
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs
สรุปประเด็น
วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล สู่ระดับ "Code RED" ดร.กอบศักดิ์เตือนภัยเงินเฟ้อโลกและดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่ เงินบาทอ่อนค่า แตะ 32.18 บาท/ดอลลาร์ ต่ำสุดรอบ 3 เดือน SMEs ไทย ต้องเร่งปรับตัว รับมือต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่พุ่งสูง ธุรกิจขนส่ง วัตถุดิบได้รับผลโดยตรง แม้ผู้ส่งออกอาจได้เปรียบจากค่าเงินอ่อน แต่ความผันผวนยังสูง แนะบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบเพื่อความอยู่รอดในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต เมื่อราคาพุ่งทะลุ 110-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่ง ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ได้เตือนว่าเป็นระดับ "Code RED" ที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นทั่วโลก ปัจจัยหลักมาจากการขยายวงของความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่สร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมัน ขณะเดียวกัน เงินบาทไทยอ่อนค่าลงแตะ 32.18 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นสถิติต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวิกฤตน้ำมันและการแข็งค่าของดอลลาร์ ทำให้ประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลักต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจโดยตรง
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้ประกอบการ SMEs ที่จะต้องเผชิญกับภาระต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หอการค้าไทยได้ออกมาเตือนให้ธุรกิจทุกขนาด รวมถึง SMEs เร่งบริหารจัดการต้นทุนเหล่านี้อย่างเข้มงวด ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน การขนส่ง และการผลิตที่พึ่งพิงวัตถุดิบนำเข้าจะได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เงินบาทอ่อนค่าลง ก็อาจเป็นโอกาสสำหรับ ผู้ประกอบการส่งออก ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ แต่ก็ต้องพึงระลึกถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงควรกระจายความเสี่ยงและพิจารณาการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากค่าเงิน
SCB EIC-กสิกรไทย ชี้ราคาน้ำมันอาจพุ่ง 130 ดอลลาร์-บาทอ่อน 33 บาท
หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น SCB EIC และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสถานการณ์ว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินบาทอ่อนค่าถึง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation และฉุด GDP ไทยปี 2569 ลดลงถึง 0.3-0.8% ภาครัฐอาจต้องแบกรับภาระพยุงราคาน้ำมันอีกครั้ง ซึ่งจะสร้างภาระคลังมหาศาล เพื่อให้ SMEs รับมือได้ ควรพิจารณาใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการพึ่งพาพลังงาน และสำรวจตลาดใหม่ๆ ลดความเสี่ยงตลาดเดียว การปรับตัวและวางแผนรับมืออย่างรัดกุมเป็นกุญแจสำคัญสู่การอยู่รอดในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนสูงเช่นนี้
แนวทางลดต้นทุน–กระจายความเสี่ยงสำหรับ SMEs
ในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ การวางแผนการลดการใช้พลังงานต่างๆ จะเป็นผลดีกับทังองค์กรและประเทศในระยะสั้น ทีมบรรณาธิการ The Business Leader ขอแนะนำแนวทางการลดต้นทุน–กระจายความเสี่ยงสำหรับ SMEs
1. บริหารการใช้พลังงานในองค์กร
-
ทำแผน “Quick win” ลดพลังงาน: ปรับเวลาการผลิตให้หลบช่วงพีค, ปรับอุณหภูมิแอร์, ปิดเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น, เช็ก maintenance เครื่องจักรให้กินไฟต่ำสุด
-
ใช้ WFH/Hybrid กับงานสำนักงาน ลดการเดินทางและการใช้พลังงานในออฟฟิศ ควบคู่มาตรการประหยัดในอาคาร เช่น ไฟส่องสว่างประหยัดพลังงาน
2. ปรับกระบวนการผลิตและโลจิสติกส์
-
ทบทวน layout และขั้นตอนการผลิตเพื่อลดรอบเดินเครื่อง ลดของเสีย และลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต ซึ่งเป็นทิศทางที่ภาคอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่เลือกใช้เมื่อพลังงานแพง
-
บริหารโลจิสติกส์ใหม่: รวมรอบขนส่ง, วางแผนเส้นทางให้สั้นลง, ใช้รถที่ประหยัดพลังงานหรือ EV เมื่อเหมาะสม ลดผลกระทบจากค่าน้ำมันผันผวน
3. ใช้พลังงานทดแทนเท่าที่ทำได้ (แม้เป็นก้าวเล็กๆ)
-
เริ่มต้นทดลอง Solar Rooftop ในส่วนที่คืนทุนเร็ว เช่น หลังคาโกดังหรือโรงงาน โดยใช้มาตรการภาครัฐที่สนับสนุนภาษี/ลดหย่อน เพื่อช่วยกดต้นทุนค่าไฟในระยะกลาง–ยาว
-
ใช้โซลูชันพลังงานจากผู้ให้บริการเอกชน เช่น โซลาร์แบบไม่ต้องลงทุนเอง จ่ายเป็นค่าไฟหน่วยละถูกลง ช่วยให้ SMEs ลดค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน
4. บริหารต้นทุน–ราคา–สัญญากับลูกค้า
-
ทบทวนโครงสร้างราคา แยก “ส่วนต้นทุนพลังงาน” ให้ชัดเจน เพื่อสื่อสารกับลูกค้า/คู่ค้าเรื่องการปรับราคาอย่างโปร่งใส และพิจารณาทำสัญญาที่มี fuel surcharge ในงานที่ใช้พลังงานสูง
-
เร่งล็อกต้นทุนบางส่วนล่วงหน้า เช่น เจรจากับซัพพลายเออร์พลังงานหรือขนส่งในรูปแบบสัญญาระยะสั้น 3–6 เดือน แทนการลอยตัวตามราคาตลาดเต็มที่
5. เงินทุนและสิทธิประโยชน์ที่ควรรีบใช้
-
ตรวจสอบโครงการสนับสนุนของรัฐและสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อเพื่อประสิทธิภาพพลังงาน สินเชื่อ Green Productivity หรือสิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับการลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและโซลาร์
-
ใช้ช่วงนี้เป็นโอกาสอัปเกรดเครื่องจักร/อุปกรณ์ที่กินไฟมาก ด้วยเครื่องรุ่นใหม่ประหยัดพลังงาน โดยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีและซอฟต์โลนมาช่วยลดภาระเงินสด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อบรบออนไลน์ : ลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย
NEA เปิดตัวหลักสูตร Jewelry Export Excellence ยกระดับผู้ประกอบการอัญมณีไทย สร้างแบรนด์–เพิ่มมูลค่า–ขยายตลาดโลก เจาะกลุ่มลักชัวรี่ด้วยกลยุทธ์ครบวงจร

บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท. การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568) เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโรคระบาด สงครามที่ส่งผลเป็นวงกว้าง ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน

สยาม โคโคเพลลิ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL หนุน SME ไทยสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะญี่ปุ่น
บริษัท สยาม โคโคเพลลิ จำกัด ก่อตั้งปี 2568 ผนึกธนาคารกรุงไทยและสภาหอการค้าฯ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL ใช้ AI จับคู่ธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น เชื่อมคู่ค้ากว่า 60,000 ราย พร้อมโซลูชันการเงินครบวงจรและระบบ KYC คัดกรองความน่าเชื่อถือ หนุน SME ไทยบุกตลาดสากลอย่างมั่นใจและยั่งยืน

JGAB 2026: การยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลกและสร้างเครือข่ายธุรกิจ
งาน JGAB 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำบทบาทศูนย์กลางการค้า และเปิดโอกาสทองให้ SMEs ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ

กับดักการยกระดับ: เมื่อ "ชัยชนะทางอาวุธ" นำมาซึ่ง "ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์"
เจาะลึกวิกฤตความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านผ่านมุมมอง ศ.Robert Pape กับ "กับดักการยกระดับ" เมื่อชัยชนะทางทหารอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์ พร้อมบทวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการปรับตัวของมหาอำนาจจีนและรัสเซีย

ผลการดำเนินงานโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ของกระทรวงพาณิชย์ สองครั้งแรกทะลุ 60 ล้านบาท หนุน SMEs
กระทรวงพาณิชย์เผยโครงการไทยช่วยไทยสองครั้งแรกทำยอดขายกว่า 60.85 ล้านบาท ดึงดูดประชาชนกว่า 5 แสนคน ช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ SMEs และ OTOP ทั่วประเทศ
