
เปิดโลกนอกที่ทำงาน เติมวัตถุดิบความคิดสร้างสรรค์ สู่มุมมองใหม่ในการทำธุรกิจ
สรุปประเด็น
-
การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ช่วยจุดประกายไอเดีย: การออกจากสภาพแวดล้อมเดิมและทำกิจกรรมนอกเนื้องาน ช่วยเติมวัตถุดิบทางความคิดและสร้างมุมมองใหม่ในการแก้ปัญหา
-
งานอดิเรกคือพื้นที่ทดลองที่ไม่กลัวความผิดพลาด: กิจกรรมยามว่างช่วยให้ฝึกการสังเกต ลองผิดลองถูกอย่างเป็นอิสระ และนำทักษะความยืดหยุ่นกลับมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน
-
การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพคืนสมดุลให้ชีวิต: การกำหนดเวลาพักที่ชัดเจนช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟู สร้างพื้นที่ว่างในหัวเพื่อพร้อมรับข้อมูลใหม่ ๆ
-
องค์กรควรร่วมสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง: การสนับสนุนให้บุคลากรเรียนรู้สิ่งใหม่และเคารพเวลาส่วนตัว ช่วยส่งเสริมทั้งคุณภาพชีวิตและบรรยากาศการสร้างสรรค์นวัตกรรม
ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลง การทุ่มเทเวลาให้กับงานเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของการสร้างผลงานที่มีคุณภาพเสมอไป เพราะการจดจ่ออยู่กับปัญหาเดิมและสภาพแวดล้อมเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้คนทำงานติดอยู่ในกรอบความคิดเดิม จนมองไม่เห็นโอกาสหรือแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหา
หนึ่งในแนวทางที่ช่วยเติมเต็มความคิดสร้างสรรค์ คือการก้าวออกจากพื้นที่คุ้นเคยเพื่อเปิดรับประสบการณ์นอกที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว การชมงานศิลปะ การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ ประสบการณ์เหล่านี้สามารถกลายเป็นวัตถุดิบทางความคิดที่นำมาเชื่อมโยงกับการทำงานได้อย่างคาดไม่ถึง
สำหรับผู้นำองค์กรและคนทำงาน การให้ความสำคัญกับชีวิตนอกเวลางานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการพักผ่อน แต่ยังเป็นอีกแนวทางในการพัฒนามุมมอง ทักษะการแก้ปัญหา และความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุม แต่อาจเริ่มต้นจากประสบการณ์ธรรมดานอกที่ทำงาน ที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งเดิมในมุมที่แตกต่างออกไป
เมื่อการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมช่วยเปิดมุมมองใหม่
การทำงานในรูปแบบเดิมเป็นเวลานานอาจทำให้คนเราคุ้นชินกับวิธีคิดและวิธีแก้ปัญหาแบบเดิม จนบางครั้งมองข้ามทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้ การเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและเปิดรับประสบการณ์ใหม่จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และมุมมองที่หลากหลายขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมงานศิลปะ ท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ หรือทดลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน ประสบการณ์เหล่านี้เปิดโอกาสให้เราได้สังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และนำสิ่งที่พบเห็นมาเชื่อมโยงกับความรู้เดิม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเรื่องราวของ สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ผู้เคยเข้าเรียนวิชาอักษรประดิษฐ์ (Calligraphy) จากความสนใจส่วนตัว แม้ในเวลานั้นจะไม่ได้คาดหวังว่าจะนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในธุรกิจ แต่ภายหลังประสบการณ์นี้กลับมีส่วนสำคัญต่อแนวคิดการออกแบบตัวอักษรบนคอมพิวเตอร์ Macintosh
เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากสายงานหลักอาจกลายเป็นต้นทุนทางความคิดที่มีคุณค่าในอนาคต โดยเฉพาะในโลกธุรกิจที่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงความรู้จากหลายศาสตร์เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค
งานอดิเรก พื้นที่ทดลองความคิดที่ไม่ต้องกลัวความผิดพลาด
ในโลกการทำงาน ทุกการตัดสินใจมักมาพร้อมเป้าหมาย ตัวชี้วัด และความคาดหวัง ทำให้บางครั้งคนทำงานไม่กล้าทดลองสิ่งใหม่ เพราะกังวลว่าความผิดพลาดจะส่งผลต่อผลงานหรือความก้าวหน้าในอาชีพ
ตรงกันข้ามกับกิจกรรมยามว่างที่เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองและเรียนรู้โดยไม่จำเป็นต้องมีผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร งานปั้นดินเผา การเล่นดนตรี หรือการปลูกต้นไม้
งานอดิเรกช่วยสร้างพื้นที่ให้คนทำงานได้ลองผิดลองถูกอย่างเป็นอิสระ พร้อมฝึกความอดทน การสังเกต และการปรับตัวเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ทักษะเหล่านี้สามารถนำกลับมาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้ เช่น การกล้าทดลองแนวทางใหม่ การปรับแผนเมื่อพบอุปสรรค หรือการมองความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้
ในมุมขององค์กร การสนับสนุนให้บุคลากรมีเวลาสำหรับกิจกรรมที่สนใจจึงอาจช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่เปิดกว้างต่อการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนแนวคิดมากขึ้น
การพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ เติมสมดุลให้ชีวิตและการทำงาน
การทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงเวลาพักที่เพียงพอ อาจทำให้คนทำงานรู้สึกเหนื่อยล้าและมีสมาธิลดลง ขณะที่การหยุดพักอย่างเหมาะสมช่วยเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้ฟื้นฟู
แนวคิดเรื่องความสมดุลระหว่างการลงมือทำและการหยุดพัก สามารถเชื่อมโยงกับปรัชญาตะวันออกที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างพลังแห่งการขับเคลื่อนและความสงบนิ่ง
ในแนวคิดเซน มีการเปรียบเทียบจิตใจกับถ้วยชาที่เต็มอยู่ หากต้องการเติมสิ่งใหม่ลงไป จำเป็นต้องมีพื้นที่ว่างเสียก่อน แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้หยุดพัก อาจช่วยให้เราพร้อมรับข้อมูลและมุมมองใหม่ ๆ มากขึ้น
สำหรับคนทำงานในสังคมไทยที่บางครั้งมีเส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงานไม่ชัดเจน การกำหนดเวลาพักอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับครอบครัว พบปะเพื่อนฝูง เดินเล่นในสวน หรือใช้เวลาอยู่กับตัวเอง
ส่วนผู้นำองค์กรสามารถมีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมที่เคารพเวลาส่วนตัวของพนักงาน และส่งเสริมให้การพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพชีวิตในการทำงาน
4 แนวทางเปิดรับประสบการณ์ใหม่ เพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์
การนำแนวคิดเรื่องการเรียนรู้นอกที่ทำงานมาปรับใช้ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกิจกรรมขนาดใหญ่หรือใช้เวลามากเสมอไป คนทำงานและผู้นำองค์กรสามารถเริ่มต้นจากแนวทางง่าย ๆ ที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
1. กำหนดเวลาพักจากงานอย่างแท้จริง
จัดสรรเวลานอกงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2–3 ชั่วโมง โดยไม่เช็กอีเมลหรือข้อความงานระหว่างทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ เพื่อให้ได้พักจากความรับผิดชอบและจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่
2. ทดลองเรียนรู้ทักษะที่แตกต่างจากงานประจำ
หากทำงานด้านข้อมูลหรือการเงิน อาจลองเรียนศิลปะ ดนตรี หรือการเขียนเรื่องสั้น เพื่อเปิดรับวิธีคิดใหม่ ๆ และฝึกทักษะที่ไม่ค่อยได้ใช้ในงานประจำ
3. ออกสำรวจสิ่งแวดล้อมด้วยสายตานักสังเกต
ลองเปลี่ยนเส้นทางเดินทาง แวะชมชุมชนเก่า พิพิธภัณฑ์ หรือตลาดท้องถิ่น สังเกตวิถีชีวิต พฤติกรรมผู้คน และรายละเอียดรอบตัว ซึ่งอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนางานหรือบริการ
4. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในองค์กร
ผู้นำอาจจัดช่วงเวลาสั้น ๆ ให้ทีมงานแบ่งปันงานอดิเรก หนังสือที่อ่าน หรือประสบการณ์ใหม่ที่พบเจอ เพื่อให้เพื่อนร่วมงานได้เรียนรู้มุมมองที่แตกต่างจากกันและกัน
จากประสบการณ์นอกงาน สู่ต้นทุนความคิดสร้างสรรค์ขององค์กร
ในยุคที่ธุรกิจต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงคุณสมบัติของนักออกแบบหรือบุคลากรในสายงานเฉพาะทาง แต่เป็นทักษะที่ช่วยให้คนทำงานทุกระดับสามารถมองเห็นปัญหาและพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ได้
การเปิดรับประสบการณ์นอกที่ทำงานจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มพูนความรู้และมุมมองที่หลากหลาย ทั้งจากการเดินทาง งานอดิเรก การเรียนรู้ข้ามศาสตร์ และการใช้เวลาพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ
สำหรับองค์กร การสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนให้บุคลากรได้เรียนรู้สิ่งใหม่และมีเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัว อาจช่วยส่งเสริมทั้งคุณภาพชีวิตและบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ผลงาน
ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพอาจไม่ได้หมายถึงการใช้เวลาทั้งหมดไปกับงาน แต่คือการรู้จักจัดสรรเวลาให้เหมาะสมระหว่างการลงมือทำ การเรียนรู้ และการพักผ่อน เพราะบางครั้งมุมมองใหม่ที่ช่วยคลี่คลายปัญหายาก ๆ อาจไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุม แต่อาจเริ่มต้นจากประสบการณ์เล็ก ๆ นอกที่ทำงานที่เราไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน
ข้อมูลอ้างอิง:
- DiNardi, G. (2019, February 7). Why You Should Work Less and Spend More Time on Hobbies. Harvard Business Review. https://hbr.org/2019/02/why-you-should-work-less-and-spend-more-time-on-hobbies
- Jachimowicz, J. M., He, J. C., & Arango, J. (2019, November 19). The Unexpected Benefits of Pursuing a Passion Outside of Work. Harvard Business Review. https://hbr.org/2019/11/the-unexpected-benefits-of-pursuing-a-passion-outside-of-work
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนจาก ฮาวเวิร์ด ชูลท์ส: ถอดกรณีศึกษาการเดินทางเปลี่ยนโลกของ สตาร์บัคส์ สู่การสร้างวิสัยทัศน์ผู้นำ
ถอดบทเรียนจาก ฮาวเวิร์ด ชูลท์ส อดีตผู้บริหาร สตาร์บัคส์ กับการเดินทางเยือนมิลานที่เปลี่ยนร้านขายเมล็ดกาแฟเล็กๆ ในซีแอตเทิล สู่การสร้างวัฒนธรรมกาแฟและแนวคิด "บ้านหลังที่สาม" ไปทั่วโลก สะท้อนความสำคัญของการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ เพื่อสร้างปัญญาเชิงบริบทและวิสัยทัศน์ผู้นำที่ยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพ: การเดินทางเยียวยาจิตใจ สู่ความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด
การเดินทางในแต่ละช่วงชีวิตไม่ได้เป็นเพียงแค่การย้ายตําแหน่งทางภูมิศาสตร์เพื่อการพักผ่อน แต่ยังเป็นกระบวนการอันทรงพลังในการฟื้นฟูสุขภาวะทางจิตใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์อันลึกซึ้ง ในยุคปัจจุบันที่พนักงานและผู้ประกอบการต้องเผชิญกับแรงกดดันและความจำเจในที่ทำงานจนเกิดภาวะ สมองล้า (Cognitive Fatigue)
