบคลุมผู้หญิงที่ต่อมาจะเป็นมะเร็งเต้านมภายใน 10 ปีได้ 34.8%

ในทางกลับกัน เกณฑ์ NICE เดิมจะส่งต่อผู้หญิงเพียง 1.4% ของประชากรกลุ่มนี้ และครอบคลุมผู้หญิงที่ต่อมาจะเป็นมะเร็งเต้านมเพียง 4.4%

อย่างไรก็ตาม การจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงกว่าระดับประชากรไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นมะเร็ง และการประเมินความเสี่ยงไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยโรคได้

คัดกรองให้ครอบคลุมขึ้น ต้องสมดุลกับทรัพยากรทางการแพทย์

แม้การประเมินความเสี่ยงหลายปัจจัยจะช่วยระบุผู้หญิงที่อาจต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติมได้มากขึ้น แต่การนำมาใช้กับประชากรทั้งหมดก็มีข้อจำกัดด้านต้นทุน บุคลากร เวลา และความพร้อมของระบบบริการสุขภาพ

หากผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปีทุกคนได้รับการประเมินด้วยแบบจำลองที่ครอบคลุมมากขึ้น จำนวนผู้ที่ถูกส่งต่อไปตรวจเพิ่มเติมก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหมายถึงภาระงานที่สูงขึ้นสำหรับแพทย์และหน่วยบริการ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ได้รับการส่งต่อจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในท้ายที่สุด

นักวิจัยจึงชี้ว่าการปรับเกณฑ์จำเป็นต้องพิจารณาความสมดุลระหว่างประโยชน์ของการระบุผู้มีความเสี่ยงได้เร็วขึ้น กับต้นทุน ความแม่นยำ และผลกระทบจากการจัดกลุ่มความเสี่ยงที่ไม่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน NICE ระบุว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแนวทางปัจจุบันทันที โดยผลการศึกษาจะต้องได้รับการพิจารณาร่วมกับหลักฐานเพิ่มเติมและความพร้อมในการนำไปใช้จริง

การขยายการประเมินความเสี่ยงอาจช่วยให้ผู้หญิงบางกลุ่มได้รับการดูแลเร็วขึ้น แต่ต้องออกแบบระบบให้เหมาะสมกับทรัพยากรทางการแพทย์ ลดการส่งตรวจที่ไม่จำเป็น และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเป็นธรรม

ผู้หญิงควรดูแลความเสี่ยงอย่างไร

สำหรับประชาชนทั่วไป งานวิจัยนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจว่า ประวัติครอบครัวเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งเต้านม ไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวในการประเมินสุขภาพของแต่ละคน

ผู้หญิงที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงส่วนบุคคล สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และความเหมาะสมของการตรวจคัดกรองตามอายุและสถานการณ์ของแต่ละคน หากพบความเปลี่ยนแปลงของเต้านมที่ผิดปกติ เช่น มีก้อนใหม่ ผิวหนังเปลี่ยนแปลง หรือมีของเหลวออกจากหัวนม ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรรอเพียงเพราะไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาจากอังกฤษยังไม่สามารถนำมาใช้สรุปได้โดยตรงว่าแนวทางการประเมินความเสี่ยงของไทยมีข้อจำกัดในระดับเดียวกัน เนื่องจากระบบบริการสุขภาพ แนวทางการคัดกรอง และลักษณะประชากรอาจแตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาการดูแลสุขภาพให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและหลักฐานทางการแพทย์ประกอบการตัดสินใจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติอย่างเหมาะสม โดยไม่สร้างความเข้าใจว่าผู้หญิงทุกคนจำเป็นต้องได้รับการตรวจแบบเดียวกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง