
คลังสมอง วปอ.-สมาคมอุทยานฯ ผนึกกำลัง ดัน 5 ยุทธศาสตร์รื้อระบบแก้ไฟป่า
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
18 ส.ค. 2569 — มูลนิธิคลังสมอง วปอ. และสมาคมอุทยานแห่งชาติ เสวนาระดับนโยบาย ชี้ชัด "ต้องเปลี่ยนวิธีคิดทั้งระบบ" ไม่ใช่แค่เพิ่มงบดับไฟ พร้อมใช้ดาวเทียม AI และ Drone สร้าง "เศรษฐกิจปลอดการเผา" ให้ชุมชนมีรายได้โดยไม่ต้องจุดไฟ
เสวนาระดับนโยบายที่มุ่งเปลี่ยนแปลงจริง
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมนวัตกรรม ศศย.สปท. พลอากาศเอกศิริพล ศิริทรัพย์ ประธานกลุ่มเศรษฐกิจ มูลนิธิคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม ร่วมกับ คุณพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ จัดเสวนาระดับนโยบายในหัวข้อ "ข้อเสนอยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ลดไฟป่า และลดควันพิษต่อสุขภาพ" โดยมี ดร.กระหยิ่ม ศานต์ตระกูล รองประธานมูลนิธิคลังสมอง วปอ.เพื่อสังคม เป็นผู้เปิดการเสวนา
เป้าหมายสูงสุดของการเสวนาครั้งนี้คือการรวบรวมข้อเสนอที่ "ทำได้จริงในพื้นที่" เพื่อจัดทำเป็นร่าง "สมุดปกขาวข้อเสนอยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ" เสนอต่อภาครัฐ
ปัญหาหลักที่ต้องเปลี่ยน: ระบบที่แตกแยกและงบที่ลงผิดจุด
ที่ประชุมเห็นพ้องว่าปัญหาไฟป่าในประเทศไทยยังคงถูกบริหารจัดการในลักษณะ "หลายหน่วยงาน หลายงบประมาณ และขาดระบบบัญชาการร่วม" ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรและการตัดสินใจในพื้นที่ล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีกประการคือ งบประมาณส่วนใหญ่ยังเน้น "การระงับเหตุในช่วงฤดูไฟ" มากกว่าการป้องกันและจัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า ทั้งที่ช่วงก่อนเกิดไฟเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการลดความรุนแรงของปัญหา
5 ข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ
ข้อที่ 1 — ตั้งระบบบัญชาการเดียว ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
จัดตั้งศูนย์บัญชาการและศูนย์ข้อมูลกลางระดับประเทศ พร้อมกระจายอำนาจ งบประมาณ และเครื่องมือให้จังหวัดและท้องถิ่นสามารถปฏิบัติได้จริงโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง
ข้อที่ 2 — ป้องกันก่อนเกิดไฟด้วยเทคโนโลยีครบวงจร
ใช้ระบบ "ดาวเทียม + AI + Drone" เชื่อมข้อมูลจุดความร้อน คุณภาพอากาศ และข้อมูลพื้นที่ เพื่อ ตรวจจับ–วิเคราะห์–แจ้งเตือน–ส่งกำลังเข้าระงับเหตุ ให้เร็วที่สุด พร้อมทดลองใช้โดรนและเทคโนโลยีสารยับยั้งไฟในพื้นที่นำร่อง
ข้อที่ 3 — สร้าง "เศรษฐกิจปลอดการเผา"
เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านศูนย์รวบรวม–แปรรูปชีวมวล–ตลาดรับซื้อ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้โดยไม่ต้องเผา และสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ อาสาสมัคร พร้อมสร้างผลตอบแทนให้ผู้ที่ดูแลและฟื้นฟูป่าอย่างต่อเนื่อง
ข้อที่ 4 — วัดผลจาก "สุขภาพประชาชน" ไม่ใช่แค่จำนวนไฟที่ดับ
เชื่อมข้อมูลไฟป่า–PM2.5–สุขภาพ เพื่อจัดทำแผนที่ความเสี่ยง แจ้งเตือนประชาชน และดูแลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครดับไฟที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ข้อที่ 5 — เปลี่ยนการรักษาป่าให้เป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่
สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมรักษาป่า ไม่ใช่เพียงผู้ถูกบังคับห้ามเผา
สรุปจากเวทีเสวนา
ข้อสรุปร่วมที่ชัดเจนที่สุดจากการเสวนาครั้งนี้คือ "การแก้ไฟป่าต้องไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบเพื่อดับไฟ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและระบบบริหารทั้งประเทศ จากการตั้งรับเป็นการป้องกันเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีให้เต็มประสิทธิภาพ สร้างรายได้ให้ชุมชน และทำให้การรักษาป่าเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่"
ข้อเสนอจากการเสวนาทั้งหมดจะถูกนำไปสังเคราะห์เป็น "สมุดปกขาวข้อเสนอยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ" เพื่อเสนอต่อภาครัฐในการขับเคลื่อนเป้าหมาย "ป่าเพิ่ม–ไฟลด–ฝุ่นลด–สุขภาพดี–ชุมชนมีรายได้–ประเทศมีระบบจัดการไฟป่าที่ยั่งยืน"
ปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจในหลายมิติ ทั้งต้นทุนด้านสุขภาพของพนักงาน ผลผลิตแรงงาน การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตร ข้อเสนอด้าน "เศรษฐกิจปลอดการเผา" และ "ตลาดรับซื้อชีวมวล" เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับภาคเอกชนที่ต้องการลงทุนในพลังงานชีวมวล Carbon Credit และ Agri-Tech ในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน

แกลเลอรีรูปภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรุงเทพฯ กำลังจะมีพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งใหม่จาก Dusit Central Park
กรุงเทพฯ กำลังจะมีพื้นที่สีเขียวลอยฟ้าแห่งใหม่ขนาดใหญ่กว่า 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) พบกับ “Roof Park” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองแห่งใหม่จากโครงการ Dusit Central Park ที่เตรียมขึ้นแท่นเป็น สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดดเด่นด้วยทัศนียภาพแบบ Extending Park View ที่เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวของโครงการสู่สวนลุมพินีอย่างกลมกลืน ออกแบบภายใต้แนวคิด Universal Design เพื่อให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียม ไม่เพียงเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ และประเทศไทยในฐานะเมืองสีเขียวแห่งอนาคตด้วย

บทเรียนธุรกิจโรงงานน้ำตาล รับซื้อ 'อ้อยไฟไหม้' สะเทือนโมเดลธุรกิจเพื่อความยั่งยืน
สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ที่ขยายวงกว้างในช่วงเดือน ม.ค. - ก.พ.2568 ส่งผลให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงแผนระดับชาติให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกรมควบคุมมลพิษในฐานะหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพทำมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ที่ครอบคลุมการป้องกันการเผาป่า การเผาในพื้นที่เกษตร การระบายฝุ่นในเขตเมืองและภาคธุรกิจ







