"อว.-คมนาคม" ผนึกกำลังอัดทุนวิจัย 300 ล้านบาท ยกระดับระบบรางไทย  เดิมพันเชิงยุทธศาสตร์หรือหว่านเบี้ยหัวแตก?

"อว.-คมนาคม" ผนึกกำลังอัดทุนวิจัย 300 ล้านบาท ยกระดับระบบรางไทย เดิมพันเชิงยุทธศาสตร์หรือหว่านเบี้ยหัวแตก?

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

งบประมาณเฉลี่ย 60 ล้านบาทต่อปี กระจายให้ผู้ประกอบการ 150 ราย เพื่อพาไทยก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีรางระดับโลก นี่คือโจทย์ยากที่ภาครัฐต้องพิสูจน์ ในขณะที่ประเทศอย่างจีนและอินเดียต้องใช้เม็ดเงินและกลยุทธ์มหาศาลกว่ามากในการเดินเส้นทางเดียวกัน

ท่ามกลางการเร่งขยายโครงข่ายรถไฟและรถไฟฟ้าทั่วประเทศ คำถามที่นักวิเคราะห์และภาคอุตสาหกรรมถามมาโดยตลอดคือ — ไทยมีความพร้อมแค่ไหนในการก้าวจากผู้ซื้อเทคโนโลยีรางสู่ผู้ผลิต? ภาครัฐกำลังให้คำตอบด้วยการลงทุนครั้งสำคัญ แม้ขนาดของการลงทุนจะสร้างคำถามใหม่ตามมาไม่น้อย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงคมนาคม ประกาศผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานหลัก ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพข.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการขนส่งระบบราง (สทร.) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางของไทย ด้วยงบสนับสนุนทุนวิจัยรวม 300 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 5 ปี

นี่ไม่ใช่แค่การอัดฉีดงบประมาณทั่วไป แต่เป็นการวางเดิมพันว่าไทยสามารถก้าวจากผู้นำเข้าเทคโนโลยีรางสู่ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลกได้จริง

เป้าหมาย Local Content 70% — โอกาสทองหรือเป้าที่ฝืนโครงสร้าง?

หัวใจของโครงการคือการตั้งเป้า สัดส่วน Local Content ที่ 70% ภายใน 5 ปี หมายความว่าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และเทคโนโลยีในระบบรางของไทยอย่างน้อย 7 ใน 10 ส่วนจะต้องผลิตหรือพัฒนาขึ้นภายในประเทศ

เป้าหมาย Local Content 70% ในระบบรางไทยภายใน 5 ปี เป็นตัวเลขที่ท้าทาย ขณะที่อินเดียซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่กว่ามากยังใช้เวลาหลายปีในการทยอยเพิ่มเกณฑ์จาก 50% ขึ้นไป

เป้าหมายนี้สร้างนัยสำคัญหลายมิติ:

  • ลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดความเสี่ยงจากห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบาง หลังประสบการณ์จาก COVID-19 และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  • สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ กระตุ้นการลงทุนในสายการผลิตและ R&D เชิงลึกที่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนภายในระบบเศรษฐกิจ
  • ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม บังคับให้ผู้ผลิตไทยพัฒนาคุณภาพให้ผ่านมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ยกระดับผู้ประกอบการ 150 ราย เชื่อมห่วงโซ่อุปทานรางโลก

โครงการตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการไทยกว่า 150 ราย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมระบบราง ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SME ที่มีศักยภาพ — เปิดตลาดที่ก่อนหน้านี้ถูกครอบงำโดยผู้ผลิตต่างชาติ

กลยุทธ์หลักของโครงการประกอบด้วย:

  • เชื่อมงานวิจัยสู่การใช้งานจริง บพข. และ สทร. ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับความต้องการจริงของ รฟท. และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม
  • สร้างมาตรฐานสากลและทดสอบอย่างเข้มข้น กำหนดมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยที่อ้างอิงได้ในระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสการส่งออกในอนาคต
  • พัฒนาองค์ความรู้ที่ต่อยอดได้ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและความเชี่ยวชาญที่อยู่ในมือคนไทย ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีระยะสั้น

บทเรียนจากต่างประเทศ: ไทยควรเดินแบบใคร?

ก่อนจะประเมินความเป็นไปได้ของแผนภาครัฐ การมองกรณีศึกษาจากประเทศที่ผ่านเส้นทางเดียวกันมาแล้วช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

โมเดลจีน: แลกตลาดเอาเทคโนโลยี

ในอดีตจีนไม่ได้มีเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงเป็นของตนเอง แต่ใช้วิธีนำเข้าและจัดซื้อครั้งใหญ่จากผู้ผลิตระดับโลก เช่น Alstom, Siemens, Kawasaki และ Bombardier กลยุทธ์หัวใจคือ Market for Technology — ใช้ขนาดตลาดมหาศาลและปริมาณการสั่งซื้อเป็นแต้มต่อในการบังคับให้บริษัทต่างชาติต้องตั้งบริษัทร่วมทุนและถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก จนสุดท้ายพัฒนาขึ้นเป็นรถไฟความเร็วสูงตระกูล Fuxing และกลายเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีระบบรางรายใหญ่ที่สุดในโลกผ่าน CRRC

บทเรียนสำหรับไทย: จีนทำสำเร็จเพราะมีขนาดตลาดมหาศาลพอที่จะบีบให้เจ้าของเทคโนโลยียอมถ่ายทอดความรู้  เงื่อนไขที่ไทยไม่ได้มีในระดับเดียวกัน

โมเดลอินเดีย: Local Content บวก Joint Venture

อินเดียมีเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ติดอันดับโลก แต่ระบบและหัวรถจักรล้าสมัย จึงใช้นโยบาย Public Procurement (Preference to Make in India) กำหนดเกณฑ์จัดซื้อจัดจ้างให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ผลิตในประเทศ พร้อมทยอยเพิ่มเกณฑ์ Local Content ตั้งแต่ 50% จนถึง 70%+ ควบคู่กับการดึงบริษัทอย่าง Alstom มาตั้งโรงงานผลิตหัวรถจักรไฟฟ้าในรัฐพิหาร และพัฒนา Vande Bharat Express รถไฟกึ่งความเร็วสูงที่ใช้ห่วงโซ่อุปทานของผู้ประกอบการอินเดียกว่า 75%

บทเรียนสำหรับไทย: นโยบายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (TOR) ต้องชัดเจน ต่อเนื่อง และบังคับใช้จริง จึงจะจูงใจให้เกิดการตั้งโรงงานและผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

โมเดลมาเลเซีย: โฟกัส MRO แทนผลิตทั้งขบวน

มาเลเซียมีขนาดตลาดใกล้เคียงกับไทยและไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมรางหนักตั้งแต่ต้น จึงเลือกใช้ระบบ ICP (Industrial Collaboration Program) ผูกเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้ากับเมกะโปรเจกต์ เช่น MRT, LRT, ECRL พร้อมดึง CRRC Rolling Stock Center เข้ามาตั้งฐานประกอบและซ่อมบำรุงในรัฐเปรัก โดยเน้นงาน MRO (Maintenance, Repair, Overhaul) และผลิตชิ้นส่วนย่อยแทนการผลิตทั้งขบวนตั้งแต่ต้นน้ำ

บทเรียนสำหรับไทย: ประเทศขนาดกลางไม่จำเป็นต้องผลิตรถไฟเองทั้งคัน แต่สามารถเลือกยืนในจุดที่มีกำไรสูงและคุ้มทุนง่ายกว่า

วิสัยทัศน์ 5 ปี: เดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ?

เม็ดเงิน R&D 60 ล้านบาทต่อปี สำหรับผู้ประกอบการ 150 ราย หมายความว่างบเฉลี่ยต่อรายต่อปีอยู่ที่ราว 400,000 บาทเท่านั้น — ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนา Deep Tech ระดับสากลในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เม็ดเงินสูงเช่นระบบราง

การอัดฉีดงบประมาณ 300 ล้านบาทตลอด 5 ปีสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ภาครัฐมองว่านี่คือ การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่รายจ่ายทั่วไป เป้าหมายปลายทางคือผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระบบรางในภูมิภาค — พลิกบทบาทจาก "ผู้ซื้อ" สู่ "ผู้ขาย" ในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่กรณีศึกษาจากสามประเทศข้างต้นสะท้อนว่างบ 300 ล้านบาทนี้จำเป็นต้องกำหนดบทบาทให้ชัดเจน ก่อนที่คำถามสำคัญต่อไปนี้จะกลายเป็นความล้มเหลว:

งบเฉลี่ยปีละ 60 ล้านบาท เพียงพอหรือเปล่า? หากต้องกระจายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 150 ราย เม็ดเงินต่อรายจะเหลือเพียงน้อยมาก คำถามคือวงเงินระดับนี้จะเพียงพอต่อการพัฒนา Deep Tech และทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลได้จริงหรือไม่?

ไทยกำลังติดกับดัก "ผลิตเองทุกอย่าง" หรือเปล่า? ในเมื่อไทยไม่ได้มีความได้เปรียบด้านวิศวกรรมรางหนักตั้งแต่ต้น การตั้งเป้า Local Content สูงถึง 70% อาจเป็นการฝืนโครงสร้างความสามารถในการแข่งขัน หรือแท้จริงแล้วควรโฟกัสเฉพาะชิ้นส่วนเฉพาะทาง ระบบอาณัติสัญญาณบางส่วน และงาน MRO ที่สร้างกำไรและคุ้มทุนกว่า?

มีตลาดรองรับจริงแค่ไหนหลังงานวิจัยจบ? แม้จะสร้างต้นแบบสำเร็จ หากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (TOR) ยังคงผูกติดกับมาตรฐานต่างชาติ หรือขาดคำสั่งซื้อต่อเนื่องจาก รฟท. และโครงการรถไฟฟ้า ผู้ประกอบการ 150 รายที่ถูกดึงเข้ามาจะอยู่รอดได้อย่างไร?

บทสรุป

แนวทางที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับไทย คือการเดินตามแบบอินเดีย-มาเลเซีย โดยใช้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (TOR) เป็นเงื่อนไขดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แล้วโฟกัสผู้ประกอบการไทย 150 รายไปที่ระบบชิ้นส่วนย่อย (Tier 2/Tier 3) และงานบำรุงรักษา (MRO) เพื่อให้เกิดคำสั่งซื้อจริงและไม่กลายเป็นการหว่านงบที่บางเกินไปจนไม่เกิดผลลัพธ์

การก้าวจาก "ผู้ซื้อ" สู่ "ผู้ผลิต" ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยงบประมาณเฉลี่ยปีละ 60 ล้านบาทหากไม่มีเป้าหมายที่คมชัดและกลไกตลาดรองรับ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าไทย อยาก ผลิตระบบรางหรือไม่ แต่คือ แนวทางนี้ตอบโจทย์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริง หรือเป็นเพียงความพยายามที่กระจายงบจนเบาบางเกินไปและสูญเปล่า

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข Local Content ที่จะเกิดขึ้นจริง แต่คือว่าภาครัฐจะปรับ TOR ให้เอื้อต่อผู้ผลิตไทยในทางปฏิบัติได้หรือไม่ — นั่นคือตัวชี้วัดจริงของความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการนี้

ข้อมูลอ้างอิง:

  • thaipr.net. (2569, 14 สิงหาคม). “อว.-คมนาคม” ผนึก บพข.-รฟท.-สทร. อัดทุนวิจัยกว่า 300 ล้านบาท เชื่อมวิจัยสู่การใช้งานจริง ปั้นผู้ประกอบการไทยกว่า 150 ราย. ThaiPR.NET. https://www.thaipr.net/finance/3750374 
  • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนฯ (บพข.). (2568). แผนปฏิบัติการส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานระบบรางและโลจิสติกส์ของประเทศ (พ.ศ. 2568–2572). สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
  • กรมการขนส่งทางราง. (2566). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมระบบรางและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ระยะ 10 ปี. กระทรวงคมนาคม
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). รายงานการติดตามประเมินผลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งระบบรางของประเทศไทย. สำนักนายกรัฐมนตรี
  • Technology Depository Agency. (2023). Malaysian Industrial Collaboration Programme (ICP) in Mega Rail Infrastructure Projects: Impact on Local Supply Chain and MRO Ecosystem. Ministry of Finance Malaysia
  • Ministry of Railways (Government of India). (2022). Policy for Public Procurement (Preference to Make in India) in Indian Railways: Scaling Indigenous Manufacturing. Railway Board of India

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อว. ผนึก คมนาคม อัดทุนวิจัย 300 ล้าน ยกระดับเทคโนโลยีระบบรางไทย

อว. ผนึก คมนาคม อัดทุนวิจัย 300 ล้าน ยกระดับเทคโนโลยีระบบรางไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงคมนาคม ได้ร่วมมือครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับระบบรางของประเทศไทย ด้วยการผนึกกำลังกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (บพข.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทร.) เพื่อสนับสนุนทุนวิจัยกว่า 300 ล้านบาท

6 นาที
กระทรวงคมนาคมและ Minor International พัฒนาโครงการรถไฟท่องเที่ยวหรู “Siamese Train”

กระทรวงคมนาคมและ Minor International พัฒนาโครงการรถไฟท่องเที่ยวหรู “Siamese Train”

กระทรวงคมนาคม ผนึกกำลัง Minor International พัฒนาโครงการรถไฟท่องเที่ยวหรู “Siamese Train” ตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยสู่หมุดหมายการท่องเที่ยวทางรางระดับโลก ดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและพลิกโฉมระบบรางของประเทศ โดยได้รับแรงหนุนจาก พ.ร.บ. ทางรางใหม่ ที่เปิดทางให้เอกชนร่วมลงทุน ย้ำกลยุทธ์ภาครัฐ-เอกชนในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานสู่มูลค่าเพิ่มระยะยาว

5 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง