กรมบัญชีกลางรื้อกฎหมายเบิกจ่ายค่ารักษาข้าราชการ คุมงบ 9 หมื่นล้าน

กรมบัญชีกลางรื้อกฎหมายเบิกจ่ายค่ารักษาข้าราชการ คุมงบ 9 หมื่นล้าน

สรุปประเด็น

กรมบัญชีกลางทบทวนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จับตา NCDs–ค่าใช้จ่ายสุขภาพ–โอกาสธุรกิจเชิงป้องกัน สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการกำลังเข้าสู่ช่วงของการทบทวนครั้งสำคัญ เมื่อกรมบัญชีกลางเตรียมปรับปรุงกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องกับระบบเบิกจ่าย เพื่อรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและปิดช่องโหว่ของระบบ โดยโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงการควบคุมงบประมาณ แต่ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างสุขภาพของประชากร พฤติกรรมการใช้บริการ และทิศทางธุรกิจสุขภาพในอนาคต

ปัจจุบันค่าใช้จ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการอยู่ในระดับประมาณ 9 หมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลย้อนหลังยังพบกรณีทุจริตในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสะสมกว่า 250 ล้านบาทในช่วง 10 ปี [1] ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโจทย์สองด้านที่ภาครัฐต้องบริหารควบคู่กัน คือ การรักษาสิทธิประโยชน์ของผู้มีสิทธิ์ และ การทำให้ระบบเบิกจ่ายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และควบคุมค่าใช้จ่ายได้

โจทย์ใหม่ของสวัสดิการรักษาพยาบาลไม่ได้มีเพียง "จ่ายอย่างไร" แต่กำลังขยับไปสู่คำถามว่า "จะป้องกันโรคและบริหารต้นทุนสุขภาพอย่างไรตั้งแต่ต้นทาง"

4 ประเด็นกฎหมาย กับการยกระดับระบบเบิกจ่าย

การเตรียมทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4 เรื่องหลัก [1] สะท้อนว่าการปรับระบบครั้งนี้มีเป้าหมายมากกว่าการลดรายจ่ายเฉพาะรายการ แต่เป็นการปรับ กลไกกำกับดูแลและตรวจสอบการเบิกจ่าย ให้รัดกุมขึ้น โดยกรมบัญชีกลางตั้งเป้าสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี [3]

สำหรับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่เข้าร่วมระบบสวัสดิการ สิ่งที่ต้องติดตามคือรายละเอียดของหลักเกณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับ การเบิกจ่าย การตรวจสอบข้อมูล การรับรองสิทธิ์ และกระบวนการทำธุรกรรมระหว่างสถานพยาบาลกับภาครัฐ

หากมีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเหล่านี้ ผู้ให้บริการสุขภาพจำเป็นต้องเตรียมทั้งระบบข้อมูล บุคลากร และกระบวนการหลังบ้านให้สามารถรองรับกฎเกณฑ์ใหม่ได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางยืนยันว่าการปรับปรุงครั้งนี้จะไม่กระทบต่อสิทธิของข้าราชการปัจจุบันและผู้เกษียณอายุราชการแล้ว [3]

NCDs ดันค่าใช้จ่ายสุขภาพ สู่โจทย์เชิงโครงสร้าง

อีกข้อมูลที่น่าจับตาคือโครงสร้างค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งข้อมูลปีงบประมาณ 2568 ชี้ว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง เป็นกลุ่มโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยมีค่าใช้จ่ายรวมในกลุ่มดังกล่าวมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี [2]

ตัวเลขนี้ทำให้โจทย์สวัสดิการรักษาพยาบาลเชื่อมโยงโดยตรงกับโจทย์สุขภาพของประชากร เพราะ NCDs จำนวนมากมีปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับ พฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหาร การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ และการตรวจสุขภาพ

ในมุมเศรษฐศาสตร์สุขภาพ การรักษาโรคเมื่อเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่ต้นทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถกลายเป็น ค่าใช้จ่ายต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งค่ายา ค่าตรวจ การรักษาภาวะแทรกซ้อน และการดูแลผู้ป่วย

เมื่อ NCDs กลายเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญของค่าใช้จ่ายสุขภาพ การ "ป้องกันก่อนป่วย" จึงมีความสำคัญมากขึ้นทั้งในมิติสุขภาพและการบริหารงบประมาณ

จาก Healthcare สู่ Preventive Health โอกาสใหม่ของภาคธุรกิจ

แนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจจึงเริ่มขยับจาก Curative Care หรือการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่ Preventive Health หรือการป้องกันและลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรค

การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้กับธุรกิจหลายกลุ่ม ตั้งแต่ ศูนย์ตรวจสุขภาพ ห้องปฏิบัติการ บริษัทประกันสุขภาพ Health Tech ไปจนถึงแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัล

โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ช่วยติดตามข้อมูลสุขภาพ การคัดกรองความเสี่ยง และส่งเสริมการปรับพฤติกรรม สามารถเข้ามามีบทบาทในการสร้างระบบดูแลสุขภาพที่เน้นการป้องกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าภาคเอกชนจะเข้ามาทดแทนระบบสาธารณสุข แต่เป็นการสร้าง Ecosystem สุขภาพ ที่เชื่อมโยงข้อมูล ผู้ให้บริการ เทคโนโลยี และผู้ใช้บริการเข้าด้วยกัน

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. กรุงเทพธุรกิจ. (2569, 13 กรกฎาคม). บัญชีกลาง ชงแก้กฎหมายเบิกจ่ายค่ารักษาราชการ คุมงบ 9 หมื่นล้าน. https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242861
  2. กรุงเทพธุรกิจ. (2569, 3 สิงหาคม). เปิด 10 โรคฮิตข้าราชการ พบป่วย NCDs พุ่ง เบิกงบประมาณกว่า 4 หมื่นล้าน. https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245832
  3. ฐานเศรษฐกิจ. (2569, 13 กรกฎาคม). งบรักษาข้าราชการพุ่ง 9 หมื่นล้าน 'บัญชีกลาง' รื้อระบบ 4 เรื่อง 1 เดือนรู้ผล. https://www.thansettakij.com/economy/663864

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง