
กกพ. อนุมัติปรับขึ้นค่า FT งวด ก.ย.-ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าครัวเรือนและธุรกิจ
สรุปประเด็น
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ข้อสรุปสำหรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่า Ft งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 โดยตัดสินใจคงอัตราไว้ที่ 39.72 สตางค์ต่อหน่วย เท่ากับงวดก่อนหน้า ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่เรียกเก็บจริงปรับลดลงเล็กน้อยจาก 4.18 บาท เหลือ 4.15 บาทต่อหน่วย ถือเป็นข่าวดีที่ผิดจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นประเด็นที่ผู้บริหารองค์กรควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการวางแผนต้นทุนพลังงานในไตรมาสสุดท้ายของปี
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 สถานการณ์ดูจะไม่สู้ดีนัก เมื่อ ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. เปิดเผยว่าคณะกรรมการได้เห็นชอบทางเลือกในการคำนวณค่า Ft ถึง 3 แนวทาง ซึ่งบางแนวทางอาจทำให้ค่าไฟฟ้ารวมพุ่งสูงถึง 4.65-6.01 บาทต่อหน่วย อันเป็นผลจากภาระต้นทุนค้างจ่ายของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่สะสมมาต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลอย่างมากในหมู่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดภาครัฐเลือกแนวทางที่ลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด โดยกลไกสำคัญที่ทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้นตามที่เคยมีการเสนอ คือการนำ เงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนกว่า 16,127 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.04 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยหักลบภาระต้นทุน ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงต้องแบกรับต้นทุนคงค้างสะสม (AF) อีกกว่า 31,268 ล้านบาท ไว้ก่อน สะท้อนให้เห็นว่าการตรึงราคาในครั้งนี้เป็นการบริหารจัดการภาระหนี้ระหว่างหน่วยงานรัฐ มิใช่การหายไปของต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งนักลงทุนและผู้บริหารองค์กรควรจับตาว่าภาระคงค้างนี้จะถูกทยอยผลักกลับมาสู่ผู้ใช้ไฟฟ้าในงวดถัดๆ ไปหรือไม่
สำหรับภาคธุรกิจขนาดใหญ่และองค์กรที่มีต้นทุนพลังงานเป็นสัดส่วนสำคัญของงบดำเนินงาน การที่ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้นตามที่เคยมีความเสี่ยงถึง 6 บาทต่อหน่วย ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความไม่แน่นอนด้านต้นทุนในการวางแผนงบประมาณช่วงปลายปี และเอื้อต่อการควบคุมราคาสินค้าและบริการไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามแรงกดดันด้านพลังงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังภาพรวมของเงินเฟ้อและกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ
การที่ค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้นตามที่เคยมีความเสี่ยงถึง 6 บาทต่อหน่วย ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดความไม่แน่นอนด้านต้นทุนในการวางแผนงบประมาณช่วงปลายปี

ในส่วนของผู้ประกอบการ SME แม้จะไม่มีการวิเคราะห์ผลกระทบโดยตรงจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ในงวดนี้ แต่โดยหลักการแล้วการคงอัตราค่าไฟย่อมเป็นปัจจัยบวกเช่นเดียวกัน เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันต้นทุนดำเนินงานที่ผู้ประกอบการรายย่อยมักมีความอ่อนไหวสูงกว่าองค์กรขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานที่หลากหลายกว่า
โดยสรุป มติของ กกพ. ในการคงค่า Ft และลดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลงเล็กน้อยสำหรับงวดกันยายน-ธันวาคม 2567 นับเป็นการบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานให้กับทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจในระยะสั้น ทว่าโครงสร้างหนี้สะสมของ กฟผ. ที่ยังคงค้างอยู่หลักหลายหมื่นล้านบาท ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ผู้บริหารองค์กรและนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกลายเป็นแรงกดดันให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นในงวดถัดไปได้หากไม่มีการบริหารจัดการภาระหนี้อย่างเป็นระบบ
โครงสร้างหนี้สะสมของ กฟผ. ที่ยังคงค้างอยู่หลักหลายหมื่นล้านบาท ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ผู้บริหารองค์กรและนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกลายเป็นแรงกดดันให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นในงวดถัดไปได้หากไม่มีการบริหารจัดการภาระหนี้อย่างเป็นระบบ
ข้อมูลอ้างอิง:
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน - ERC. (ม.ป.ป.). อัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (FT). สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน - ERC. https://www.erc.or.th/th/automatic
- สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว. (2567, 12 กรกฎาคม). ส่อเค้าอ่วม! กกพ.เคาะ 3 ทางเลือก ‘ค่าไฟ’ งวด ก.ย.-ธ.ค.67 พุ่งแตะ 4.65-6.01 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน 4.18 บาท วันที่ 12 ก.ค.67 ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เปิดเผยว่า กกพ.เห็นชอบการคำนวณประมาณการค่าเอฟที สำหรับงวดเดือน กันยายน ถึง เดือนธันวาคม 2567 ใน 3 ทางเลือก. X. https://x.com/sorrayuth9111/status/1811637801911484553
