
THE LEADERS
ถอดสูตรฝ่าวิกฤตของหญิงเหล็กแห่งวงการโรงแรมไทย เปลี่ยนความเสี่ยงเป็นโอกาสเติบโตแบบยั่งยืน
ดุสิตธานี
ถอดสูตรฝ่าวิกฤตของหญิงเหล็กแห่งวงการโรงแรมไทย เปลี่ยนความเสี่ยงเป็นโอกาสเติบโตแบบยั่งยืน
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
หัวมุมถนนสีลม-พระราม 4 ที่เคยเงียบเหงาไปในช่วงการเปลี่ยนผ่าน บัดนี้ได้กลับมาส่องประกายสว่างไสวอีกครั้งกับการเฉลิมฉลองการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ 'โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ' โฉมใหม่ การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างอาคารสูงหลังใหม่ แต่คือตัวแทนการเกิดใหม่ของแบรนด์ไทยระดับสากลภายใต้การทรานส์ฟอร์มอันดุดันของ 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' ซีอีโอหญิงแกร่งนอกตระกูลคนแรกในประวัติศาสตร์ของกลุ่มดุสิตธานี ผู้กล้าตัดสินใจทุบหม้อข้าวตัวเองและเดินหน้าท้าทายทุกความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดแบบยั่งยืน มาร่วมถอดสูตรคิด วิธีการ และบทเรียนการบริหารงานแบบฉบับหญิงเหล็กเอเชียที่ผู้บริหารและผู้ประกอบการทุกคนต้องศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้ในยุคแห่งความผันผวนนี้
ถอดบทเรียนและวิสัยทัศน์ของ 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' ในฐานะ Group CEO ของกลุ่มดุสิตธานี
หญิงเหล็กผู้สร้างปรากฏการณ์นำพากลุ่มโรงแรมระดับตำนานของไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กร ทั้งการปิดปรับปรุงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อสร้างอภิมหาโครงการมิกซ์ยูส 'Dusit Central Park' และวิกฤตการณ์โควิด-19 ด้วยแนวคิดอันแน่วแน่ว่า 'ความเสี่ยงสูงสุด คือการที่เราไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย' เธอได้ใช้ 3 กลยุทธ์ปฏิรูป ได้แก่ การกระจายความยืดหยุ่นทางพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ (Diversification), การขยายฐานที่ตั้งสู่ระดับสากล (Geographical Expansion) และการยกระดับความยั่งยืนและการใช้เทคโนโลยี (Sustainability & Digital Transformation) จนสามารถเปลี่ยนกลุ่มธุรกิจดุสิตธานีจากแบรนด์โรงแรมดั้งเดิมสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์และความยั่งยืนระดับโลกแบบยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง
เส้นทางชีวิตและเกียรติประวัติหญิงเหล็กแห่งเอเชีย
คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) สาขาการเงินและการบัญชีต่างประเทศ จาก Northrop University สหรัฐอเมริกา เส้นทางอาชีพของเธอโดดเด่นด้วยการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่หญิงคนแรกของ IBM ประเทศไทย และก้าวสู่ตำแหน่งบริหารในสำนักงานใหญ่ของ IBM ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายมาเป็นซีอีโอผู้พลิกฟื้น บมจ. ไทยคม (THAICOM) ให้กลับมาทำกำไร และได้รับการแต่งตั้งเป็น Group CEO ของดุสิตธานีในปี พ.ศ. 2559 ล่าสุดในปี ค.ศ. 2024 นิตยสาร Forbes ได้จัดอันดับให้เธอเป็นหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลในทำเนียบ '50 Over 50: Asia 2024' ปรัชญาการทำงานที่เธอยึดมั่นคือ 'การไม่เปลี่ยนเป็นความเสี่ยงสูงสุด' ซึ่งสร้างแรงผลักดันให้เธอปฏิรูปรหัสพันธุกรรม (DNA) ของดุสิตธานีให้พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลงโดยไม่กลัว Comfort Zone
นอกจากความสำเร็จในโลกธุรกิจ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ยังก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล (ครม. อนุทิน 1) และได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใน (ครม. อนุทิน 2) นับเป็นการนำประสบการณ์ด้านการบริหารธุรกิจระดับโลกมาใช้ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง
พลิกวิกฤตด้วยกลยุทธ์ Diversification กระจายความเสี่ยงให้ยืดหยุ่น
ในขณะที่อุตสาหกรรมโรงแรมต้องหยุดชะงักจากการปิดตัวเพื่อก่อสร้างโครงการ Dusit Central Park มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ควบคู่กับการเผชิญโรคระบาดใหญ่ คุณศุภจีเลือกใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงออกไปในธุรกิจอื่นเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ (Diversification) โดยขยายไปสู่ 3 แกนธุรกิจเสริมหลัก ได้แก่ (1) ธุรกิจอาหาร (Dusit Foods) เช่น การเข้าซื้อกิจการเอ็ปปิเคียว เรสเตอรองท์ เซอร์วิสเซส และการทำธุรกิจจำหน่ายและส่งออกอาหารพร้อมรับประทาน (2) ธุรกิจการศึกษา เช่น วิทยาลัยดุสิตธานี และโรงเรียนสอนประกอบอาหาร เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เพื่อการป้อนแรงงานฝีมือคุณภาพและขยายฐานฝึกอบรมทั่วโลก และ (3) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี การปรับพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลายเช่นนี้ทำให้ดุสิตธานีเปลี่ยนผ่านจากแบรนด์โรงแรมดั้งเดิมสู่แบรนด์พหุธุรกิจ (Diversified Corporation) ลดความเปราะบางของรายได้ที่ต้องขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอย่างได้ผล
ขยายฐานภูมิศาสตร์ลดการพึ่งพิงตลาดเดี่ยวทั่วโลก
การกระจายความเสี่ยงทางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Diversification) เป็นแกนสำคัญที่คุณศุภจีนำมาใช้แก้โจทย์จุดอ่อนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ดุสิตธานีภายใต้การนำของเธอได้รุกรับบริหารและเปิดตัวโรงแรมทั้งแบรนด์หลักและแบรนด์ลูกอย่าง ASAI และ Dusit Suites ในต่างประเทศมากกว่า 14 ประเทศทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขยายฐานภูมิศาสตร์ในตลาดพรีเมียมและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ช่วยป้องกันผลกระทบแบบโดมิโนหากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเกิดเหตุวิกฤตทางการเมือง ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด ส่งผลให้กระแสเงินสดของกลุ่มบริษัทมีความยืดหยุ่นและมีเสถียรภาพตลอดเวลาแม้อยู่ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจโลก

ที่มา ASAI China Town, กรุงเทพ
บูรณาการเทคโนโลยีและความยั่งยืนด้วยจิตวิญญาณบริการแบบดั้งเดิม
คุณศุภจีกล่าวว่า 'เราต้องหาส่วนผสมที่ลงตัวให้ได้ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับเทคโนโลยี' โดยเธอได้นำเทคโนโลยีคลาวด์และการวิเคราะห์ดาต้า (Data Analytics) เข้ามาปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการหลังบ้าน ตลอดจนการทำความเข้าใจความต้องการของแขกผู้เข้าพักแบบรายบุคคล (Hyper-Personalization) ขณะเดียวกันยังมุ่งขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจสีเขียวแบบยั่งยืนภายใต้หลัก 'Dusit Graciousness' 4 แกนหลัก ได้แก่ บริการอบอุ่นทางวัฒนธรรม (Service), สุขภาวะที่ดีครบวงจร (Well-being), ความเชื่อมโยงกับชุมชน (Locality) และความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Sustainability) ผ่านโครงการจัดซื้อวัตถุดิบและลดขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม การเชื่อมประสานนี้ทำให้อรรถประโยชน์จากเทคโนโลยีและคุณค่าดั้งเดิมของไทยร่วมเดินทางไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
บทสรุปผู้บริหาร
การถอดบทเรียนและวิสัยทัศน์ของ 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' หญิงเหล็กผู้สร้างปรากฏการณ์นำพากลุ่มโรงแรมระดับตำนานของไทยผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กร ทั้งการปิดปรับปรุงโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อสร้างอภิมหาโครงการมิกซ์ยูส 'Dusit Central Park' และวิกฤตการณ์โควิด-19 ด้วยแนวคิดอันแน่วแน่ว่า 'ความเสี่ยงสูงสุด คือการที่เราไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลย' เธอได้ใช้ 3 กลยุทธ์ปฏิรูป ได้แก่ การกระจายความยืดหยุ่นทางพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ (Diversification), การขยายฐานที่ตั้งสู่ระดับสากล (Geographical Expansion) และการยกระดับความยั่งยืนและการใช้เทคโนโลยี (Sustainability & Digital Transformation) จนสามารถเปลี่ยนกลุ่มธุรกิจดุสิตธานีจากแบรนด์โรงแรมดั้งเดิมสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์และความยั่งยืนระดับโลกแบบยืดหยุ่น แข็งแกร่ง และยั่งยืนอย่างแท้จริง
