ส่งออกสินค้าเกษตรไทย 9 เดือนแรกติดลบ 1.9% ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์หนุนยอดส่งออกโต 24%

ส่งออกสินค้าเกษตรไทย 9 เดือนแรกติดลบ 1.9% ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์หนุนยอดส่งออกโต 24%

สรุปประเด็น

  • ส่งออกรวมโตเด่นจากเทคโนโลยี: ยอดส่งออก 9 เดือนแรกโต 19.6% ได้แรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์รองรับ AI และ Data Center

  • สินค้าเกษตรยังเผชิญแรงกดดัน: ภาพรวมส่งออกสินค้าเกษตร 9 เดือนแรกหดตัว 1.9% จากปัญหาต้นทุนสูงและการแข่งขันด้านราคารุนแรงกับประเทศคู่แข่ง

  • 4 แนวทางยกระดับเกษตรไทย: เร่งปรับตัวสู่สินค้าแปรรูป ยกระดับมาตรฐานสากล สร้างแบรนด์เจาะตลาดพรีเมียม และใช้ข้อมูลบริหารความเสี่ยงรอบด้าน

  • จับตาดุลการค้าและต้นทุน: การนำเข้าเติบโตสูงจากสินค้าทุนและวัตถุดิบ ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าสะสม พร้อมรับมือต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

การส่งออกเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ตัวเลขการค้าล่าสุดกำลังสะท้อนภาพที่แตกต่างกันระหว่างสินค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน เมื่อความต้องการสินค้าเทคโนโลยีทั่วโลกช่วยผลักดันยอดส่งออกโดยรวมให้เติบโต ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและการแข่งขันในตลาดโลก

ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศเดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้าโดยรวม 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนการส่งออกสะสม 9 เดือนแรกมีมูลค่า 304,588 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 19.6% อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในช่วงเดียวกันกลับลดลง 1.9% เหลือประมาณ 39,915 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การส่งออกไทยกำลังเติบโตจากแรงหนุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่สินค้าเกษตรยังต้องรับมือกับต้นทุนสูงและการแข่งขันด้านราคา ผู้ประกอบการจึงควรเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูป มาตรฐานสินค้า และการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

อิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวกับ AI หนุนการส่งออกไทย

แรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออกไทยในเดือนกันยายนมาจากสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งขยายตัว 25.4% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 30 โดยมีคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน โทรศัพท์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแผงวงจรรวมเป็นกลุ่มสินค้าสำคัญ

ในช่วง 9 เดือนแรกของปี การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 255,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เพิ่มขึ้น 18.9% และแผงวงจรรวมเพิ่มขึ้น 19%

ทิศทางนี้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ซึ่งเพิ่มความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่าสินค้าส่งออกทุกกลุ่มจะขยายตัวในทิศทางเดียวกัน ความแตกต่างของผลประกอบการระหว่างอุตสาหกรรมจึงเป็นสัญญาณให้ผู้ประกอบการประเมินทั้งโอกาสและความเสี่ยงของตลาดที่ตนเองดำเนินธุรกิจอยู่

สินค้าเกษตรยังเผชิญแรงกดดัน แม้ยอดส่งออกเดือนกันยายนฟื้นตัว

แม้การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในเดือนกันยายนจะขยายตัว 2.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แต่ภาพรวมสะสม 9 เดือนแรกยังหดตัว 1.9% สะท้อนว่าการฟื้นตัวระยะสั้นยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลการส่งออกที่อ่อนแรงในช่วงก่อนหน้า

เมื่อพิจารณารายสินค้า พบว่าหลายกลุ่มยังมีความท้าทายอย่างชัดเจน ได้แก่

  • ข้าว: มูลค่าส่งออกลดลง 16.6% เหลือ 2,960 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง: ลดลง 28.4% เหลือ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • น้ำตาล: ลดลง 21.8% เหลือ 1,890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ยางพารา: ลดลง 2.5% เหลือ 3,710 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • ทูน่ากระป๋อง: ลดลง 0.4% เหลือ 3,910 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่ที่สินค้าเกษตรประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่กระจายอยู่ในสินค้าหลายกลุ่มที่มีโครงสร้างตลาดและคู่แข่งแตกต่างกัน

สำหรับผู้ส่งออก การติดตามยอดขายเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าผลการส่งออกที่ลดลงเกิดจากราคาขาย ปริมาณความต้องการ ต้นทุนวัตถุดิบ หรือการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตรายอื่น เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขได้ตรงจุด

ต้นทุนสูงและการแข่งขันรุนแรง บีบให้ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์

หนึ่งในปัจจัยที่กดดันสินค้าเกษตรไทยคือ ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งส่งออกสินค้าเกษตรหลายประเภทที่แข่งขันกับไทยในตลาดเดียวกัน

เมื่อผู้ซื้อมีทางเลือกมากขึ้น การแข่งขันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงราคา ความสม่ำเสมอของสินค้า ปริมาณการส่งมอบ และความสามารถในการตอบสนองข้อกำหนดของตลาดปลายทาง

ขณะเดียวกัน การหาตลาดใหม่ทั้งหมดอาจไม่ใช่คำตอบที่ทำได้ง่าย เพราะผู้ส่งออกต้องใช้เวลาและเงินลงทุนในการศึกษาความต้องการของผู้ซื้อ พัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย และสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์

ผู้ประกอบการจึงควรพิจารณาทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดความสูญเสีย และการพัฒนาสินค้าให้มีจุดเด่นที่ชัดเจน แทนการใช้การลดราคาเป็นเครื่องมือแข่งขันเพียงอย่างเดียว

4 แนวทางยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่าและโอกาสส่งออก

1. เปลี่ยนจากการขายวัตถุดิบสู่สินค้าแปรรูป

การจำหน่ายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้ผลิตต้องแข่งขันกับสินค้าในตลาดที่มีความคล้ายคลึงกันสูง การเพิ่มขั้นตอนการแปรรูปจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าต่อหน่วย

ตัวอย่างเช่น การพัฒนาข้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม รวมถึงการต่อยอดมันสำปะหลังและผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ส่วนผสมอาหารและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอื่น

อย่างไรก็ตาม การแปรรูปจะสร้างผลตอบแทนได้จริงเมื่อสอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีต้นทุนที่แข่งขันได้ และผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

2. ยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับตลาดเป้าหมาย

ตลาดพรีเมียม เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มักให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และมาตรฐานสินค้า ขณะที่ตลาดอื่นอาจมีระดับราคาและความต้องการแตกต่างกันไป

ผู้ส่งออกจึงควรศึกษาข้อกำหนดของประเทศปลายทางตั้งแต่ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ บรรจุภัณฑ์ และข้อกำหนดการแสดงฉลาก เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนการแก้ไขสินค้าในภายหลัง

การมีระบบควบคุมคุณภาพที่ตรวจสอบได้ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และทำให้ธุรกิจมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว

3. สร้างแบรนด์และช่องทางจัดจำหน่ายในต่างประเทศ

แม้สินค้าเกษตรแปรรูปของไทยจะมีศักยภาพ แต่การเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศยังต้องอาศัยการตลาดและการสร้างการรับรู้แบรนด์

ผู้ประกอบการควรพัฒนาจุดขายให้ชัดเจน เช่น แหล่งที่มาของวัตถุดิบ คุณภาพเฉพาะ กระบวนการผลิต หรือความสะดวกในการใช้งาน พร้อมเลือกช่องทางจัดจำหน่ายให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ การร่วมมือกับผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตรในตลาดปลายทางอาจช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้ซื้อได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณการตลาด

4. ใช้ข้อมูลตลาดบริหารความเสี่ยง

ผู้ส่งออกควรติดตามทั้งความต้องการสินค้า ราคาคู่แข่ง ต้นทุนวัตถุดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และข้อกำหนดทางการค้าของประเทศปลายทางอย่างต่อเนื่อง

การกระจายตลาดส่งออกช่วยลดการพึ่งพาผู้ซื้อหรือประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป แต่ควรดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและความพร้อมของธุรกิจ ไม่ใช่การขยายตลาดโดยไม่มีแผนรองรับ

สำหรับ SMEs การเริ่มต้นจากตลาดที่มีความต้องการใกล้เคียงกับศักยภาพของสินค้า แล้วค่อยขยายไปยังตลาดที่มีข้อกำหนดซับซ้อนขึ้น อาจช่วยควบคุมความเสี่ยงและต้นทุนได้ดีกว่า

ส่งออกโต แต่ต้องจับตาดุลการค้าและต้นทุนการผลิต

แม้ยอดส่งออกไทยในเดือนกันยายนจะทำสถิติสูง แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้น 50.4% เป็น 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าราว 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนดังกล่าว

สำหรับช่วง 9 เดือนแรก การนำเข้ามีมูลค่า 348,282 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 37.8% ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 19.6% ทำให้ขาดดุลการค้าสะสมประมาณ 43,693 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนการบริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะส่วนหนึ่งเป็นวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุนที่ใช้ในการผลิตและส่งออกต่อ

สำหรับผู้ประกอบการสินค้าเกษตร ประเด็นที่ควรจับตาคือผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน เครื่องจักร และค่าขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะเดียวกัน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก็อาจช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยได้ในระยะยาว

บทสรุป: โอกาสส่งออกไทยต้องเติบโตไปพร้อมการยกระดับสินค้า

ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2569 แสดงให้เห็นว่าไทยยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลก แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายไปยังทุกอุตสาหกรรมอย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับภาคเกษตร ความท้าทายสำคัญคือการปรับตัวให้ทันกับต้นทุนและการแข่งขัน โดยยกระดับจากการขายวัตถุดิบไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่าง และตอบโจทย์ผู้ซื้อในแต่ละตลาดได้อย่างชัดเจน

ในระยะยาว ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการแปรรูป มาตรฐาน แบรนด์ และการเข้าถึงตลาด หากผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ การส่งออกสินค้าเกษตรก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเปราะบางจากการแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?

Data Center ในไทย – คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?

TDRI เตือนการลงทุน Data Center อาจได้ไม่คุ้มเสีย เหตุใช้ทรัพยากรสูงแต่จ้างงานต่ำ เสนอโมเดลพัฒนาใหม่เน้นสร้างงานคุณภาพและความยั่งยืน เพื่อก้าวข้ามโลกเก่า

4 นาที
ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation

ธปท. ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation จากเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ แต่ภาคธุรกิจ SME โดยเฉพาะร้านอาหาร ยังคงเผชิญความยากลำบากจากกำลังซื้อที่ลดลงและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

5 นาที
Monday Recap 25-31 ส.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ

Monday Recap 25-31 ส.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ

สรุปข่าวธุรกิจสำคัญช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การเกษตร และเทคโนโลยี พร้อมแนวโน้มที่ควรจับตาเพื่อปรับกลยุทธ์รับมือความเปลี่ยนแปลง

13 นาที
STYLE Bangkok 2027 เวทีสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย เชื่อมงานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์สู่ตลาดโลก

STYLE Bangkok 2027 เวทีสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย เชื่อมงานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์สู่ตลาดโลก

สินค้าไลฟ์สไตล์กำลังแข่งขันกันมากกว่าด้านราคาและประโยชน์ใช้สอย เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการออกแบบ เอกลักษณ์ของแบรนด์ วัสดุที่ใช้ และแนวคิดด้านความยั่งยืนมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย

9 นาที
สมรภูมิการค้าแบ่งขั้วอำนาจ กลยุทธ์กระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อทางรอดของธุรกิจไทย

สมรภูมิการค้าแบ่งขั้วอำนาจ กลยุทธ์กระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อทางรอดของธุรกิจไทย

วิเคราะห์เจาะลึกวิกฤตการณ์แบ่งขั้วอำนาจทางการค้าระดับโลก (Decoupling) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน พร้อมนำเสนอ 3 กลยุทธ์เชิงรุกในการกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานสำหรับผู้บริหารและผู้นำองค์กรไทย เพื่อปกป้องธุรกิจจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปรับตัวสู่ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

6 นาที
NECTEC จัดเวที Sustainable Manufacturing Executive Forum ชู AI ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

NECTEC จัดเวที Sustainable Manufacturing Executive Forum ชู AI ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

NECTEC จัดงาน Sustainable Manufacturing Executive Forum เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ผ่านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลดต้นทุน บริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่า และตอบโจทย์มาตรการ ESG ในระดับสากล

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง