ถอดรหัสวิธีคิดผู้นำที่เปลี่ยนธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ถอดรหัสวิธีคิดผู้นำที่เปลี่ยนธุรกิจครอบครัวให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สรุปประเด็น

หลายคนมักมองว่าทายาทธุรกิจครอบครัวคือผู้โชคดีที่ได้รับมรดกเป็นกองเงินกองทอง ทว่าในความเป็นจริง ทายาทหลายคนต้องก้าวเข้ามาแบกรับ 'มรดกหนี้' หรือธุรกิจที่กำลังถอยหลังลงคลองท่ามกลางการดิสรัปต์รอบด้าน การเปลี่ยนสถานะองค์กรที่เกือบล่มสลายให้กลับมาผงาดเป็นอาณาจักรพันล้านจึงเป็นบททดสอบที่สาหัสที่สุดของคำว่า 'ผู้นำ' อะไรคือความลับเบื้องหลังวิธีคิดของผู้นำเหล่านั้นที่ทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนความกลัวเป็นพลัง และเปลี่ยน 'ตัวแดง' ในบัญชีให้กลายเป็น 'กำไรพันล้าน' มาร่วมถอดรหัสวิธีคิดและแนวทางปฏิบัติที่ทรงพลังนี้ไปพร้อมกัน

ศรีจันทร์: กล้าดิสรัปต์สิ่งเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่ผ่านการทำรีแบรนด์

กรณีศึกษาของ 'รวิศ หาญอุตสาหะ' ทายาทรุ่นที่ 3 ของ 'ศรีจันทร์' ชี้ให้เห็นว่าการยึดติดกับความสำเร็จเดิมของบรรพบุรุษเป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบโต ผงหอมศรีจันทร์ในอดีตเคยเป็นแบรนด์ยอดนิยมในยุคคุณยาย แต่กลับเลือนหายไปตามกาลเวลาและมียอดขายต่อปีเพียงสิบล้านบาท การพลิกฟื้นแบรนด์อายุเก่าแก่กว่า 70 ปีให้เข้าสู่ระดับพันล้านจำเป็นต้องทำลายกรอบเดิม (Brand Disruption) ผ่านการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในปี 2014 โดยปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ บรรจุภัณฑ์ และสูตรผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นสากลและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงการขยายแบรนด์ย่อย เช่น Sasi เพื่อครอบคลุมตลาดที่กว้างขึ้น

แนวทางปฏิบัติ:

  • ประเมินมูลค่าสินทรัพย์และมรดกทางวัฒนธรรมของแบรนด์ (Brand Heritage) แยกแยะระหว่างเสน่ห์ดั้งเดิมที่ตลาดต้องการกับสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อยุคสมัย
  • พัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์และรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อสลัดภาพจำความล้าหลัง แต่ยังคงรักษาจุดแข็งทางคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมไว้
  • กระจาย Brand Portfolio เพื่อเข้าถึงลูกค้าหลากหลายกลุ่มเป้าหมาย ป้องกันความเสี่ยงจากการยึดติดกับสินค้าตัวเดียว

คุณาลัย: เผชิญหน้าปรับโครงสร้างหนี้ด้วยความโปร่งใสและสร้างพันธมิตร

กรณีศึกษาของ 'ประวีรัตน์ เทวอักษร' ผู้ก่อตั้งแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ 'คุณาลัย' แสดงให้เห็นว่า เมื่อธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้สินสะสมกว่า 5 พันล้านบาทจากยุคฟองสบู่สบู่แตก ศิลปะในการกอบกู้สถานการณ์ไม่ใช่การหลบหนี แต่คือการเดินหน้าเข้าหาเจ้าหนี้และสถาบันการเงินด้วยความจริงใจและโปร่งใส เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา จนกระทั่งสามารถกลับมาปั้นโครงการใหม่ ต่อยอดอาณาจักร และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ

แนวทางปฏิบัติ:

  • จัดทำแผนฟื้นฟูธุรกิจที่เป็นไปได้จริงและแสดงข้อมูลทางบัญชีที่โปร่งใสแบบ 100% ต่อสถาบันการเงินและเจ้าหนี้ เพื่อขอยืดหยุ่นชำระหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้
  • มองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partners) ที่เข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่อง รวมถึงแลกเปลี่ยนทรัพยากรและความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเพื่อเพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน
  • นำระเบียบการเงินการบัญชีมาตรฐานสากลมาใช้ทันทีเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ร่วมทุนรายใหม่และลูกค้าปูทางสู่การระดมทุนในอนาคต

โอชาฟูดแพ็ค: เปลี่ยนวิกฤตระบบห่วงโซ่อุปทานด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เชิงรุก

กรณีศึกษาของ 'โอชาฟูดแพ็ค' ภายใต้การนำของ ดร. นงนุช อธิพันธุ์อำไพ ทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากธุรกิจค้าข้าวเดิมของครอบครัวสู่การเป็นผู้ส่งออกผักผลไม้แช่แข็งและขนมหวานไทย โดยเน้นการจับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่คู่แข่งมองข้ามอย่าง "ใบตองแช่แข็ง" สำหรับร้านอาหารไทยในต่างแดน แม้จะเป็นสินค้าที่เกือบจะถูกยกเลิกเพราะมีอัตรากำไรต่ำเพียง 7-8% และใช้แรงงานสูง แต่ผู้นำได้ใช้วิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการจัดการเชิงรุก (Operation Excellence) เข้าไปรื้อสร้างกระบวนการผลิตใหม่ (Process Optimization) โดยศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน เจาะลึกรายละเอียดการล้าง การตัด และการจัดวาง จนสามารถสร้างมาตรฐานการทำงาน (Standardization)พลิกฟื้นอัตรากำไรของสินค้าพระเอกนี้ให้พุ่งทะยานสู่กว่า 20% กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างยอดขายรวมกว่า 300 ล้านบาท พร้อมปูทางให้แบรนด์เป็นที่จดจำและสามารถพ่วงขายสินค้าเกษตรแช่แข็งอื่นๆ อีกกว่า 35 รายการในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

แนวทางปฏิบัติ:

  • ปรับเปลี่ยน Business Model จากผู้ซื้อมาขายมาขายไป สู่การเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
  • รื้อสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต (Process Optimization): ใช้วิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์และการจัดการเชิงรุกเข้าไปเจาะลึกรายละเอียดการทำงานของบุคลากรในทุกขั้นตอน
  • ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสู่มาตรฐานสากล (Supply Chain Standardization): ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเข้มงวด ทั้งเรื่องขนาด สี และความปลอดภัย พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีการถนอมอาหาร

บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)

การฟื้นฟูและขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวจเพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดระดับพันล้าน จำเป็นต้องอาศัย "ศิลปะการล้มแล้วลุก" (Resilience) ผ่านการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุกใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การกล้าทลายกรอบความสำเร็จเดิมเพื่อทำรีแบรนด์และกระจายพอร์ตสินค้าเข้าสู่ตลาดคนรุ่นใหม่ (กรณีศรีจันทร์), การเผชิญหน้าจัดการโครงสร้างหนี้ด้วยความโปร่งใสพร้อมดึงพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้ามาเสริมสภาพคล่อง (กรณีคุณาลัย) และการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยใช้นวัตกรรมและการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน (กรณีโอชาฟูดแพ็ค) ซึ่งหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนคือความร่วมมือของผู้นำในการผสานวิสัยทัศน์ที่กล้าเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์การเงินที่รัดกุม และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่นพร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อการฟื้นตัวที่รวดเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศรีจันทร์รุกตลาดอาเซียน ขยายธุรกิจความงาม "T-Beauty"

ศรีจันทร์รุกตลาดอาเซียน ขยายธุรกิจความงาม "T-Beauty"

บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด กำลังเร่งเครื่องขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “T-Beauty” ด้วยกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าจับตา หลังโชว์ผลประกอบการแข็งแกร่งด้วยรายได้กว่า 2,055.50 ล้านบาท และกำไรเติบโตถึง 34% โดยเฉพาะยอดขายตลาดต่างประเทศที่พุ่งสูงถึง 135% กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการใช้ Soft Power ผ่านพรีเซ็นเตอร์ 13 คน เพื่อสร้างการรับรู้และเจาะกลุ่มผู้บริโภคในตลาดสำคัญอย่างฟิลิปปินส์และเมียนมา สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ไทยในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาค

4 นาที
SCB และการสนับสนุน SME ในการเตรียมพร้อมทายาทรับช่วงกิจการ

SCB และการสนับสนุน SME ในการเตรียมพร้อมทายาทรับช่วงกิจการ

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เล็งเห็นความสำคัญของการวางแผนสืบทอดกิจการในกลุ่มธุรกิจครอบครัว จัดงานสัมมนาพิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมและติดอาวุธด้านการเงินและการลงทุนให้แก่ทายาทรุ่นใหม่ มุ่งทลายช่องว่างระหว่างวัยและรักษาเสถียรภาพการเติบโตของธุรกิจ SME ไทยอย่างยั่งยืน

4 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง