
CBAM & EUDR: กำแพงที่ล่องหนของยุโรป ที่ผู้ส่งออกไทยต้องข้ามให้ได้
สรุปประเด็น
ปี 2568 สหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 ของไทย มีมูลค่ากว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.7 แสนล้านบาท)หรือคิดเป็น 8% ของการส่งออกทั้งหมด โดยโครงสร้างตลาดส่งออกไทยปี 2568 ประกอบด้วย อาเซียน 21.6%, สหรัฐอเมริกา 21.3%, จีน 11.7%, สหภาพยุโรป 7.8%, ญี่ปุ่น 6.9% และอื่นๆ 30.7% รวมมูลค่าส่งออกทั้งหมด 339.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
EU ไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่ แต่คือ Benchmark มาตรฐานสูง ที่หากผ่านได้ จะเปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียมอื่นๆ ทั่วโลกตามมา คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า "ไทยรักษาตลาด EU ได้ไหม" แต่คือ "ภาคเอกชนไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับกติกาการค้าโลกยุคใหม่?"
CBAM คืออะไร และกระทบใครบ้าง?
Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) คือกลไกเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนจากสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยมีเป้าหมายให้สินค้าจากนอก EU ต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนเทียบเท่ากับผู้ผลิตใน EU
กลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่กระทบหลัก:
เหล็กและเหล็กกล้า — มากกว่า 80% ของการส่งออกเหล็กไทยไป EU ผลิตจากเตาหลอมสูง (Blast Furnace) ซึ่งมี Carbon Intensity สูงกว่าเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) มาก ทำให้ต้องแบกรับค่า CBAM สูง ทางออกคือการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Footprint of Product (CFP) ที่ต้องรายงานอย่างโปร่งใส SME ในอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องวางแผนลงทุนด้านพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน
อะลูมิเนียม — เป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ที่มีความเสี่ยงจาก CBAM โดย 95% ของอะลูมิเนียมไทยมี Carbon Intensity สูง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ทางออกคือการเร่งใช้ "Recycled Aluminium" ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ามาก
ซีเมนต์และปูนซีเมนต์ — เผชิญแรงกดดันจาก CBAM เช่นกัน แต่มีทางเลือกในการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกและปรับกระบวนการผลิตให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลง
อัญมณีและเครื่องประดับ — ต้องเร่งพัฒนาระบบ Responsible Sourcing และการใช้วัตถุดิบที่มีความยั่งยืนตามมาตรฐานสากล เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันในตลาด EU ระยะยาว
EUDR: อีกหนึ่งกำแพงที่ท้าทายกว่าที่คิด
EU Deforestation Regulation (EUDR) กำหนดให้สินค้าที่ส่งออกไปยุโรปต้องพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้มาจากพื้นที่ที่ตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งกระทบสินค้าเกษตรสำคัญของไทยโดยตรง
ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง — เป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะสวนยางไทยหลายแห่งยังขาดระบบ Traceability ที่ชัดเจน มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) กำลังกลายเป็นใบเบิกทางสำคัญ แต่ SME ขนาดเล็กยังเข้าถึงได้ยาก
เฟอร์นิเจอร์ — มีระบบห่วงโซ่อุปทานหลายชั้นซับซ้อน การตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งวัตถุดิบป่าไม้เป็นความท้าทายสำคัญ ต้องการทั้งเงินทุนและระบบดิจิทัลสนับสนุน
ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และสินค้าเกษตรอื่นๆ — มีการส่งออกปาล์มน้ำมันไป EU ไม่สูง แต่แรงกดดันเรื่อง Geolocation ที่ต้องระบุพิกัดแปลงปลูกแต่ละแปลงกว่า 30,000 ครัวเรือน เป็นความท้าทายด้านโลจิสติกส์ข้อมูลที่ยิ่งใหญ่ ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากสภา RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) และแพลตฟอร์ม FieldFlex
บทบาทภาครัฐ: โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลคือกุญแจ
กรมการวิเคราะห์และพัฒนาเศรษฐกิจ (ARDA) กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ผ่านแพลตฟอร์ม LANDX ของ GISTDA และ Deforestation-Free Analysis ของ NECTEC เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ของตนได้รวดเร็ว
ประเมินความเสี่ยง: ไทยถูกจัดเป็น ประเทศความเสี่ยงต่ำ (Low Risk) ภายใต้ EUDR ซึ่งช่วยลดภาระในการตรวจสอบสินค้าเกษตรส่งออกไปยุโรปได้บางส่วน
3 ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์จาก สนค.
01 — การเร่งปรับปรุงกฎหมายและลดขั้นตอน (Regulatory Guillotine) เพื่อลดกระบวนการขอรับรองสิ่งแวดล้อม ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงมาตรฐานสากลได้รวดเร็วขึ้น
02 — การพัฒนากลไกการเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME ที่ต้องการลงทุนในระบบพลังงานสะอาด การปรับกระบวนการผลิต และการพัฒนา Traceability
03 — การจัดตั้ง National Data Platform ที่เชื่อมโยงข้อมูลที่ดิน การปล่อยคาร์บอน และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและต้นทุนของผู้ประกอบการในการรายงานและรับรองมาตรฐาน
มุมมองนักธุรกิจ: ปรับเชิงรุก ดีกว่ารอจนถูกบังคับ
ไทยอยู่ในจุดที่ยังมีเวลาปรับตัว แต่หน้าต่างนี้กำลังแคบลงทุกวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ขึ้นอยู่กับ EU มากกว่า 20% ของรายได้ควรเริ่มต้นทันที ด้วย 3 ขั้นตอนเร่งด่วน:
-
วัดคาร์บอนฟุตพรินท์ ของสินค้าและกระบวนการผลิตทันที
-
สร้างระบบ Traceability ที่พิสูจน์แหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ทุกขั้นตอน
-
ลงทุนในพลังงานสะอาด เพื่อลด Carbon Intensity ก่อนที่ CBAM จะเต็มรูปแบบ
"CBAM และ EUDR ไม่ใช่แค่กฎระเบียบ แต่คือสัญญาณว่าโลกกำลังตั้งราคาใหม่ให้กับคาร์บอน — ผู้ที่ปรับตัวได้ก่อนจะได้ Green Premium ส่วนที่ปรับตัวช้าจะต้องจ่าย Carbon Tax แทน"
ที่มา: วารสาร สนค. ฉบับที่ 175 — ความพร้อมและการปรับตัวของภาคเอกชนไทยต่อมาตรการ CBAM และ EUDR
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน : นายกเทศมนตรีหลักหกชี้ 'การพัฒนาสีเขียว-ยั่งยืน' เป้าหมายร่วมของจีน-ไทย
นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหลักหก จังหวัดปทุมธานี ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองยั่งยืนที่เซี่ยงไฮ้ พร้อมชี้ว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เมืองสีเขียว และการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อพัฒนาเมือง คือเป้าหมายร่วมที่จีนและไทยสามารถต่อยอดความร่วมมือในอนาคต

กฎใหม่ของ EU สำหรับผู้โดยสารสายการบินมาถึงแล้ว: ชัยชนะครั้งใหญ่ของนักเดินทาง
สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎระเบียบใหม่คุ้มครองสิทธิผู้โดยสารสายการบิน ครอบคลุมการชดเชยกรณีเที่ยวบินล่าช้า ยกเลิก และการปฏิเสธการขึ้นเครื่อง นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนเกมให้นักเดินทางทั่วยุโรปมีอำนาจต่อรองมากขึ้นกว่าเดิม

วิกฤตการณ์ที่หยุดการเติบโตของประเทศไทย: วิเคราะห์บาดแผลปี 2540 สู่กับดักปัจจุบันผ่านมุมมองต่างชาติ
วิเคราะห์รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจไทยผ่านมุมมองต่างชาติ ที่สะท้อนบาดแผลจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 สู่โครงสร้างการผูกขาด ความเหลื่อมล้ำที่ติดอันดับโลก ปัญหาสังคมสูงวัยแบบแก่ก่อนรวย และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ จนเปรียบเสมือนตึกร้างสาทรยูนีคที่หยุดชะงักและขาดความกล้าที่จะเติบโตต่อ

นายกฯ อนุทิน เยือนอินโดนีเซียกระตุ้นการค้า-ลงทุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐ อินโดนีเซีย อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 ซึ่งนับเป็นการเยือนระดับผู้นำรัฐบาลในรอบ 15 ปี

ความร่วมมือทางธุรกิจไทย-ฝรั่งเศส สู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล
ภาคธุรกิจไทยและฝรั่งเศสสานสัมพันธ์สำคัญผ่านเวที FTBF ครั้งที่ 4 เพื่อผลักดันการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล พร้อมเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงนวัตกรรมและร่วมสร้างห่วงโซ่มูลค่าสูง

จีน-สหภาพยุโรปตั้ง 'กลไกหารือการค้า-ลงทุน' มุ่งปรับสมดุล คุมส่งออก ปฏิรูป WTO
จีนและสหภาพยุโรปจัดตั้งกลไกหารือการค้า-ลงทุนอย่างเป็นทางการ ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ทั้งปรับสมดุลการค้า คุมส่งออกแรร์เอิร์ธ ทรัพย์สินทางปัญญา และปฏิรูป WTO
