
จับสัญญาณจีน-เวียดนาม พันธมิตรเศรษฐกิจสู้ศึกสงครามการค้ากับสหรัฐฯ?
ท่ามกลางความเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ปักกิ่งได้เริ่มปรับยุทธศาสตร์ทางการทูตของตน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกในปีนี้ที่รวมถึงมาเลเซียและกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรในภูมิภาคในช่วงเวลาวิกฤตที่ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจกับวอชิงตันกำลังขยายวงกว้าง
ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัวของทางการจีน การเยือนนี้เกิดขึ้นในบริบทที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้มาตรการทางภาษีที่รุนแรงกับสินค้าจีน ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในปีนี้
สี จิ้นผิง จี้จีน-เวียดนามต่อต้านการเมืองเชิงอำนาจและฝ่ายเดียวนิยม

ในระหว่างการพบปะกับประธานาธิบดีเวียดนาม เลือง กั๋ว เมื่อวันที่ 15 เมษายน สี จิ้นผิงได้เรียกร้องให้จีนและเวียดนามร่วมกันต่อต้านการเมืองเชิงอำนาจและฝ่ายเดียวนิยม พร้อมทั้งแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 95 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งประเทศเวียดนาม และครบรอบ 50 ปีการปลดปล่อยภาคใต้
ประธานาธิบดีสีได้ระบุว่า ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 75 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-เวียดนาม และเป็นปีแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนจีน-เวียดนาม โดยในช่วง 75 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามได้พัฒนาจากมิตรภาพแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะเป็น "สหายบวกพี่น้อง" ไปสู่ชุมชนที่มีอนาคตร่วมกันซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างฉันมิตร ความสามัคคี และความร่วมมือระหว่างประเทศ
6 เสาหลักความร่วมมือจีน-เวียดนาม
สี จิ้นผิงได้กล่าวถึงเป้าหมาย 6 เสาหลักความร่วมมือจีน-เวียดนาม อันได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจทางการเมืองที่แข็งแกร่งขึ้น ความร่วมมือด้านความมั่นคงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พื้นฐานประชาชนที่แข็งแกร่งขึ้น การประสานงานและความร่วมมือในกิจการพหุภาคีที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการจัดการและแก้ไขความแตกต่างที่ดีขึ้น
สี เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคงในการเดินตามเส้นทางสังคมนิยมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละประเทศ และยังคงมีความก้าวหน้าใหม่ๆ ในการพัฒนาอุดมการณ์สังคมนิยม
สงครามการค้าทำลายระบบการค้าโลกและประเทศกำลังพัฒนา
ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความตึงเครียดทางการค้าโลก สี จิ้นผิงได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า "สงครามการค้าจะทำลายระบบการค้าระหว่างประเทศ เสถียรภาพของระเบียบเศรษฐกิจโลก และผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา" ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงถึงจุดยืนของจีนต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ตามรายงานของซินหัว สี ยังเรียกร้องให้จีนและเวียดนามตอบสนองต่อความไม่แน่นอนภายนอกด้วยความร่วมมือฉันมิตรและจุดแข็งของสังคมนิยม แสดงให้เห็นถึงการพยายามสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลก
ความสัมพันธ์ที่หยั่งรากในประชาชน
ในการพบปะกับตัวแทนจากการประชุมมิตรภาพประชาชนจีนและเวียดนามในกรุงฮานอย สี จิ้นผิงได้เน้นย้ำว่า "ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามหยั่งรากในประชาชน ดำรงอยู่โดยประชาชน และได้รับพลังจากประชาชน" สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ในระดับประชาชนที่เป็นรากฐานของความร่วมมือทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ
เขากล่าวว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนของจีนและเวียดนามได้ยืนเคียงข้างกันทั้งในยามสุขและยามทุกข์ เผชิญเคราะห์ร่วมกัน และได้ร่วมกันเขียนบทอันรุ่งโรจน์ในประวัติศาสตร์มิตรภาพจีน-เวียดนาม
มุ่งสู่อนาคต: โครงการ "Red Study Tours" และกลไกความร่วมมือรถไฟ
ในการมองไปสู่อนาคต สี จิ้นผิงระบุว่า "เยาวชนคืออนาคตและความหวังของอุดมการณ์" และประกาศว่าในอีกสามปีข้างหน้า จีนจะเชิญเยาวชนเวียดนามไปจีนเพื่อเข้าร่วม "Red Study Tours" เป็นโครงการที่มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
นอกจากนี้ สี จิ้นผิง โต หล่าม และนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฝ่าม มิงห์ ชิงห์ ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดตัวกลไกความร่วมมือรถไฟจีน-เวียดนาม ซึ่งเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่างสองประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงในภูมิภาค

อนาคตของความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม
ก่อนเดินทางกลับ สี จิ้นผิง ได้กล่าวลาเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โต หล่าม โดยระบุว่าเขามี "ความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม" และกล่าวว่าการเยือนเวียดนามของเขา "ประสบความสำเร็จแม้จะสั้น"
การเยือนเวียดนามของสี จิ้นผิงในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเสริมสร้างพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจระดับโลก โดยเฉพาะในบริบทของสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการค้าระหว่างประเทศและเสถียรภาพของระเบียบเศรษฐกิจโลก
ที่มา
http://en.cppcc.gov.cn/2025-04/15/c_1085699.htm
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนเรียกร้องหยุดยิงทันที: หวังอี้หารือรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน หนุนเจรจาคลี่คลายความขัดแย้ง
จีนเรียกร้องหยุดยิงทันทีในตะวันออกกลาง หลังหารืออิหร่าน เน้นเจรจาทางการทูต ฟื้นความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ และลดความตึงเครียดภูมิภาค

Silk Road Express: เมื่อ “ขบวนรถไฟ” กลายเป็นจุดหมายปลายทาง
ถไฟลักชัวรี Silk Road Express พาผู้โดยสารออกเดินทางสู่เส้นทางสายไหมของจีนอย่างมีสไตล์ เปลี่ยนเวลาบนรางให้เป็นประสบการณ์พักผ่อน ค้นพบวัฒนธรรม และซึมซับความงดงามของการเดินทางที่ปลายทางก็สำคัญ แต่ระหว่างทางยิ่งน่าจดจำ

จีน-มาเลเซีย เริ่มใช้ข้อตกลงยกเว้นวีซ่าซึ่งกันและกันอย่างเป็นทางการ เดินทางเข้า-ออกได้ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง
จีนและมาเลเซียเริ่มบังคับใช้ ข้อตกลงยกเว้นวีซ่าซึ่งกันและกัน อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและการเดินทางระหว่างสองประเทศ

8 สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีน เตรียมเสริมแกร่งเงินทุน หนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของจีน 8 แห่ง รวมถึง ICBC และ ABC ประกาศแผนอัดฉีดเงินทุนรวมกันสูงสุด 3.6 แสนล้านหยวน เพื่อเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Core Tier 1) มุ่งยกระดับความเสี่ยง ขยายสินเชื่อ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับการเติบโตของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงตลอดช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15

จีนเปิดแผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ดัน AI สร้าง Digital China หนุนความร่วมมือไทยสู่เศรษฐกิจอัจฉริยะ
จีนเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี (2026-2030) มุ่งขับเคลื่อน “Digital China” ด้วย AI+ พร้อมต่อยอดความร่วมมือไทยในเกษตรอัจฉริยะ โลจิสติกส์ และ EV ยกระดับเศรษฐกิจสู่อนาคต

ลัทธิกีดกันทางการค้า: การแสวงหาความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศขนาดเล็ก
ประเทศขนาดเล็กจะมีแผนการผชิญกับนโยบายกีดกันทางการค้า (Trade protectionism) เพื่อแสวงหาความมั่นคงและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร