ยักษ์พลังงานไทยเร่งเครื่องโซลาร์ฟาร์ม: เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญา แต่คือแผนธุรกิจ

ยักษ์พลังงานไทยเร่งเครื่องโซลาร์ฟาร์ม: เมื่อ Net Zero ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญา แต่คือแผนธุรกิจ

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

ตรมาสที่สามของปี 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมพลังงานไทย เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IRPC, BGRIM และ TSE ต่างประกาศหรือเดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่พร้อมกัน นับเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในไทยได้เข้าสู่เฟสที่จริงจังมากกว่าที่เคยเป็นมา

สิ่งที่น่าสังเกตไม่ใช่แค่ขนาดของการลงทุน แต่คือ โครงสร้างเชิงกลยุทธ์ ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนข้ามกลุ่มธุรกิจ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ หรือการดึงเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาเสริมความสามารถในการแข่งขัน ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าเป้าหมาย Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ได้กลายเป็น แกนกลางของแผนธุรกิจ ที่สร้างผลตอบแทนได้จริง

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกการเคลื่อนไหวของผู้เล่นสำคัญทั้งสามราย วิเคราะห์ว่าใครวางหมากอย่างไร และตลาดพลังงานสะอาดของไทยกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

IRPC + GPSC: เมื่อสองยักษ์ปิโตรเคมีผนึกกำลังสร้างฟาร์มแสงอาทิตย์ 98 เมกะวัตต์

ในเดือนกรกฎาคม 2569 IRPC ได้ผนึกกำลังกับ GPSC (Global Power Synergy) เดินหน้าโครงการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มขนาดกำลังการผลิต 98 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 716 ไร่ ในจังหวัดสงขลา (InfoQuest, 2569)

การร่วมทุนระหว่างสองบริษัทในเครือ PTT Group นี้มีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้าง GPSC มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตไฟฟ้า ขณะที่ IRPC มีศักยภาพด้านที่ดินและโครงสร้างพื้นฐาน การจับคู่ดังกล่าวจึงเป็นการใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว

โครงการโซลาร์ฟาร์ม 98 เมกะวัตต์ของ IRPC-GPSC ในสงขลา เป็นหนึ่งในโครงการร่วมทุนขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม PTT และเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนจากธุรกิจปิโตรเคมีสู่พลังงานสะอาด

การลงทุนนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายคาร์บอนต่ำของประเทศ และจะช่วยเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบผลิตไฟฟ้าของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

BGRIM: จาก 84 เมกะวัตต์ในไทย สู่ 28 ล้านดอลลาร์ต่อปีในเวียดนาม

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM อาจเป็นผู้เล่นที่มีกลยุทธ์การขยายตัวรอบด้านมากที่สุดในบรรดาทั้งสามราย

ในประเทศ BGRIM ร่วมกับ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาด 84 เมกะวัตต์ โดยระยะแรกของโครงการมุ่งลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 54,000 ตันต่อปี (Siam City Cement, 2024) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการจับคู่ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้ากับภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการพลังงานสูง อุตสาหกรรมซีเมนต์เป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ปล่อยคาร์บอนสูงที่สุด การมีโซลาร์ฟาร์มของตนเองจึงเป็นทั้งการลดต้นทุนและการตอบโจทย์ ESG พร้อมกัน

ในต่างประเทศ โครงการ Phu Yen TTP ในเวียดนามสร้าง รายได้ราว 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี (B.Grimm Power, 2022) — ตัวเลขที่พิสูจน์ว่าการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่สร้างกระแสเงินสดได้จริง

BGRIM ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานสะอาดให้ทะลุ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ภายใต้แผน Green Leap Global (B.Grimm Power, 2024) ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทอย่างสิ้นเชิง

เป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ ถูกประกาศภายใต้แผน Green Leap Global ซึ่งครอบคลุมการศึกษาการลงทุนในพลังงานลมและโซลาร์ลอยน้ำ นอกจากนี้ BGRIM ยังเสนอให้ประเทศไทยพิจารณานำโมเดล EPC Financing (Engineering, Procurement and Construction Financing) มาปรับใช้ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้โครงการพลังงานขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้เร็วขึ้น ลดอุปสรรคในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดในระดับประเทศ

TSE + Sungrow: ดึงเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ระดับโลกเสริมแกร่งพอร์ตโฟลิโอ

บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE เลือกวิธีที่แตกต่างออกไปในการเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยผนึกกำลังกับ Sungrow ผู้ผลิตโซลาร์อินเวอร์เตอร์ชั้นนำระดับโลก เพื่อจัดหาอุปกรณ์รองรับแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รอบใหม่ (InfoQuest, 2569)

อินเวอร์เตอร์เป็นหัวใจสำคัญของระบบโซลาร์เซลล์ ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าตรงจากแผงโซลาร์ให้เป็นกระแสสลับที่ใช้งานได้จริง ประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้และระยะเวลาคืนทุน การเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีเทคโนโลยีชั้นนำจึงเป็นการวางรากฐานคุณภาพตั้งแต่ต้น

กลยุทธ์ของ TSE สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดโซลาร์ไม่ได้อยู่แค่ที่ขนาดของโครงการ แต่อยู่ที่ ประสิทธิภาพการผลิตและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง

เมื่อ "สีเขียว" กลายเป็นสินทรัพย์: นัยสำคัญต่อนักลงทุนและอุตสาหกรรม

การเคลื่อนไหวพร้อมกันของผู้เล่นสำคัญทั้งสามรายในช่วงเวลาเดียวกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อน โครงสร้างแรงจูงใจที่เปลี่ยนไป ของตลาดทุนและระเบียบข้อบังคับที่ผลักดันให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องแสดงเส้นทางสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

  • นักลงทุนสถาบัน ทั่วโลกให้น้ำหนักสินทรัพย์สีเขียวมากขึ้น ทำให้บริษัทที่มีพอร์ตพลังงานสะอาดเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ง่ายกว่า
  • ภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องการลดต้นทุนพลังงานระยะยาวและรายงาน ESG ให้คู่ค้าต่างประเทศ มีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการทำสัญญา PPA (Power Purchase Agreement) กับผู้ผลิตพลังงานสะอาด
  • การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ในตลาดโซลาร์จะเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วย

บทสรุป: Net Zero ไม่รอ — และผู้ที่เริ่มเร็วกว่ามีได้เปรียบ

การลงทุนโซลาร์ฟาร์มระลอกใหม่ของบริษัทพลังงานไทยในปี 2569 ไม่ใช่แค่การปฏิบัติตามเทรนด์โลก แต่เป็นการวางรากฐานของโครงสร้างธุรกิจที่จะยืนหยัดได้ในทศวรรษหน้า ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์อย่าง IRPC-GPSC การกระจายรายได้ข้ามพรมแดนอย่าง BGRIM หรือการสร้างความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคอย่าง TSE ต่างมีตรรกะทางธุรกิจที่ชัดเจนและวัดผลได้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อจากนี้คือ ความเร็วในการออกใบอนุญาต ซึ่งยังเป็นคอขวดสำคัญในการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดของไทย และ นโยบายรับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff / VSPP) ที่จะกำหนดความน่าดึงดูดของการลงทุนในระยะยาว

สำหรับนักลงทุนและผู้บริหารธุรกิจ คำถามไม่ใช่ว่า "ควรมองพลังงานสะอาดหรือไม่" แต่คือ "จะสายเกินไปหรือเปล่าถ้ายังไม่เริ่ม"

ข้อมูลอ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง