DITP แนะผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยปรับมาตรฐาน เจาะตลาดจีนมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาท

DITP แนะผู้ประกอบการเครื่องสำอางไทยปรับมาตรฐาน เจาะตลาดจีนมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาท

สรุปประเด็น

  • ตลาดเครื่องสำอางจีนเติบโตสูงแตะ 3 ล้านล้านบาท: DITP เผยตลาดเครื่องสำอางจีนปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตถึง 2.895 ล้านล้านบาท สะท้อนโอกาสเติบโตสูงสำหรับแบรนด์ต่างชาติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุด

  • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ Rational Consumption: ผู้บริโภคจีนตัดสินใจซื้อจาก "ประสิทธิภาพ" (50.5%) และ "ความปลอดภัย/ส่วนผสม" (43.83%) มากกว่าภาพลักษณ์แบรนด์ จึงต้องเน้น R&D และหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์

  • ปรับกลยุทธ์จาก Marketing-led สู่ R&D-led: แบรนด์ไทยต้องสร้าง Distinctive Positioning โดยชูจุดแข็งด้านนวัตกรรม สารสกัดจากธรรมชาติ และอัตลักษณ์ไทย เพื่อรับมือกับกระแสความนิยมแบรนด์ท้องถิ่น (Guochao)

  • ใช้ CBEC เป็นประตูทดลองตลาดและทดสอบความต้องการ: การทำตลาดผ่าน Cross-Border E-Commerce ช่วยให้ SME ไทยเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ใช้ข้อมูลยอดขายและรีวิวประเมินตลาดก่อนลงทุนใหญ่ พร้อมบริหารจัดการกฎระเบียบและทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรัดกุม

ตลาดเครื่องสำอางจีนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และส่วนผสมมากขึ้น ทำให้การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่รวมถึง คุณภาพสินค้า หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ และความโปร่งใสของข้อมูล

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ภายใต้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า ตลาดเครื่องสำอางจีนมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5.791 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 2.895 ล้านล้านบาท ภายในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 4.459 แสนล้านหยวนในปีก่อนหน้า สะท้อนโอกาสของตลาดขนาดใหญ่ที่ยังเปิดกว้างสำหรับแบรนด์ต่างชาติที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุด

ผู้บริโภคจีนให้ “ประสิทธิภาพ” มาก่อนแบรนด์

หนึ่งในสัญญาณสำคัญของตลาดเครื่องสำอางจีนคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากการซื้อโดยอาศัยภาพลักษณ์ ไปสู่การพิจารณา ประโยชน์และความคุ้มค่าของสินค้า

ผลสำรวจที่ DITP เผยแพร่พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออันดับแรกคือ ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ 50.5% ตามด้วย ความปลอดภัยและส่วนผสม 43.83% ขณะที่อิทธิพลของแบรนด์อยู่ที่ 38.5%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มของ Rational Consumption ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเหตุผลและข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น

ในตลาดที่ผู้บริโภคมีข้อมูลมากขึ้น แบรนด์อาจดึงดูดความสนใจได้ด้วยการตลาด แต่การสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวต้องอาศัย “ประสิทธิภาพและหลักฐาน” รองรับ

สำหรับผู้ประกอบการไทย นี่หมายความว่าการลงทุนด้านการตลาดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องกลับมาพิจารณาตั้งแต่ Product Development, R&D, ส่วนผสม ไปจนถึงข้อมูลที่ใช้สื่อสารกับผู้บริโภค

จาก Marketing-led สู่ R&D-led Brand

ความท้าทายสำคัญของแบรนด์เครื่องสำอางในตลาดจีนจึงอยู่ที่การสร้างความแตกต่างด้วย คุณค่าของผลิตภัณฑ์

การพัฒนาส่วนผสมใหม่ การศึกษาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และการจัดเตรียมข้อมูลที่โปร่งใส สามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ได้ โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบข้อมูลสินค้า รีวิว และประสบการณ์จากผู้ใช้งานรายอื่นได้อย่างรวดเร็ว

ในทางกลับกัน ประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ เช่น การโฆษณาเกินจริง หรือผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ดังนั้น กลยุทธ์ของผู้ประกอบการไทยจึงควรขยับจากการตั้งคำถามว่า “จะขายอย่างไร” ไปสู่ “สินค้าของเรามีหลักฐานอะไรที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่น”

Guochao เปลี่ยนเกมการแข่งขันของแบรนด์ต่างชาติ

อีกแรงกดดันสำคัญคือกระแส Guochao (国潮) หรือความนิยมในสินค้าและวัฒนธรรมจีน ซึ่งช่วยให้แบรนด์ท้องถิ่นสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นส่วนสำคัญของการค้นหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อ

สำหรับแบรนด์ต่างชาติ รวมถึงแบรนด์ไทย การแข่งขันจึงไม่ควรอยู่ที่การพยายามเลียนแบบแบรนด์จีน แต่ควรสร้าง Distinctive Positioning ที่ตอบคำถามว่า “ทำไมผู้บริโภคจีนจึงต้องเลือกแบรนด์ไทย”

หนึ่งในแนวทางที่มีศักยภาพคือการนำ จุดแข็งด้านวัตถุดิบและองค์ความรู้ของไทย มาพัฒนาเป็นเรื่องราวของสินค้า เช่น ส่วนผสมจากธรรมชาติ นวัตกรรมสารสกัด หรือแนวคิดด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

จุดแข็งของแบรนด์ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการเป็น “แบรนด์จีนที่ราคาถูกกว่า” แต่ควรสร้างพื้นที่ของตัวเองผ่านคุณค่า อัตลักษณ์ และความแตกต่างที่พิสูจน์ได้

CBEC ประตูทดลองตลาดก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ

เมื่อ Product พร้อมแล้ว อีกโจทย์สำคัญคือ Go-to-Market Strategy

DITP แนะนำการใช้ช่องทาง Cross-Border E-Commerce (CBEC) เป็นหนึ่งในแนวทางเข้าสู่ตลาดจีน โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง และใช้เป็นช่องทางทดลองตลาดก่อนขยายไปสู่รูปแบบการทำตลาดที่มีการลงทุนสูงขึ้น

สำหรับ SME ไทย จุดเด่นของ CBEC คือสามารถใช้ข้อมูลจากยอดขาย พฤติกรรมผู้บริโภค รีวิว และการตอบรับของตลาด มาช่วยประเมินว่า สินค้าใด กลุ่มลูกค้าใด และ Positioning แบบใด มีโอกาสเติบโต ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบประมาณและขยายช่องทาง

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดจีนผ่าน CBEC ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องของการเปิดร้านบนแพลตฟอร์ม แต่ควรบริหารควบคู่ทั้ง กฎระเบียบ การขึ้นทะเบียน/การแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ฉลาก การโฆษณา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดการข้อมูลผู้บริโภค ให้เหมาะสมกับช่องทางและประเภทสินค้า

ตลาดใหญ่ แต่ผู้ชนะต้องเข้าใจ “Consumer Insight”

ตลาดเครื่องสำอางจีนมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาท จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบสำหรับผู้ประกอบการไทย

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปไม่ใช่เพียงขนาดของตลาด แต่คือ มาตรฐานการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค จากเดิมที่อาจให้ความสำคัญกับชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์มากขึ้น กำลังขยับไปสู่การตั้งคำถามว่า สินค้านี้มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ส่วนผสมปลอดภัยหรือไม่ และมีข้อมูลอะไรสนับสนุน

โจทย์ของผู้ประกอบการไทยจึงควรเริ่มตั้งแต่ R&D → Product Quality → Evidence → Brand Story → Digital Channel ให้ทุกองค์ประกอบเชื่อมต่อกันเป็นกลยุทธ์เดียว

โอกาสในตลาดจีนไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปขายสินค้าให้ได้เร็วที่สุด แต่อยู่ที่การสร้างแบรนด์ที่ “พิสูจน์คุณค่าได้” และสามารถเรียนรู้จากตลาดเพื่อนำข้อมูลกลับมาพัฒนาสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ในท้ายที่สุด การแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางจีนอาจไม่ได้ตัดสินกันที่ใครมีงบการตลาดมากที่สุด แต่เป็นการแข่งขันระหว่างแบรนด์ที่ เข้าใจผู้บริโภค พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีข้อมูล สื่อสารอย่างโปร่งใส และเลือกช่องทางเข้าตลาดได้เหมาะสม

สำหรับผู้ประกอบการไทย หากสามารถยกระดับจากการเป็นเพียง “ผู้ส่งออกเครื่องสำอาง” สู่ “เจ้าของแบรนด์ที่มีนวัตกรรมและคุณค่าที่แตกต่าง” ตลาดจีนก็สามารถเป็นมากกว่าตลาดปลายทาง แต่เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างแบรนด์และขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคได้ในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Think Trade Think DITP 105 : JASMINE THAI ร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น กับเส้นทางสร้างรสชาติไทยครองใจคนโตเกียว

Think Trade Think DITP 105 : JASMINE THAI ร้านอาหารไทยในญี่ปุ่น กับเส้นทางสร้างรสชาติไทยครองใจคนโตเกียว

ถอดรหัสความสำเร็จ JASMINE THAI ร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมที่ยืนหยัดในโตเกียวกว่า 20 ปี เจาะลึกกลยุทธ์ปักหมุดทำเลทองย่านธุรกิจ การรักษามาตรฐานรสชาติต้นตำรับโดยไม่ตัดราคา พร้อมยกระดับวัฒนธรรมอาหารสู่ Soft Power สากล และโมเดลต้นแบบของผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ

9 นาที
โอกาสทอง Tech Startup ไทย! DITP  ชวนบินลัดฟ้าขยายตลาดสู่ตะวันออกกลาง ในงาน Expand North Star 2026 ณ ดูไบ

โอกาสทอง Tech Startup ไทย! DITP ชวนบินลัดฟ้าขยายตลาดสู่ตะวันออกกลาง ในงาน Expand North Star 2026 ณ ดูไบ

โอกาสครั้งสำคัญของ Tech Startup ไทย! DITP ชวนร่วมโครงการขยายตลาดสู่ตะวันออกกลาง บินลัดฟ้าเจรจาการค้าและ Pitching ในงาน Expand North Star 2026 ณ นครดูไบ ระหว่างวันที่ 6-11 ธันวาคม 2569 เปิดรับสมัครเพียง 10 รายเท่านั้น เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2569

4 นาที
การขับเคลื่อนนวัตกรรมเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดโลกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

การขับเคลื่อนนวัตกรรมเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดโลกโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

อย. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิด Innovation-Driven Beauty Economy ด้วยการเน้นนวัตกรรม มาตรฐาน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน.

3 นาที
เทรนด์ DITP จับตา ผู้ประกอบการไทยปรับตัว

เทรนด์ DITP จับตา ผู้ประกอบการไทยปรับตัว

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งบริโภคพื้นฐาน แต่กลายเป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพ สะท้อนตัวตน และตอบโจทย์ความยั่งยืน เปิด 3 เทรนด์อาหารโลกที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตา พร้อมแนวทางยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง

8 นาที
กกร. ชง Thailand Content และ Regional Value Content ดึง SME ไทยร่วมซัพพลายเชน FDI รับมือความเสี่ยงการค้าโลก

กกร. ชง Thailand Content และ Regional Value Content ดึง SME ไทยร่วมซัพพลายเชน FDI รับมือความเสี่ยงการค้าโลก

กกร. และ ธปท. เร่งผลักดันการจัดทำฐานข้อมูล Regional Value Content (RVC) และกำหนดเกณฑ์ Thailand Content ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยง Transshipment และรับมือกฎระเบียบการค้าโลก พร้อมใช้เป็นกลไกเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดึง SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

9 นาที
DITP เปิดศูนย์ให้คำปรึกษา ผู้ส่งออกรับมือภาษีสหรัฐฯ

DITP เปิดศูนย์ให้คำปรึกษา ผู้ส่งออกรับมือภาษีสหรัฐฯ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดศูนย์ One Stop Service วันที่ 7 ส.ค. 2568 เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19% พร้อมปรับแผนสนับสนุน SMEs และเร่งมาตรการส่งออกใหม่ทั่วโลก

3 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง