
ส.อ.ท. เสนอมาตรการรับมือวิกฤตตะวันออกกลางและหนุน SME ไทย
สรุปประเด็น
ส.อ.ท. โดย นายชนะ ภูมี ได้เสนอ 5 มาตรการ เพื่อเป็น "คู่มือทางรอด" ให้ภาคอุตสาหกรรมและ SME ไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ ต้นทุนการผลิต และ ห่วงโซ่อุปทาน ผันผวน ข้อเสนอสำคัญคือการ สำรองเงินสด 3-6 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางธุรกิจในภาวะไม่แน่นอน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่ธุรกิจต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากสถานการณ์โลก
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. ได้นำเสนอ "คู่มือทางรอด 5 ข้อ" ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม และเน้นการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
วิกฤตในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนการผลิต และ ห่วงโซ่อุปทาน ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ ราคาพลังงาน และ ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะยังคงส่งผลต่อเนื่องไปถึงเดือนมีนาคม 2569 สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อผลกำไรและสภาพคล่องของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SME ที่มักมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและการปรับตัวที่รวดเร็ว
หนึ่งในข้อแนะนำที่สำคัญและเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. เน้นย้ำคือ การให้ภาคธุรกิจพิจารณา สำรองเงินสด ไว้ใช้จ่ายประมาณ 3-6 เดือน เพื่อเป็นเกราะป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การมีสภาพคล่องที่เพียงพอจะช่วยให้ SME สามารถประคับประคองธุรกิจผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย รวมถึงสามารถชำระค่าใช้จ่ายคงที่และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสให้ธุรกิจประเมินและปรับปรุงแผนการบริหารความเสี่ยงโดยรวม
นอกจากการบริหารจัดการภายในองค์กรแล้ว ส.อ.ท. ยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับธุรกิจที่มีศักยภาพให้สามารถเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นได้ในระยะยาว การทำงานร่วมกันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และสนับสนุนให้ SME ไทย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความรู้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาและปรับตัวให้เท่าทันกับพลวัตของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น การตระหนักถึงความท้าทายที่มาพร้อมกับวิกฤตการณ์ภายนอกประเทศ และการนำข้อเสนอแนะจาก ส.อ.ท. ไปปรับใช้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ SME ไทย สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะคว้าโอกาสใหม่ๆ ในอนาคตได้อย่างมั่นคงยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยดึงคำขอลงทุน 'ชิป-อิเล็กทรอนิกส์' ราว 9 แสนล้านบาท รับผู้ผลิตปรับห่วงโซ่อุปทาน
บีโอไอเผยยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พุ่งแตะ 9 แสนล้านบาท ในช่วง 3 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกที่เดินหน้าปรับโครงสร้างและย้ายฐานการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ขยายตัวแรงขานรับกระแส AI ยานยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์

JGAB 2026: การยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลกและสร้างเครือข่ายธุรกิจ
งาน JGAB 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการค้า และเปิดโอกาสทองให้ SMEs ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ

ผลการดำเนินงานโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ของกระทรวงพาณิชย์ สองครั้งแรกทะลุ 60 ล้านบาท หนุน SMEs
กระทรวงพาณิชย์เผยโครงการไทยช่วยไทยสองครั้งแรกทำยอดขายกว่า 60.85 ล้านบาท ดึงดูดประชาชนกว่า 5 แสนคน ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ SMEs และ OTOP ทั่วประเทศ

ไทยเบฟ และ TSCN ขับเคลื่อน "ทศวรรษแห่งการพัฒนายั่งยืน" น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ไทยเบฟ ร่วมกับ เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) ได้เปิดตัวโครงการอันทรงคุณค่า "ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี" ซึ่งสะท้อนถึงการรวมพลังของภาคเอกชนขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs
วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจนถึงระดับ "Code RED" ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกและเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก ทำให้ SMEs ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง

“ภาวุธ” เสนอปฏิรูปประเทศด้วยเทคโนโลยีภายใน 4 เดือน ผ่านกรอบ Thailand Digital Transformation Framework
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.ดีอี เสนอกรอบ Thailand Digital Transformation Framework เพื่อปฏิรูปประเทศด้วยเทคโนโลยีภายใน 4 เดือน โดยเน้นความร่วมมือรัฐ–เอกชน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
