
IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่
สรุปประเด็น
-
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนด้วยนวัตกรรมและการบริโภค: IMF แนะจีนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุน R&D และเทคโนโลยีเพื่อการเติบโตยั่งยืน
-
เปลี่ยนนวัตกรรมเป็นผลิตภาพเชิงพาณิชย์: นวัตกรรมและ AI จะสร้างมูลค่าได้จริงต่อเมื่อภาคธุรกิจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อมพัฒนาทักษะแรงงานและระบบคุ้มครองรองรับ
-
กระตุ้นอุปสงค์ภายในลดพึ่งพาภายนอก: การเพิ่มแรงส่งจากการบริโภคภายในประเทศผ่านตาข่ายรองรับทางสังคมและการปฏิรูปการเงิน ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก
-
ส่งแรงกระเพื่อมถึงเศรษฐกิจเอเชีย: การเติบโตของจีนส่งผลต่อภูมิภาคโดยตรง โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมแนะลดมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อโตไปด้วยกัน
-
โอกาสและบทเรียนสำหรับธุรกิจไทย: ผู้ประกอบการไทยต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้ส่งออก สู่การเป็นส่วนหนึ่งของ Regional Value Chain โดยใช้นวัตกรรมยกระดับการแข่งขัน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนไปสู่โมเดลการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับ การบริโภคภายในประเทศ ควบคู่กับนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาจช่วยเสริมแนวโน้มการเติบโตของจีนในระยะปานกลาง และส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจประเทศอื่นในเอเชียผ่านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน
กฤษณะ ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์ (Xinhua Finance) ว่า จีนกำลังให้ความสำคัญกับ การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตขั้นสูง และนวัตกรรม มากขึ้น ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026–2030) ก็ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และ “กำลังการผลิตคุณภาพใหม่”
นวัตกรรมต้องไปไกลกว่า “การคิดค้น” สู่การสร้างผลิตภาพ
จีนมีการลงทุนด้าน R&D ในระดับสูงและมีจำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรจำนวนมาก ขณะที่ผลการศึกษาของ IMF ชี้ว่า R&D และสิทธิบัตรสามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพของภาคธุรกิจได้
อย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้โดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือความสามารถของภาคธุรกิจในการ นำเทคโนโลยีไปปรับใช้และต่อยอดเชิงพาณิชย์
ความได้เปรียบของเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การสร้างนวัตกรรมได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นผลิตภาพ รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่ IMF ให้ความสนใจคือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยงานวิจัยของกองทุนฯ ประเมินว่า AI อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ประมาณ 0.2–0.8% อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนและอาจกระจายตัวไม่เท่ากันในแต่ละประเทศและแต่ละกลุ่มแรงงาน
ด้วยเหตุนี้ การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงต้องเดินควบคู่กับ การพัฒนาทักษะ การปรับตัวของตลาดแรงงาน ระบบคุ้มครองทางสังคม และธรรมาภิบาลด้าน AI เพื่อให้ประโยชน์จากเทคโนโลยีกระจายออกไปในวงกว้าง
จากการพึ่งพาภายนอก สู่การสร้างแรงขับเคลื่อนจากตลาดภายใน
อีกด้านหนึ่งที่ IMF มองว่าสำคัญต่อการเติบโตระยะต่อไปของจีน คือ อุปสงค์ภายในประเทศ
ด้วยขนาดตลาดผู้บริโภคจำนวนมาก การเพิ่มบทบาทของการบริโภคภายในประเทศสามารถช่วยให้เศรษฐกิจจีนมีแหล่งขับเคลื่อนที่มาจากภายในมากขึ้น และลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก
แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการกระตุ้นการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ศรีนิเวศันระบุว่า จำเป็นต้องมี ตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งขึ้น การปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและการคลัง รวมถึงการปรับแรงจูงใจเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนรูปแบบการเติบโตที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคมากขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจ ประเด็นนี้สะท้อนว่า ตลาดขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการขายสินค้า แต่ยังเป็นฐานสำคัญสำหรับการสร้าง นวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ และทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่
เศรษฐกิจจีนขยับ ย่อมส่งแรงกระเพื่อมถึงเอเชีย
ความสำคัญของจีนไม่ได้จำกัดอยู่ที่ขนาดเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่ยังเชื่อมโยงกับประเทศอื่นผ่าน การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน
IMF ระบุว่า เอเชียมีส่วนราว สองในสามของการเติบโตเศรษฐกิจโลก และจีนมีส่วนในการขับเคลื่อนการเติบโตดังกล่าวประมาณ 30%
กองทุนฯ ประเมินว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่เพิ่มขึ้นทุก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ มีความสัมพันธ์กับการเติบโตของประเทศอื่นในเอเชียที่เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในระยะปานกลาง โดยผลเชื่อมโยงจะเด่นชัดในประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนในระดับสูง เช่น เวียดนามและเกาหลีใต้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจจีนสามารถส่งผลต่อ Demand, Supply Chain และการลงทุน ในประเทศคู่ค้าไปพร้อมกัน
สินค้าขั้นกลางเชื่อมภูมิภาค แต่ตลาดปลายทางยังมีช่องว่าง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโครงสร้างการค้าของเอเชีย ปัจจุบันประมาณ 70% ของการค้าสินค้าขั้นกลางในเอเชียเป็นการค้าภายในภูมิภาค สะท้อนความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แต่ในด้านอุปสงค์สินค้าขั้นสุดท้าย มีเพียงประมาณ 30% ที่มาจากภายในภูมิภาคเอเชีย
ช่องว่างดังกล่าวจึงสะท้อนโอกาสในการเพิ่มการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค โดยเฉพาะการทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเข้าถึงตลาดของกันและกันได้ง่ายขึ้น
IMF ประเมินว่า หากสามารถลด มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) ในรูปแบบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการของ WTO อาจช่วยเพิ่ม GDP ที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียได้ประมาณ 1.8% ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยประเทศเศรษฐกิจอาเซียนมีโอกาสได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อห่วงโซ่อุปทานของเอเชียเชื่อมโยงกันมากขึ้น การลดต้นทุนและอุปสรรคทางการค้าจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการส่งออก แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของทั้งภูมิภาค
บทเรียนสำหรับธุรกิจไทย: จับตา “ตลาดจีน” มากกว่าแค่ยอดส่งออก
มุมมองของ IMF มีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจไทย เพราะการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ส่งออกสินค้าไปจีน แต่ยังเกี่ยวข้องกับ Supply Chain การลงทุน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และการบริโภค ในภูมิภาค
หากจีนสามารถขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมและอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น ธุรกิจไทยอาจต้องมองตลาดจีนในมิติที่กว้างกว่าการเป็น “ตลาดส่งออก” แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของ Regional Value Chain ที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ให้บริการ เทคโนโลยี และผู้บริโภคในเอเชีย
สำหรับผู้ประกอบการไทย โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มขีดความสามารถของสินค้าและบริการ ผ่าน นวัตกรรม คุณภาพ เทคโนโลยี และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมกับกระจายความเสี่ยงด้านตลาดและสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน
จาก “จีนโต” สู่ “เอเชียเชื่อมโยง”
ท้ายที่สุด มุมมองของ IMF สะท้อนว่าอนาคตเศรษฐกิจจีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติบโตของการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่กำลังอยู่บนจุดตัดระหว่าง นวัตกรรม การบริโภคภายในประเทศ และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน เวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง APEC ยังสามารถมีบทบาทในการลดความตึงเครียดทางการค้าและสนับสนุนการเปิดกว้างของระบบเศรษฐกิจ
สำหรับเอเชีย ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถ เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นผลิตภาพ เชื่อมตลาดภายในให้แข็งแรง และทำให้การค้าข้ามพรมแดนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะเมื่อเศรษฐกิจจีนกำลังปรับสมดุลจากการพึ่งพาปัจจัยภายนอกไปสู่ นวัตกรรมและอุปสงค์ภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่จีน แต่สามารถกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจเอเชียทั้งระบบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

THINK TRADE THINK DITP นำธุรกิจไทยสู่เครื่องมือ AI กุญแจใหม่สู่การเติบโตในเวทีโลก
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจร่วมเปิดมุมมองใหม่ใน THINK TRADE THINK DITP ฉบับที่ 102 กับเรื่องราวน่าสนใจของ “ศักยภาพของเครื่องมือ AI ในปัจจุบัน” ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไทยไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

สุดยอดนิทรรศการนวัตกรรมกว่า 200 ผลงานใน VR Thailand 2025
ขอเชิญเข้าร่วมงาน VR Thailand 2025 โอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจ นำเสนอผลงานนวัตกรรม และจับคู่ลงทุนกับองค์กรชั้นนำ 25-26 พ.ย.นี้ ที่กรุงเทพฯ

เวียดนามพลิกเกมอุตสาหกรรม: โฮจิมินห์ซิตี้สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีอาเซียน
เวียดนามเดินหมากใหญ่ ปรับโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมโฮจิมินห์ ดึงทุนระดับโลก สร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมท้าทายความสามารถแข่งขันของไทยในทศวรรษใหม่

AITIA ประกาศทิศทางใหม่: สะพานเชื่อมธุรกิจไทยสู่โลกอีคอมเมิร์ซ ปี 2025
สมาคม AITIA ประกาศทิศทางใหม่ปี 2025 ชูบทบาทสะพานเชื่อมธุรกิจไทยสู่โลกอีคอมเมิร์ซและตลาดจีน ผ่านกิจกรรม Business Matching, งานสัมมนา และแหล่งความรู้ด้านดิจิทัล ให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มขายออนไลน์ สร้างโอกาสค้าขายและเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ พร้อมระบบสนับสนุนครบวงจรสำหรับทุกระดับธุรกิจ

ปั้นทีมให้แกร่ง: กลยุทธ์ผู้นำในการพัฒนาศักยภาพคนและสร้างวัฒนธรรมแห่งชัยชนะ
ถอดบทเรียนการบริหารองค์กรจาก กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล (KBTG) ที่ก้าวข้ามความกลัวในยุค AI ด้วยยุทธศาสตร์ Human-First x AI-First เน้นสร้างวัฒนธรรมแห่งผู้ชนะ พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ความไว้วางใจ และการพัฒนาทักษะคน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างการเติบโตให้องค์กรอย่างยั่งยืน

เมื่อ AI เปลี่ยนจาก "ผู้ช่วย" เป็น "ตัวแทนผู้ทรงอิทธิพล: บทเรียนจาก Yuval Noah Harari ถึงผู้นำธุรกิจ ก่อนอำนาจตัดสินใจจะหลุดจากมือมนุษย์
ถอดบทเรียนจาก Yuval Noah Harari บนเวที EDP ถึงคำเตือนสำคัญต่อผู้นำธุรกิจ เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากผู้ช่วยสู่ Agent ที่ตัดสินใจได้เอง ชวนมองความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งสถานะนิติบุคคล การควบคุมอธิปไตยข้อมูล และธรรมาภิบาลองค์กร ก่อนอำนาจบริหารและการตัดสินใจจะหลุดมือมนุษย์
