พ่อแม่ติดโซเชียลมากเกินไป เมื่อหน้าจออาจแย่งเวลาสำคัญจากลูก

พ่อแม่ติดโซเชียลมากเกินไป เมื่อหน้าจออาจแย่งเวลาสำคัญจากลูก

สรุปประเด็น

  • พฤติกรรมมือถือรบกวนเวลาครอบครัว (Technoference) ทำให้ผู้ปกครองตอบสนองต่อลูกน้อยลง ลดโอกาสสื่อสารและสร้างความผูกพัน

  • พ่อแม่คือแบบอย่างใกล้ตัว หากผู้ใหญ่ติดหน้าจอ เด็กย่อมซึมซับพฤติกรรมนั้น การสร้างสมาธิเริ่มจากการวางมือถือเมื่ออยู่กับลูก

  • การบันทึกเรื่องราวลงโซเชียลอาจทำให้พลาดช่วงเวลาจริง การกำหนดขอบเขตและจัดสรรความสนใจช่วยคืนคุณภาพให้เวลาครอบครัว

ความท้าทายของครอบครัวยุคดิจิทัลไม่ใช่การต้องเลือกระหว่างเทคโนโลยีกับลูก แต่คือการรู้ว่าเมื่อใดควรวางโทรศัพท์ เพื่อให้เวลากับคนตรงหน้ามีคุณภาพมากกว่าการอยู่ด้วยกันเพียงทางกายภาพ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข้อความ ดูรูปภาพ หรือเลื่อนฟีด Instagram อาจดูเป็นพฤติกรรมเล็กน้อยที่เกิดขึ้นโดยแทบไม่ต้องคิด แต่เมื่อพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัว ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เบียดบังความสนใจจากคนใกล้ตัวโดยไม่รู้ตัว

บทความใน The Guardian เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สะท้อนประสบการณ์ของผู้ใช้ Instagram ที่เริ่มตระหนักว่าการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปทำให้พลาดช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของลูกเล็ก เรื่องราวจากผู้อ่านยังสะท้อนว่า เมื่อผู้ใหญ่ลดการใช้โซเชียลมีเดียลง พวกเขามีเวลาอ่านหนังสือ ใช้เวลากับเพื่อนแบบพบหน้ากัน และใส่ใจกับครอบครัวมากขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เด็กอาจเลียนแบบพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของผู้ใหญ่ เมื่อเห็นพ่อแม่หยิบอุปกรณ์ขึ้นมาใช้อยู่บ่อยครั้ง โทรศัพท์ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการใช้ชีวิตที่เด็กเรียนรู้จากคนในครอบครัว

เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าแต่ละคนใช้เวลาอยู่บนโซเชียลมีเดียนานเท่าไร แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ ในช่วงเวลาที่เราอยู่กับลูก เราได้ให้ความสนใจกับพวกเขาอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง

3 ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เมื่อโทรศัพท์แทรกอยู่ในเวลาครอบครัว

1. อยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับช่วงเวลานั้น

การอยู่ในห้องเดียวกันไม่ได้หมายความว่าทุกคนกำลังใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพเสมอไป พ่อแม่อาจนั่งอยู่ข้างลูก แต่ความสนใจกลับอยู่กับข้อความแจ้งเตือน ข่าวสาร หรือโพสต์บนหน้าจอ

พฤติกรรมลักษณะนี้บางครั้งเรียกว่า technoference หมายถึงการที่เทคโนโลยีเข้ามารบกวนปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น การหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบระหว่างพูดคุยหรือทำกิจกรรมร่วมกับลูก

การใช้โทรศัพท์เพียงชั่วคราวไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเสียหาย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยจนผู้ปกครองตอบสนองต่อคำถาม การชวนเล่น หรือการแสดงความรู้สึกของลูกได้น้อยลง ก็อาจลดโอกาสในการสื่อสารและสร้างความผูกพันในชีวิตประจำวัน

งานทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานที่ตีพิมพ์ใน JAMA Pediatrics เมื่อปี 2025 ซึ่งรวบรวมงานวิจัย 21 ชิ้นจาก 10 ประเทศ รวมเด็ก 14,900 คน พบความสัมพันธ์ระหว่างการใช้เทคโนโลยีของผู้ปกครองขณะอยู่กับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กับผลลัพธ์ด้านพัฒนาการทางความคิดและสังคมอารมณ์บางด้าน รวมถึงการใช้หน้าจอของเด็กที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขนาดความสัมพันธ์โดยรวมค่อนข้างเล็ก และผลการศึกษายังไม่ยืนยันว่าเทคโนโลยีเป็นสาเหตุโดยตรงของผลลัพธ์ทั้งหมด (JAMA Pediatrics)

2. เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่พ่อแม่ทำ มากกว่าสิ่งที่พ่อแม่พูด

พ่อแม่อาจสอนลูกให้ลดเวลาเล่นโทรศัพท์ ไม่ใช้หน้าจอระหว่างรับประทานอาหาร หรือให้ความสำคัญกับการพูดคุยกัน แต่หากผู้ใหญ่ยังคงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอยู่เสมอ เด็กก็อาจได้รับแบบอย่างที่ไม่สอดคล้องกับคำสอน

การเป็นแบบอย่างด้านดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดกฎให้เด็กทำตาม แต่เริ่มจากการที่ผู้ใหญ่สำรวจและปรับพฤติกรรมของตนเองด้วย

ตัวอย่างเช่น หากต้องการให้ลูกมีสมาธิกับกิจกรรมตรงหน้า พ่อแม่อาจเริ่มจากการวางโทรศัพท์ระหว่างเล่นด้วยกัน หากต้องการให้ลูกพูดคุยเรื่องราวในแต่ละวัน ก็ควรสร้างช่วงเวลาที่ทุกคนสามารถฟังกันได้โดยไม่ถูกรบกวนจากการแจ้งเตือน

สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้เด็กเชื่อว่าโทรศัพท์เป็นสิ่งไม่ดี แต่คือการแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่เราเลือกใช้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องตอบสนองตลอดเวลา

3. ความทรงจำในครอบครัวอาจถูกแทนที่ด้วยการบันทึกลงโซเชียล

การถ่ายภาพและแบ่งปันเรื่องราวของลูกเป็นวิธีที่พ่อแม่จำนวนมากใช้เก็บความทรงจำ แต่บางครั้งความพยายามบันทึกทุกช่วงเวลาอาจทำให้เราใช้เวลาไปกับการจัดภาพ เลือกคำบรรยาย ตรวจสอบยอดปฏิสัมพันธ์ หรือรอให้คนอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็น มากกว่าการมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ความแตกต่างอยู่ที่วัตถุประสงค์ของการใช้โทรศัพท์ หากการถ่ายภาพช่วยเก็บความทรงจำและยังเปิดโอกาสให้พ่อแม่มีส่วนร่วมกับลูกได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา แต่หากการสร้างเนื้อหาสำหรับโลกออนไลน์กลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าการสัมผัสประสบการณ์ตรง ก็ควรกลับมาทบทวนว่าพฤติกรรมนั้นตอบโจทย์ชีวิตครอบครัวจริงหรือไม่

อีกประเด็นที่ควรคำนึงถึงคือ ความเป็นส่วนตัวของเด็ก การเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลส่วนตัวของลูกบนโซเชียลมีเดียควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเสี่ยงในระยะยาวด้วย เพราะเด็กอาจยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ว่าต้องการให้ข้อมูลใดเกี่ยวกับตนเองปรากฏอยู่บนอินเทอร์เน็ต

ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้โซเชียลมีเดีย แต่ต้องรู้จักกำหนดขอบเขต

การลดเวลาบน Instagram หรือแพลตฟอร์มอื่นไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจำเป็นต้องลบบัญชีหรือหยุดใช้โซเชียลมีเดียโดยสิ้นเชิง เพราะเทคโนโลยียังมีประโยชน์ทั้งด้านการทำงาน การติดต่อสื่อสาร และการสร้างเครือข่ายทางสังคม

สิ่งที่สำคัญกว่าคือการออกแบบวิธีใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับชีวิตจริง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวต้องการความสนใจจากกันและกัน

4 วิธีสร้างสมดุลระหว่างหน้าจอกับเวลาของครอบครัว

1. กำหนดช่วงเวลาปลอดโทรศัพท์

เริ่มจากช่วงเวลาที่ทำได้จริง เช่น ระหว่างรับประทานอาหาร ก่อนนอน หรือช่วงที่พ่อแม่เล่นกับลูก การกำหนดเวลาให้ชัดเจนช่วยลดโอกาสที่การหยิบโทรศัพท์จะกลายเป็นพฤติกรรมอัตโนมัติ

2. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น

การแจ้งเตือนเป็นหนึ่งในสิ่งกระตุ้นให้คนกลับไปตรวจสอบหน้าจอ แม้จะไม่มีเรื่องเร่งด่วน การปิดการแจ้งเตือนบางประเภทหรือกำหนดเวลาใช้งานแอปจึงอาจช่วยลดการหยุดชะงักระหว่างกิจกรรมของครอบครัวได้

3. สร้างกิจกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วม

การอ่านหนังสือ เล่นเกม ทำอาหาร เดินเล่น หรือพูดคุยถึงเรื่องราวในแต่ละวัน เป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหน้าจอ

กิจกรรมไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายสูงหรือจัดขึ้นเป็นพิเศษเสมอไป เพราะความสม่ำเสมอของช่วงเวลาเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันก็มีความหมายได้เช่นกัน

4. สำรวจพฤติกรรมของตัวเองโดยไม่ตัดสิน

ลองตรวจสอบเวลาการใช้งานโทรศัพท์และสังเกตว่าเรามักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาในสถานการณ์ใด เช่น เมื่อรู้สึกเบื่อ เหนื่อย เครียด หรือต้องการพักจากงาน การเข้าใจสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ช่วยให้เลือกวิธีพักผ่อนหรือจัดการความเครียดได้เหมาะสมขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งการเลื่อนหน้าจอทุกครั้ง

เป้าหมายไม่ใช่การทำให้พ่อแม่รู้สึกผิดกับการใช้เทคโนโลยี แต่คือการช่วยให้ทุกคนเห็นทางเลือกในการใช้เวลาและปรับพฤติกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

Digital Wellbeing เริ่มจากการจัดสรรความสนใจให้กับสิ่งที่สำคัญ

ในโลกที่ข้อมูลและการแจ้งเตือนเกิดขึ้นตลอดเวลา ความสามารถในการจัดการความสนใจกลายเป็นทักษะสำคัญไม่ต่างจากการบริหารเวลา เพราะแม้แต่ละวันจะมีเวลาเท่าเดิม แต่สิ่งที่เราเลือกให้ความสนใจย่อมส่งผลต่อคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับ

แนวคิด Digital Wellbeing จึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การลดจำนวนชั่วโมงหน้าจอเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีเป้าหมาย การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตออนไลน์กับชีวิตจริง และการรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดเพื่อกลับมาให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

สำหรับครอบครัว การเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น วางโทรศัพท์ระหว่างพูดคุยกับลูก ฟังเรื่องเล่าของพวกเขาให้จบ หรือร่วมกิจกรรมสั้น ๆ โดยไม่หยิบหน้าจอขึ้นมาตรวจสอบเป็นระยะ

ท้ายที่สุด เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องเป็นคู่แข่งของความสัมพันธ์ในครอบครัว หากเราสามารถกำหนดขอบเขตการใช้งานได้อย่างเหมาะสม

เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การปฏิเสธโลกออนไลน์ แต่คือการไม่ปล่อยให้โลกออนไลน์พรากความสนใจจากคนที่อยู่ตรงหน้าไปโดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความฝันที่ไม่เป็นจริงกับความสัมพันธ์ในครอบครัว: เมื่อคู่รักต้องรับมือกับความสูญเสียไปด้วยกัน

ความฝันที่ไม่เป็นจริงกับความสัมพันธ์ในครอบครัว: เมื่อคู่รักต้องรับมือกับความสูญเสียไปด้วยกัน

การมีลูกเป็นความฝันของคู่รักจำนวนไม่น้อย แต่เมื่อความพยายามไม่เป็นไปตามหวัง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอาจลึกซึ้งกว่าความผิดหวังทั่วไป เพราะสิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่เพียงโอกาสในการตั้งครรภ์ แต่ยังรวมถึงภาพอนาคตของครอบครัวที่เคยวาดฝันไว้ด้วยกัน

11 นาที
ฟังอย่างไรให้ได้ใจลูก: เคล็ดลับเปลี่ยนห้องสะท้อนความเงียบในบ้าน ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คุยกันได้ทุกเรื่อง

ฟังอย่างไรให้ได้ใจลูก: เคล็ดลับเปลี่ยนห้องสะท้อนความเงียบในบ้าน ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คุยกันได้ทุกเรื่อง

เปลี่ยนความเงียบในบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยด้วยศิลปะการฟังเชิงลึกทางจิตวิทยา ชวนพ่อแม่สวมหัวใจผู้รับฟังผ่านเทคนิคกฎ 3 วินาที แสดงออกด้วยภาษากาย สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกแทนการด่วนสั่งสอน และปกป้องความลับเพื่อรักษาความไว้วางใจจากลูกในระยะยาว

7 นาที
เมื่อความเป็นแม่กลายเป็นภาพจำ: ทำไมคำว่า Mumsy จึงสะท้อนอคติต่อผู้หญิง

เมื่อความเป็นแม่กลายเป็นภาพจำ: ทำไมคำว่า Mumsy จึงสะท้อนอคติต่อผู้หญิง

ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถเป็นแม่ เป็นมืออาชีพ มีรสนิยมด้านแฟชั่น และมีความฝันส่วนตัวได้พร้อมกัน แต่เหตุใดภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่เป็นแม่จึงมักถูกนำไปเชื่อมโยงกับความเชย ความเรียบง่าย หรือการสูญเสียความน่าดึงดูด?

9 นาที
สสส. เปิดเวทีวิชาการ "อย่ารอให้เกิดเหตุ" ดึงผู้เชี่ยวชาญหารือนโยบายป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและครอบครัวไทย

สสส. เปิดเวทีวิชาการ "อย่ารอให้เกิดเหตุ" ดึงผู้เชี่ยวชาญหารือนโยบายป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและครอบครัวไทย

สสส. จัดเวทีเสวนาวิชาการและหารือนโยบายป้องกันความรุนแรงต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00-16.30 น. ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ กรุงเทพฯ พร้อม Live สด ทาง Facebook Happy Child Hub ฟรี

5 นาที
"เวลา" ทรัพยากรที่ธุรกิจซื้อคืนให้พนักงานไม่ได้ ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกว่าที่คิด

"เวลา" ทรัพยากรที่ธุรกิจซื้อคืนให้พนักงานไม่ได้ ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ในโลกการทำงานที่แข่งขันสูง หลายคนทุ่มเทเวลาเพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว จนอาจลืมไปว่าสิ่งที่คนที่เรารักต้องการมากที่สุดคือ "เวลา" ที่ซื้อคืนไม่ได้ การสร้างสมดุล Work-Life Balance จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นต้นทุนและความอยู่รอดที่ทั้งคนทำงานและองค์กรต้องใส่ใจร่วมกัน

8 นาที
ศิลปะการฟังโดยไม่ตัดสิน ถอดบทเรียนจากการเข้าใจลูกสู่วิธีครองใจทีมงาน

ศิลปะการฟังโดยไม่ตัดสิน ถอดบทเรียนจากการเข้าใจลูกสู่วิธีครองใจทีมงาน

ถอดบทเรียนการสื่อสารเชิงบวกจากศิลปะการฟังลูกอย่างลึกซึ้ง สู่วิธีสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยาและการบริหารคนในองค์กร เปลี่ยนจากคำตัดสินหรืออคติเป็นการรับฟังอย่างเข้าใจ เพื่อครองใจทีมงานและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

9 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง