Micro-Retirement เทรนด์ใหม่คนไทย 83% อยากพักงานระยะสั้น แต่ความพร้อมทางการเงินยังเป็นโจทย์ใหญ่

Micro-Retirement เทรนด์ใหม่คนไทย 83% อยากพักงานระยะสั้น แต่ความพร้อมทางการเงินยังเป็นโจทย์ใหญ่

สรุปประเด็น

  • ผลสำรวจชี้คนไทย 68% สนใจเกษียณแบบยืดหยุ่น โดย 83% เปิดรับ Micro-Retirement หรือการพักงานระยะสั้น 3 เดือนถึง 1 ปีเพื่อใช้ชีวิต

  • แนวคิด Unretirement กำลังมาแรงโดย 69% สนใจกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเกษียณ เพื่อรักษารายได้ ลดแรงกดดัน หรือเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ

  • พบช่องว่าง Flex-Ready Gap โดยส่วนใหญ่ยังขาดความพร้อมทางการเงิน มีเพียง 27% ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายเกษียณชัดเจน

  • การพักงานระยะสั้นมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ อายุยืน ความผันผวนของตลาด และพฤติกรรมการลงทุน จึงต้องวางแผนการเงินและ Glide Path ให้รอบด้าน

ผลสำรวจ T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 เผยคนไทย 68% สนใจการเกษียณแบบยืดหยุ่น และ 83% เปิดรับ Micro-Retirement ขณะที่ 69% สนใจ Unretirement สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเกษียณตามอายุ สู่การออกแบบชีวิตการทำงานตามเป้าหมายของแต่ละคน

การเกษียณกำลังเปลี่ยนจากการหยุดทำงานเมื่ออายุครบ 60 ปี ไปสู่การมีอิสระเลือกว่าจะทำงาน พัก หรือกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อใด แต่ความยืดหยุ่นดังกล่าวต้องมาพร้อมแผนการเงินที่รองรับช่วงไม่มีรายได้ ค่าใช้จ่ายระยะยาว และความเสี่ยงจากการลงทุน

Micro-Retirement เมื่อการเกษียณไม่จำเป็นต้องรอถึงอายุ 60 ปี

ภาพจำของการเกษียณแบบเดิมคือการทำงานต่อเนื่องจนถึงอายุประมาณ 60 ปี ก่อนหยุดทำงานและใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างเต็มตัว แต่สำหรับคนวัยทำงานยุคใหม่ แนวคิดดังกล่าวอาจไม่ใช่เส้นทางเดียวอีกต่อไป

คนทำงานจำนวนหนึ่งเริ่มมองหาวิธีจัดสรรเวลาให้ชีวิตมีความสมดุลมากขึ้น ทั้งการทำงาน การพักฟื้นสุขภาพ การดูแลครอบครัว และการเดินทาง โดยไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวัยเกษียณตามกรอบเดิม

หนึ่งในแนวคิดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือ Micro-Retirement หรือการเว้นช่วงจากการทำงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ โดยอาจใช้เวลาประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้เวลากับเรื่องสำคัญในชีวิต ก่อนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

ผลสำรวจ T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 ซึ่งสำรวจคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,000 คนทั่วประเทศ พบว่า 68% ของคนไทยวัยทำงานสนใจแนวทางการเกษียณที่มีความยืดหยุ่น มากกว่าการเกษียณตามรูปแบบดั้งเดิม

ตัวเลขนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของมุมมองต่อชีวิตการทำงาน โดยผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่าจะเกษียณเมื่ออายุเท่าไร แต่ต้องการมีอิสระในการกำหนดจังหวะชีวิตให้เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเอง

จากเกษียณตามอายุ สู่การออกแบบชีวิตตามเป้าหมาย

ผลสำรวจพบว่า 51% ของคนไทยมองว่าอายุเกษียณควรถูกกำหนดจากการวางแผนส่วนบุคคล มากกว่าการยึดอายุที่กำหนดไว้ตายตัว ขณะที่ 66% เห็นว่าแนวทางการเกษียณแบบเดียวไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน เพราะแต่ละคนมีฐานะทางการเงิน สุขภาพ ภาระครอบครัว และเป้าหมายชีวิตแตกต่างกัน

ซอง-ฮัน ลี (Zong-Han Lee) Senior Director, Southeast Asia Intermediary Distribution จาก T. Rowe Price มองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าคนไทยต้องการเกษียณเร็วขึ้นหรือช้าลงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังต้องการให้การเกษียณสอดคล้องกับชีวิตของตนเองมากขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเกษียณกำลังเปลี่ยนจาก Age Milestone หรือหมุดหมายตามอายุ ไปสู่ Personal Milestone หรือหมุดหมายส่วนบุคคลที่แต่ละคนกำหนดได้เอง

แนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนทำงานในกรุงเทพฯ แต่พบในทุกภูมิภาคของไทย โดยสัดส่วนผู้ที่สนใจการเกษียณแบบยืดหยุ่นอยู่ระหว่าง 59% ในภาคตะวันออก และ 78% ในภาคตะวันตก

ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความต้องการออกแบบชีวิตการทำงานอย่างยืดหยุ่นเป็นประเด็นที่ธุรกิจและสถาบันการเงินควรทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องพัฒนาสวัสดิการ รูปแบบการจ้างงาน และผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการของคนแต่ละช่วงวัย

คนไทย 83% สนใจ Micro-Retirement พักงานเพื่อคืนเวลาให้ชีวิต

ประเด็นที่โดดเด่นจากผลสำรวจคือ 83% ของคนไทยวัยทำงานสนใจ Micro-Retirement โดยระยะเวลาที่มองว่าเหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 3 เดือนถึง 1 ปี

เป้าหมายของการพักงานมีตั้งแต่การดูแลสุขภาพ ใช้เวลากับครอบครัว เดินทาง ไปจนถึงการฟื้นฟูพลังและกลับมาทบทวนทิศทางชีวิตการทำงาน

เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลเบื้องหลัง พบว่า

  • 61% ต้องการรักษาสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน (Work-Life Balance)

  • 58% ต้องการลดแรงกดดันจากการทำงานและฟื้นฟูสุขภาพ

  • 50% ระบุว่าต้องการมีสินทรัพย์สะสมอย่างน้อย 2 ล้านบาทก่อนตัดสินใจลาออกเพื่อพักงานระยะสั้น

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า Micro-Retirement ไม่ได้มีความหมายเพียงการหยุดทำงานชั่วคราว แต่เป็นการจัดสรรเวลาใหม่ให้กับชีวิต อย่างไรก็ตาม การหยุดงานยังหมายถึงการหยุดหรือสูญเสียรายได้ประจำในช่วงหนึ่ง จึงต้องพิจารณาความพร้อมทางการเงินควบคู่กัน

สำหรับคนทำงาน การตัดสินใจพักงานจึงควรเริ่มจากการประเมินค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เงินสำรองฉุกเฉิน ภาระหนี้สิน ความคุ้มครองด้านสุขภาพ และแผนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน มากกว่าพิจารณาจากจำนวนเงินออมเพียงอย่างเดียว

Unretirement เมื่อวัยเกษียณยังเป็นโอกาสเริ่มต้นใหม่

นอกจาก Micro-Retirement ซึ่งเป็นการพักงานระหว่างเส้นทางอาชีพแล้ว อีกหนึ่งแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจคือ Unretirement หรือการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเกษียณ ทั้งในรูปแบบงานเต็มเวลา งานพาร์ทไทม์ หรือการเริ่มต้นเส้นทางอาชีพใหม่

ผลสำรวจพบว่า 69% ของคนไทยสนใจ Unretirement ขณะที่ 53% สนใจรูปแบบชีวิตที่สลับระหว่างช่วงทำงานและหยุดพักตลอดเส้นทางชีวิต

เหตุผลสำคัญประกอบด้วย

  • 60% สนใจกลับมาทำงานเพื่อรักษารายได้อย่างต่อเนื่อง

  • 52% ต้องการลดแรงกดดันทางการเงิน

  • 46% มองว่าการกลับมาทำงานเป็นโอกาสทดลองงานหรือประสบการณ์ใหม่ที่ตรงกับความสนใจมากขึ้น

  • 41% สนใจเริ่มต้นหรือทำธุรกิจขนาดเล็กของตนเองหลังออกจากงานประจำ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ สัดส่วนคนไทยที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจหลังเกษียณอยู่ที่ 41% เทียบกับ 15% ในสิงคโปร์ สะท้อนมิติของการเป็นผู้ประกอบการที่ปรากฏในผลสำรวจของไทย

สำหรับคนวัยเกษียณ การกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานจึงอาจไม่ได้หมายถึงการกลับไปทำงานในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมาใช้ในเส้นทางใหม่ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ปรึกษา งานอิสระ หรือธุรกิจขนาดเล็ก

ขณะเดียวกัน 45% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า หากต้องพักจากการทำงาน ก็พร้อมกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานทันทีหรือภายใน 3–6 เดือน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าคนจำนวนหนึ่งยังต้องการเชื่อมโยงกับโลกการทำงาน แม้จะไม่ได้ต้องการทำงานต่อเนื่องในรูปแบบเดิมตลอดชีวิต

Flex-Ready Gap ช่องว่างระหว่างชีวิตที่ต้องการกับเงินที่มี

แม้คนไทยจำนวนมากจะเปิดรับการเกษียณแบบยืดหยุ่น แต่ความต้องการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีความพร้อมทางการเงินเพียงพอ

ผลสำรวจสะท้อนช่องว่างที่เรียกว่า Flex-Ready Gap หรือความแตกต่างระหว่างความต้องการมีอิสระในการทำงานและการเกษียณ กับความพร้อมทางการเงินที่จะรองรับทางเลือกเหล่านั้น

เมื่อถามถึงชีวิตหลังเกษียณ 43% ของคนไทยต้องการรักษาระดับการใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับปัจจุบัน และอีก 43% คาดหวังว่าจะมีชีวิตที่สะดวกสบายกว่าเดิม รวมแล้ว 86% ต้องการรักษาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังดังกล่าวต้องอาศัยเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน

ผลสำรวจระบุว่า

  • 53% มองว่าต้องมีเงินประมาณ 3–10 ล้านบาท เพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสบายใจ

  • 71% เชื่อว่าต้องมีสินทรัพย์สะสมประมาณ 3–25 ล้านบาท

  • มีเพียง 31% ที่รู้จำนวนเงินเป้าหมายสำหรับการเกษียณของตนเองอย่างชัดเจน

  • 59% รู้เพียงคร่าว ๆ ว่าต้องมีเงินเท่าไร

  • 10% ไม่ทราบตัวเลขเป้าหมายเลย

เมื่อเจาะเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเกษียณแบบยืดหยุ่น มีเพียง 49% ที่รู้สึกว่าตนเองมีความพร้อมทางการเงิน และเพียง 27% ที่รู้ตัวเลขเป้าหมายทางการเงินของตัวเองอย่างชัดเจน

ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นโจทย์สำคัญของการวางแผนเกษียณยุคใหม่ เพราะการมีอิสระเลือกว่าจะหยุดทำงานเมื่อใด จำเป็นต้องมีแผนรองรับทั้งช่วงที่ไม่มีรายได้และค่าใช้จ่ายหลังเกษียณในระยะยาว

ความพร้อมทางการเงินจึงไม่ใช่แค่การมีเงินก้อนใหญ่ แต่คือการรู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร เงินจะมาจากไหน และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตได้มากน้อยเพียงใด

4 ความเสี่ยงทางการเงินที่ต้องประเมินก่อนพักงาน

Micro-Retirement อาจช่วยให้คนทำงานมีเวลาให้กับสุขภาพและเป้าหมายชีวิตมากขึ้น แต่ในมุมการเงิน การหยุดสร้างรายได้แม้เพียงไม่กี่เดือนก็อาจกระทบเงินออมและแผนการลงทุนระยะยาวได้ ความเสี่ยงสำคัญที่ควรพิจารณามี 4 ด้าน

1. เงินเฟ้อ: เงินจำนวนเดิมอาจไม่เพียงพอในอนาคต

ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามเวลา หากวางแผนจากค่าใช้จ่ายในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว เงินที่คิดว่าเพียงพอสำหรับการเกษียณอาจมีกำลังซื้อลดลงในอนาคต การคำนวณเป้าหมายจึงควรคำนึงถึงเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัย

2. อายุยืน: ต้องเตรียมเงินให้ครอบคลุมช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น

เมื่อระยะเวลาหลังเกษียณยาวนานขึ้น เงินออมต้องรองรับค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและการดูแลระยะยาว การวางแผนจึงควรเผื่อสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินนานกว่าที่คาดไว้

3. ความผันผวนของตลาดทุน: ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามแผนเสมอไป

ผู้ที่นำเงินออมไปลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด หากจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาใช้ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง อาจทำให้มูลค่าพอร์ตลดลงและกระทบความสามารถในการฟื้นตัวของเงินลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีรายได้ประจำ

4. พฤติกรรมการลงทุน: อารมณ์อาจทำให้ตัดสินใจผิดจังหวะ

ความกลัวเมื่อตลาดปรับตัวลง หรือความคาดหวังเมื่อตลาดปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจโดยใช้อารมณ์มากกว่ากลยุทธ์ระยะยาว จนเกิดพฤติกรรมซื้อสินทรัพย์ในราคาสูงและขายในราคาต่ำ การมีแผนลงทุนที่ชัดเจนและทบทวนตามสถานการณ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง

Glide Path ปรับแผนลงทุนให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงชีวิต

เมื่อเส้นทางการทำงานและการเกษียณมีความยืดหยุ่นมากขึ้น การวางแผนการเงินก็ไม่ควรเป็นแผนที่กำหนดเพียงครั้งเดียวแล้วใช้เหมือนเดิมตลอดชีวิต

แนวคิดหนึ่งที่สามารถนำมาพิจารณาได้คือ Glide Path ซึ่งหมายถึงการปรับสัดส่วนการลงทุนตามช่วงชีวิต ระยะเวลาที่ต้องใช้เงิน และระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้

ในช่วงที่ยังมีเวลาสะสมเงินทุนระยะยาว ผู้ลงทุนอาจพิจารณาสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตและรับความผันผวนได้ตามความเหมาะสม ขณะที่เมื่อใกล้ถึงช่วงที่ต้องใช้เงิน การรักษาสภาพคล่องและลดความเสี่ยงจากความผันผวนอาจมีความสำคัญมากขึ้น

สำหรับผู้ที่วางแผนทำ Micro-Retirement การเตรียมเงินสำหรับช่วงพักงานควรแยกจากเงินลงทุนระยะยาวให้ชัดเจน โดยพิจารณาเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นตลอดช่วงที่ไม่มีรายได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องขายสินทรัพย์ระยะยาวในเวลาที่ไม่เหมาะสม

เมื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานและมีรายได้อีกครั้ง แผนการเงินก็สามารถปรับตามสถานการณ์ใหม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้ สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน ภาระค่าใช้จ่าย และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล จึงไม่มีสูตรเดียวที่เหมาะกับทุกคน

ธุรกิจและสถาบันการเงินต้องเข้าใจการเกษียณรูปแบบใหม่

แนวโน้ม Micro-Retirement และ Unretirement ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะพฤติกรรมของคนทำงาน แต่ยังสร้างโจทย์ให้ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินต้องทบทวนวิธีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับองค์กร การทำความเข้าใจเรื่องความยืดหยุ่นอาจเชื่อมโยงกับการออกแบบรูปแบบการทำงาน สวัสดิการ และแนวทางรักษาบุคลากรที่มีประสบการณ์ ส่วนธุรกิจบริการทางการเงินมีโอกาสพัฒนาเครื่องมือช่วยวางแผนเงินออม การบริหารกระแสเงินสด และการเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงที่รายได้ไม่ต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหลังเกษียณอาจสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจที่ต้องการบุคลากรที่มีประสบการณ์ รวมถึงธุรกิจขนาดเล็กที่เปิดพื้นที่ให้ผู้สูงวัยนำความรู้และทักษะมาต่อยอดเป็นอาชีพหรือกิจการของตนเอง

อย่างไรก็ตาม โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนเมื่อการออกแบบทางเลือกด้านการทำงานและการเงินสอดคล้องกับความต้องการจริงของแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่เพียงการนำคำว่าเกษียณแบบยืดหยุ่นมาใช้เป็นกระแสทางการตลาด

อนาคตของการเกษียณ คือการมีอิสระเลือกเส้นทางชีวิต

ผลสำรวจ T. Rowe Price Thailand Retirement Survey 2026 สะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากเริ่มมองการเกษียณในมุมที่ต่างจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการพักงานระยะสั้นผ่าน Micro-Retirement การกลับมาทำงานหลังเกษียณผ่าน Unretirement หรือการสลับระหว่างช่วงทำงานและหยุดพักตามเป้าหมายชีวิต

แต่ความต้องการมีอิสระมากขึ้นก็มาพร้อมความรับผิดชอบในการวางแผนที่มากขึ้นเช่นกัน เพราะการพักงานโดยไม่มีแผนรองรับอาจกระทบเงินออมและความมั่นคงในระยะยาวได้

ท้ายที่สุด การเกษียณอาจไม่ใช่เพียงวันที่คนคนหนึ่งหยุดทำงานเมื่อถึงอายุที่กำหนด แต่เป็นวันที่มีความพร้อมมากพอที่จะเลือกได้ว่าจะทำงานต่อ พักเพื่อดูแลชีวิต หรือกลับมาเริ่มต้นเส้นทางใหม่

อิสระในการเลือกจังหวะชีวิตจึงไม่ได้เริ่มต้นในวันที่ลาออกหรือเกษียณ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจเป้าหมายของตัวเอง และวางแผนการเงินให้รองรับทางเลือกเหล่านั้นตั้งแต่วันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก.ล.ต. เปิดทบทวนกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รอบ 5 ปี — โอกาสปรับโครงสร้างการออมระยะยาวของประเทศ

ก.ล.ต. เปิดทบทวนกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รอบ 5 ปี — โอกาสปรับโครงสร้างการออมระยะยาวของประเทศ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นการทบทวนตามรอบ 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด

7 นาที
ธนาคารกรุงเทพชู Resilient Wealth เปิด Investment Plan ดัน DCA สร้างวินัยการลงทุน รับมือความผันผวน

ธนาคารกรุงเทพชู Resilient Wealth เปิด Investment Plan ดัน DCA สร้างวินัยการลงทุน รับมือความผันผวน

ธนาคารกรุงเทพ ชูกลยุทธ์ "Resilient Wealth" รับมือความผันผวนเศรษฐกิจ ส่งฟีเจอร์ Investment Plan หนุนการลงทุนแบบ DCA ตัดเงินอัตโนมัติสะสมกองทุนรวม ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน ลดความเสี่ยงตลาด และเพิ่มความผูกพันกับผู้ใช้บริการ

9 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง