
News Bargaining Incentive: กฎหมายออสเตรเลียที่กำลังเปลี่ยนกติการะหว่างบิ๊กเทคกับสื่อ และทำไมไทยควรจับตา
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 รัฐสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมาย News Bargaining Incentive (NBI) ซึ่งบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Google, TikTok และ LinkedIn ต้องเจรจาทำข้อตกลงจ่ายค่าใช้เนื้อหาข่าวกับสำนักข่าวท้องถิ่นอย่างน้อย 8 แห่ง มิฉะนั้นจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคิดเป็นสัดส่วนจากรายได้โฆษณาดิจิทัลในออสเตรเลีย [1] [2]
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ออสเตรเลียพยายามบังคับให้บิ๊กเทคจ่ายเงินให้สื่อ แต่เป็นความพยายามครั้งที่สองหลังจากกฎหมายฉบับแรกเมื่อปี 2564 เริ่ม "ไม่ได้ผล" ตามคำของรัฐบาลออสเตรเลียเอง [3] สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์คือสัญญาณเชิงนโยบายที่ NBI ส่งออกไป: รัฐบาลกำลังเรียนรู้จากความล้มเหลวของกฎหมายรุ่นแรก แล้วออกแบบกลไกใหม่ที่ผูกแรงจูงใจทางการเงินเข้ากับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มโดยตรง แทนที่จะพึ่งพาการเจรจาต่อรองแบบสมัครใจเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว เพราะโครงสร้างปัญหาที่ออสเตรเลียเผชิญ สื่อท้องถิ่นสูญเสียรายได้โฆษณาให้แพลตฟอร์มต่างชาติ ขณะที่เนื้อหาข่าวยังคงเป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มเหล่านั้น คือปัญหาเดียวกับที่อุตสาหกรรมสื่อไทยเผชิญมานานหลายปี เพียงแต่ไทยยังไม่มีกฎหมายตอบโต้แม้แต่ฉบับเดียว
จาก News Media Bargaining Code 2564 สู่ NBI: บทเรียนจากความล้มเหลวรอบแรก
ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่ออกกฎหมายบังคับแพลตฟอร์มจ่ายเงินให้สื่อ ผ่าน News Media Bargaining Code เมื่อปี 2564 ซึ่งใช้กลไกบังคับให้ Meta และ Google เจรจาข้อตกลงเชิงพาณิชย์กับสำนักข่าวรายใหญ่ ในช่วงแรกกฎหมายฉบับนี้ดูเหมือนจะได้ผล บริษัทเทคโนโลยีทั้งสองยอมลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับสื่อออสเตรเลีย แต่เมื่อข้อตกลงเหล่านั้นทยอยหมดอายุ Meta กลับเลือกไม่ต่อสัญญา ส่งผลให้สื่อออสเตรเลียสูญเสียรายได้รวมประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย [4]
ความล้มเหลวนี้เองที่ผลักดันให้รัฐบาลออสเตรเลียเริ่มออกแบบกลไกใหม่ในชื่อ NBI ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยตอนแรกตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2568 [4] แต่กระบวนการนิติบัญญัติกลับใช้เวลานานกว่าที่คาดเกือบสองปี ก่อนจะกลายเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในเดือนเมษายน 2569 ด้วยอัตราค่าธรรมเนียม 2.25% ของรายได้ในออสเตรเลีย [5] ก่อนจะถูกปรับขึ้นเป็น 2.5% ในการประกาศอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 พร้อมเปลี่ยนฐานคำนวณจาก "รายได้รวม" มาเป็น "รายได้จากโฆษณาดิจิทัล" เท่านั้น [6, 7] และเมื่อกฎหมายผ่านสภาจริงในวันที่ 20 สิงหาคม สำนักข่าวบางแห่งอย่าง MLex และ The Epoch Times รายงานว่าอัตราสุดท้ายขยับขึ้นไปถึง 2.75% ของรายได้โฆษณาดิจิทัล [8, 9] สอดคล้องกับพาดหัวข่าวของ Mi3 ที่ระบุตัวเลขเดียวกัน [10] ขณะที่ Reuters และ SBS News ซึ่งรายงานในวันเดียวกันยังคงระบุตัวเลข 2.5% [1, 2] ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขในช่วงวันแรกๆ หลังผ่านสภาสะท้อนว่านี่คือกฎหมายที่ยังมีรายละเอียดเปลี่ยนแปลงจนถึงวินาทีสุดท้าย
กลไกของ NBI: ใครต้องจ่าย จ่ายเท่าไร และมีทางหนีอย่างไร
แพลตฟอร์มที่มีรายได้โฆษณาในออสเตรเลียเกิน 250 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 178 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต้องเจรจาข้อตกลงกับสำนักข่าวอย่างน้อย 8 แห่งภายในรอบการรายงานผลประกอบการ มิฉะนั้นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงสุดถึง 2.75% ของรายได้โฆษณาดิจิทัล [8, 9]
กฎหมาย NBI ใช้กับแพลตฟอร์มที่มี "บริการโซเชียลมีเดียหรือการค้นหาที่มีนัยสำคัญ" ในออสเตรเลีย และมีรายได้จากโฆษณาท้องถิ่นเกิน 250 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปี ซึ่งครอบคลุม Meta, Google, TikTok และ LinkedIn ของ Microsoft โดย LinkedIn เพิ่งถูกดึงเข้ามาอยู่ในขอบเขตหลังการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับแพลตฟอร์มเครือข่ายวิชาชีพ [6]
กลไกสำคัญคือระบบ "หักลบ" (offset) หากแพลตฟอร์มทำข้อตกลงจ่ายเงินให้สื่อรายใหญ่ จะได้ส่วนลดค่าธรรมเนียม 150% ของมูลค่าข้อตกลง แต่หากทำข้อตกลงกับสื่อขนาดกลางและเล็ก จะได้ส่วนลดสูงถึง 200% เพื่อจูงใจให้กระจายเม็ดเงินไปยังสื่อท้องถิ่นมากกว่าสื่อกระแสหลักเพียงไม่กี่เจ้า [1, 2] อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดเพดานไว้ว่าข้อตกลงกับสำนักข่าวรายเดียวจะนำมาหักลบได้ไม่เกิน 25% ของภาระค่าธรรมเนียมทั้งหมด [3]
รัฐบาลออสเตรเลียคาดว่ากลไกนี้จะสร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมสื่อสูงสุดถึง 300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี และให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีงบประมาณ 2568-2569 [8] วุฒิสมาชิกพรรคแรงงาน Charlotte Walker อธิบายหลักคิดของกฎหมายไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "หากแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ดำเนินธุรกิจในออสเตรเลีย สร้างรายได้โฆษณามหาศาลจากที่นี่ และได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ข่าวสารของออสเตรเลียถูกแชร์ ค้นหา และบริโภค เราเชื่อว่าเป็นเรื่องยุติธรรมที่พวกเขาจะต้องมีส่วนร่วมสนับสนุน" [9]
"หากแพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ดำเนินธุรกิจในออสเตรเลีย สร้างรายได้โฆษณามหาศาลจากที่นี่ และได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ข่าวสารของออสเตรเลียถูกแชร์ ค้นหา และบริโภค เราเชื่อว่าเป็นเรื่องยุติธรรมที่พวกเขาจะต้องมีส่วนร่วมสนับสนุน" Charlotte Walker วุฒิสมาชิกพรรคแรงงาน
แรงต้านจากบิ๊กเทคและความเสี่ยงด้านการค้าโลก
กฎหมายนี้ไม่ได้ผ่านสภาไปอย่างราบรื่น Meta เคยวิจารณ์แนวทางของออสเตรเลียว่า "ออกแบบมาไม่ดีและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง" [6] ขณะที่ Google โต้แย้งว่ากฎหมายเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโฆษณาดิจิทัล [5]
แรงต้านที่หนักหน่วงกว่านั้นมาจากฝั่งกลุ่มธุรกิจสหรัฐฯ CCIA (Computer & Communications Industry Association) ออกแถลงการณ์เรียก NBI ว่าเป็น "ภาษีเลือกปฏิบัติที่แฝงตัวมาในรูปแบบใหม่ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่บริการดิจิทัลของสหรัฐฯ อย่างไม่สมส่วน" และตั้งคำถามว่ากฎหมายนี้อาจขัดต่อพันธกรณีทางการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย-สหรัฐฯ (AUSFTA) หรือไม่ [11] ในขณะเดียวกัน กลุ่ม Americans for Tax Reform เรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พิจารณามาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ออสเตรเลีย โดยระบุว่ากฎหมายนี้เป็น "การกรรโชก" [9]
ความตึงเครียดนี้สะท้อนภาพใหญ่กว่าตัวกฎหมายเอง — เมื่อประเทศหนึ่งออกกฎเกณฑ์เรียกเก็บเงินจากแพลตฟอร์มต่างชาติเพื่ออุดหนุนอุตสาหกรรมในประเทศ คำถามเรื่องการเลือกปฏิบัติทางการค้าและความสัมพันธ์ทวิภาคีย่อมตามมาเสมอ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ประเทศอื่นที่คิดจะออกกฎหมายลักษณะเดียวกันต้องชั่งน้ำหนักให้ดี
จุดอ่อนที่ยังต้องจับตา: กฎหมายนี้ช่วยสื่อได้จริงหรือไม่
แม้ NBI จะถูกมองว่าเป็นความพยายามที่ก้าวหน้ากว่ากฎหมายปี 2564 แต่นักวิเคราะห์และนักวิชาการชี้ให้เห็นจุดอ่อนสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ [12]
- ฐานเงินทุนแคบลง — การเปลี่ยนฐานคำนวณจากรายได้รวมมาเป็นเฉพาะรายได้โฆษณาดิจิทัล แม้จะชดเชยด้วยอัตราที่สูงขึ้นเล็กน้อย แต่อาจทำให้เม็ดเงินสนับสนุนสื่อโดยรวมลดลง
- การจัดสรรเงินที่ไม่เท่าเทียม — แพลตฟอร์มสามารถทุ่มงบให้สำนักข่าวรายเดียวได้สูงสุดถึง 25% ของภาระค่าธรรมเนียม เปิดช่องให้สื่อรายใหญ่เพียง 4 แห่งได้รับเงินไปถึง 99% ขณะที่สื่อรายเล็กอีกหลายแห่งต้องแบ่งเงินส่วนที่เหลือเพียง 1%
- เอื้อองค์กรขนาดใหญ่ — สื่อที่มีรายได้ต่ำกว่า 150,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปีจะไม่มีสิทธิ์เข้าโครงการ ซึ่งกันสมาชิกของเครือข่ายสื่อท้องถิ่นและอิสระ (Local and Independent News Association) ออกไปราวร้อยละ 35
- ไม่ครอบคลุมบริษัท AI — แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ซึ่งกลายเป็นช่องทางบริโภคข่าวที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการสรุปเนื้อหาแบบ "zero-click" ที่ลดทราฟฟิกอ้างอิงกลับไปยังเว็บไซต์ข่าว กลับไม่ถูกรวมอยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้เลย
ศาสตราจารย์ Derek Wilding นักวิชาการด้านสื่อ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้กองทุนกระจายรายได้จะช่วยทั้งสื่อรายใหญ่และรายเล็กได้ในทางทฤษฎี แต่สื่อระดับกลาง (mid-tier) มีความเสี่ยงสูงสุด หากแพลตฟอร์มเลือกทำข้อตกลงโดยตรงกับสื่อรายใหญ่เป็นหลัก [9] กล่าวโดยสรุป NBI แก้ปัญหาบางส่วนของกฎหมายรุ่นแรก แต่ก็สร้างช่องโหว่ใหม่ที่อาจต้องแก้ไขอีกในอนาคต
ทำไมไทยต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับแพลตฟอร์มจ่ายค่าใช้เนื้อหาข่าวแม้แต่ฉบับเดียว ขณะที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยแนะนำให้ไทย "รอดูผล" การบังคับใช้ในต่างประเทศก่อนตั้งแต่ปี 2566 [13]
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผลักดันให้ออสเตรเลียต้องออกกฎหมายฉบับนี้ถึงสองรอบ สื่อท้องถิ่นสูญเสียรายได้โฆษณาให้แพลตฟอร์มต่างชาติ ขณะที่เนื้อหาข่าวยังคงเป็นสิ่งที่สร้าง engagement มหาศาลให้แพลตฟอร์มเหล่านั้นโดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะของออสเตรเลีย แต่เป็นปัญหาร่วมของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลกรวมถึงไทย
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยวิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2566 โดยศึกษากรณีของออสเตรเลียและแคนาดา และให้ข้อเสนอแนะว่าไทย "อาจรอดูความมีประสิทธิผลของประเทศที่บังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ก่อน" แทนที่จะรีบออกกฎหมายตาม [13] จุดยืนแบบ "wait-and-see" นี้มีเหตุผลรองรับในช่วงที่กฎหมายรุ่นแรกของออสเตรเลียยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ แต่สามปีผ่านไป ออสเตรเลียได้เดินหน้าออกกฎหมายรุ่นที่สองซึ่งออกแบบรัดกุมกว่าเดิมแล้ว ขณะที่ไทยยังไม่มีความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมในทิศทางเดียวกัน
สำหรับผู้บริหารในอุตสาหกรรมสื่อและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มดิจิทัลในไทย มีอย่างน้อย 3 ประเด็นที่ควรจับตา ประการแรก หาก NBI ของออสเตรเลียพิสูจน์ได้ว่าใช้ได้ผลจริงในการเพิ่มรายได้ให้สื่อท้องถิ่นโดยไม่ทำให้แพลตฟอร์มถอนตัวจากตลาด แรงกดดันให้ประเทศอื่นในเอเชียแปซิฟิกทำตามจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการที่สอง ช่องโหว่ที่นักวิเคราะห์ชี้ในกฎหมายออสเตรเลีย โดยเฉพาะการไม่ครอบคลุมแพลตฟอร์ม AI และการเอื้อประโยชน์สื่อรายใหญ่ คือบทเรียนที่ไทยสามารถนำมาออกแบบกฎหมายให้รัดกุมกว่าตั้งแต่ต้น หากตัดสินใจเดินตามแนวทางนี้ในอนาคต ประการที่สาม ความขัดแย้งทางการค้าที่ตามมาหลัง NBI ผ่านสภา แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ประเด็นนโยบายสื่อภายในประเทศ แต่เป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีต้นทุนทางการทูตแฝงอยู่ด้วย
บทสรุป: จับตาไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่คือทิศทางของกติกาโลก
กฎหมาย News Bargaining Incentive ของออสเตรเลียไม่ใช่เรื่องของประเทศเดียวหรืออุตสาหกรรมเดียวอีกต่อไป มันคือหมุดหมายล่าสุดของแนวโน้มระดับโลกที่รัฐบาลต่างๆ เริ่มทดลองใช้กลไกทางการเงินเพื่อบังคับให้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีข้ามชาติแบกรับต้นทุนทางสังคมที่ธุรกิจของตนสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวสาร ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการแข่งขันทางการตลาด
สิ่งที่ผู้บริหารและนักลงทุนไทยควรนำไปคิดต่อไม่ใช่คำถามว่า "ไทยควรมีกฎหมายแบบนี้หรือไม่" แต่คือคำถามว่า "หากวันหนึ่งไทยต้องออกแบบกลไกลักษณะนี้ ไทยจะเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวของออสเตรเลียได้อย่างไร" เพราะบทเรียนจากกฎหมายฉบับที่สองของออสเตรเลียชี้ชัดว่า การออกแบบกลไกเชิงนโยบายที่ดีตั้งแต่ครั้งแรกสำคัญกว่าการรีบออกกฎหมายเพื่อให้ทันกระแส และในเกมที่กติกาโลกกำลังเปลี่ยนแบบนี้ ประเทศที่จับตาดูอย่างรอบคอบและเตรียมพร้อมล่วงหน้า มักจะได้เปรียบกว่าประเทศที่ตั้งรับเมื่อปัญหาลุกลามจนแก้ไขยาก
ข้อมูลอ้างอิง:
[1] Reuters. (2026, August 20). Australia passes law to levy tech giants that fail to pay for local news. Lufkin Daily News. https://lufkindailynews.com/news_reuters/business/australia-passes-law-to-levy-tech-giants-that-fail-to-pay-for-local-news/article_02fb9732-0804-573b-a809-e8ed6fe41389.html
[2] SBS News. (2026, August 20). Australia's new media bargaining laws put pressure on tech platforms to pay for news. https://www.sbs.com.au/news/article/australias-media-bargaining-laws-pressure-tech-platforms-pay-for-news/3xxbppzrs
[3] Engadget. (2026, August 20). Australia passes law to charge tech companies levies unless they reach deals with news publishers. https://www.engadget.com/2240783/australia-passes-law-to-charge-tech-companies-levies-unless-they-reach-deals-with-news-publishers/
[4] BBC News. (2026). Australia to force tech giants to keep paying for news. https://feeds.bbci.co.uk/news/articles/cy4pvgjklevo
[5] NPR. (2026, April 29). Australia moves to tax Meta, Google and TikTok to fund newsrooms. https://www.npr.org/2026/04/29/g-s1-119142/australia-moves-to-tax-meta-google-and-tiktok-to-fund-newsrooms
[6] The Jakarta Post. (2026, August 3). Australia hikes levy for tech giants that fail to strike local news deals. http://www.thejakartapost.com/world/2026/08/03/australia-hikes-levy-for-tech-giants-that-fail-to-strike-local-news-deals
[7] Australian Treasury Ministers. (2026, August 3). NBI legislation finalised. https://ministers.treasury.gov.au/ministers/daniel-mulino-2025/media-releases/nbi-legislation-finalised
[8] MLex. (2026, August 20). Australian parliament approves $215m tax on Big Tech to fund news. https://www.mlex.com/mlex/antitrust/articles/2515686
[9] The Epoch Times. (2026, August 20). Australia Passes Law Forcing Big Tech to Pay 2.75 Percent on Revenue for News. https://www.theepochtimes.com/world/australia-passes-law-forcing-big-tech-to-pay-2-75-percent-on-revenue-for-news-6077369
[10] Mi3. (2026, August 21). News Media Bargaining Incentive clears parliament: 2.75% charge to be levied on big tech. https://www.mi-3.com.au/21-08-2026/news-media-bargaining-incentive-clears-parliament-275-charge-be-levvied-big-tech
[11] CCIA. (2026, August 13). Australia's Revised News Bargaining Incentive Remains a Discriminatory Tax on U.S. Digital Services. https://ccianet.org/news/2026/08/australias-revised-news-bargaining-incentive-remains-a-discriminatory-tax-on-u-s-digital-services
[12] The Conversation. (2026). New laws to make tech companies pay for news will help, but there are 4 key problems. https://theconversation.com/new-laws-to-make-tech-companies-pay-for-news-will-help-but-there-are-4-key-problems-289703
[13] TDRI. (2023). กม. ค่าตอบแทนผู้ผลิตข่าว: สมดุลอำนาจองค์กรข่าวกับแพลตฟอร์มดิจิทัล. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/2023/07/laws-news-media-digital-platforms-mandatory-bargaining/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

TikTok ยอมจ่าย 400 ล้านดอลลาร์ ยุติคดีข้อมูลเด็กในสหรัฐฯ บทเรียนราคาแพงที่แพลตฟอร์มโลกต้องจำ
TikTok ยอมความ 400 ล้านดอลลาร์กับ DOJ สหรัฐฯ ยุติคดีละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลเด็ก จ่ายทันที 300 ล้าน บวก 100 ล้านในภายหลัง พร้อมปรับโครงสร้างตั้ง TikTok U.S. ร่วม Oracle Silver Lake วิเคราะห์นัยต่อธุรกิจดิจิทัลไทย

Nvidia เตรียมขึ้นราคาเซิร์ฟเวอร์ AI กว่า 15% สัญญาณที่บอกว่าต้นทุน AI Infrastructure กำลังแพงขึ้นอีกระลอก
Nvidia เตรียมปรับราคาเซิร์ฟเวอร์ AI Vera Rubin และ Grace Blackwell ขึ้นกว่า 15% ในต้นปีหน้า หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำพุ่ง กระทบห่วงโซ่ Microsoft Google Oracle พร้อมประกาศผล Q2 26 ส.ค. นี้

Apple จับมือ Google ใช้ Gemini AI ปรับโฉม Siri ปี 2026 ยกระดับผู้ช่วยเสียงสู่ยุคใหม่
Apple เตรียมรีเฟรช Siri ด้วย Gemini AI จาก Google เปิดตัวปี 2026 พร้อมยกระดับความฉลาดและความเป็นส่วนตัว ตอบสนองคำสั่งซับซ้อน เชื่อมโยงบริการได้ลื่นไหลกว่าเดิม

สุดล้ำ! ออสเตรเลียเปิดใช้งานรถไฟพลังงานแสงอาทิตย์เต็มรูปแบบ
ออสเตรเลียเปิดตัวรถไฟพลังงานแสงอาทิตย์ Byron Bay ขบวนแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% ลดมลพิษ เสียง และต้นทุน พร้อมเป็นต้นแบบระบบขนส่งสาธารณะยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
