รูปปก น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
Episode

Business Insight

น้ำท่วมกรุงเทพฯ กับต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ถอดบทเรียนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569 แม้ฐานการผลิตไม่เสียหายเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายระดับหมื่นล้าน ชี้ความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นภาษีผลิตภาพที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทยทุกปี พร้อมเสนอพลิกกรอบคิดสู่การปกป้องระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ

1:44

รายละเอียด

  • จุดเปราะบางใหม่ของเศรษฐกิจ: น้ำท่วมปี 69 ไม่กระทบฐานการผลิตเหมือนปี 54 แต่น้ำท่วมเพียง 5 วันสร้างความเสียหายหมื่นล้าน สะท้อนความเปราะบางของภาคบริการในกรุงเทพฯ

  • ต้นทุนแฝงกัดกร่อนผลิตภาพ: น้ำท่วมกลายเป็นต้นทุนประจำปีที่ทำหน้าที่เสมือนภาษี ฉุดรั้งผลิตภาพของประเทศเกือบ 3% ของ GDP จากปัญหาการจราจรและห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน

  • ปัญหาอยู่ที่สถาปัตยกรรมบริหาร: แม้งบจัดการน้ำจะมีสูง แต่ยังขาดศูนย์บัญชาการวิกฤตแบบบูรณาการข้ามกระทรวง และมาตรการส่วนใหญ่ยังเน้นเยียวยาปลายทางมากกว่าเชิงรุก

  • ปรับกรอบคิดสู่ความยืดหยุ่น: เสนอเปลี่ยนเป้าหมายจากการกันน้ำเข้าเมือง สู่การปกป้อง 6 ระบบเศรษฐกิจวิกฤต เช่น คมนาคม พลังงาน และระบบดิจิทัล เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและอีก 26 จังหวัด ช่วงวันที่ 25–29 กันยายน 2569 ไว้ที่ราว 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี [1] ตัวเลขนี้ดูเล็กมากเมื่อวางข้างมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งธนาคารโลกประเมินความเสียหายและความสูญเสียไว้ที่ราว 1.43 ล้านล้านบาท หรือราว 12.6% ของ GDP ในขณะนั้น [2]

แต่การอ่านตัวเลขสองชุดนี้แบบเทียบขนาดกันตรง ๆ คือการอ่านผิดประเด็น

ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ ความเสี่ยงน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยได้ เปลี่ยนรูป ไปแล้ว จากเหตุการณ์หายนะที่เกิดนาน ๆ ครั้งและวัดค่าได้จากทรัพย์สินที่พัง กลายเป็น ต้นทุนประจำที่เกิดซ้ำทุกปี และกัดกินผลิตภาพของเมืองหลวงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรอบการรับมือของไทยยังติดอยู่กับโจทย์เดิม คือ "ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าเมือง" มากกว่าโจทย์ใหม่ที่ควรเป็น คือ "ป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจหยุดเดิน"

บทความนี้จะสำรวจสามเรื่องตามลำดับ ได้แก่ ความต่างเชิงโครงสร้างระหว่างน้ำท่วมปี 2569 กับปี 2554, ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไม่ปรากฏในงบดุลแต่สะสมทุกปี และช่องว่างเชิงนโยบายที่เงินงบประมาณเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้

น้ำท่วมรอบนี้เล็กกว่าปี 2554 มาก แต่จุดเปราะบางยังอยู่ที่เดิม

ในเชิงกายภาพ น้ำท่วมรอบนี้เล็กกว่ามาก ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ที่ไทยรัฐนำมาเปรียบเทียบระบุว่า พื้นที่น้ำท่วมเดือนสิงหาคม 2554 อยู่ที่ 5.7 ล้านไร่ ขณะที่เดือนสิงหาคม 2569 ยังไม่ถึง 4 แสนไร่ หรือน้อยกว่าสิบเท่า [3]

ที่สำคัญกว่าคือ ฐานการผลิตไม่ถูกแตะ ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่ายังไม่พบความเสียหายต่อภาคการผลิตในวงกว้าง โดยผลกระทบเบื้องต้นอยู่ที่ภาคบริการเป็นหลัก ทั้งขนส่ง ค้าปลีก-ค้าส่ง และก่อสร้าง พร้อมประเมินผลกระทบต่อ GDP ปี 2569 ไว้ราว 0.03–0.1% [4]

ตัวเลขฝั่งภาคอุตสาหกรรมสอดคล้องกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม รายงาน ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 ว่ามีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 1,267 ราย ใน 40 จังหวัด แบ่งเป็นโรงงาน 52 ราย เอสเอ็มอี 1,162 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 51 ราย โดยมีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเพียง 22.18 ล้านบาท [5] ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังคงเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2569 ไว้ที่ 1.45 ล้านคันเท่าเดิม [6]

นี่คือความต่างเชิงโครงสร้างจากปี 2554 ซึ่งความเสียหายกว่า 70% กระจุกอยู่ในภาคการผลิต และภาคเอกชนแบกรับภาระราว 90% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด [2] ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้เหตุผลตรงกันว่า ความรุนแรงของปี 2554 มาจากการที่นิคมอุตสาหกรรมจมน้ำและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน ไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำ [7]

แต่สิ่งที่ "เหมือน" คือจุดเปราะบางเชิงโครงสร้าง กรุงเทพฯ รับความเสียหายรอบนี้ไป 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของทั้งหมด [1] เพียงเพราะเมืองเดียวนี้กระจุกตัวของการบริโภค การค้า บริการ และการท่องเที่ยวไว้มากที่สุด ธนาคารโลกระบุว่าเขตมหานครกรุงเทพฯ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ [8] ซึ่งหมายความว่าน้ำท่วมในพื้นที่ไม่กี่เขตสามารถแปลงเป็นตัวเลขระดับชาติได้ทันที

ความเสียหาย 12,283 ล้านบาทจากน้ำท่วมเพียง 5 วัน ที่ไม่แตะฐานการผลิตเลย คือภาพสะท้อนว่าเศรษฐกิจกรุงเทพฯ เปราะบางต่อการหยุดชะงักสูงเพียงใด

ต้นทุนที่งบดุลมองไม่เห็น: เมื่อน้ำกลายเป็นภาษีที่เก็บจากผลิตภาพทุกปี

ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ได้มาจากตัวเลขความเสียหายรายวัน แต่มาจากรายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ของธนาคารโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (PMU-A) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UDDC) [9] รายงานฉบับนี้เสนอแนวคิดที่เรียกว่า hydro-economic drag หรือแรงฉุดทางเศรษฐกิจจากน้ำ

สาระสำคัญคือ ความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่บ้านพัง ถนนชำรุด หรือรถจมน้ำ แต่อยู่ที่ผลผลิต รายได้ และผลิตภาพที่หายไปเมื่อแรงงาน ธุรกิจ และบริการทำงานไม่ได้ตามปกติ ธนาคารโลกประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจากน้ำท่วมไว้ที่ราว 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเฉลี่ย หรือเกือบ 3% ของ GDP ไทย และชี้ว่าต้นทุนนี้สะสมได้แม้ในปีที่ไม่มีภัยพิบัติใหญ่ จึงทำหน้าที่เหมือนภาษีที่เก็บจากผลิตภาพอย่างต่อเนื่องและค่อย ๆ กัดกร่อนการเติบโต [8]

กลไกส่งผ่านที่ชัดที่สุดคือการเดินทาง รายงานอ้างหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าความเร็วเฉลี่ยของการจราจรในกรุงเทพฯ ลดลงราว 0.02 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นทุก 1 มิลลิเมตร ฝนตามฤดูกาลธรรมดาก็เพียงพอจะทำให้ความเร็วเฉลี่ยลดลงราว 7% ซึ่งแปลว่าเวลาเดินทางนานขึ้น เชื้อเพลิงสิ้นเปลืองขึ้น และเวลาส่งมอบสินค้าคาดการณ์ยากขึ้น ฝนหนักยังทำให้รถบรรทุกรอคิวที่ประตูโลจิสติกส์หลักนานขึ้น ต้นทุนจึงไหลเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ [8]

เมื่อมองไปข้างหน้า ตัวเลขยิ่งไม่น่าสบายใจ ธนาคารโลกประเมินภายใต้สมมติฐานว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ดังนี้ [8]

  • ความสูญเสียเฉพาะส่วนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจสูงถึงราว 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 0.5% ของ GDP ภายในปี 2573
  • น้ำท่วมใหญ่ระดับรอบการเกิด 50 ปี (เทียบเท่าปี 2554) หากเกิดขึ้นในปี 2573 อาจสร้างความสูญเสียเทียบเท่า 10–15% ของ GDP ประเทศ
  • จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงปี 2578–2587 อาจสูงกว่าปี 2554 ประมาณ 2.5 เท่า

ธนาคารโลกประเมินต้นทุนน้ำท่วมต่อเศรษฐกิจไทยไว้ที่เกือบ 3% ของ GDP ต่อปี — เป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นแม้ในปีที่ไม่มีภัยพิบัติใหญ่

ปัญหาไม่ใช่งบน้อย แต่คือการจัดลำดับและการบูรณาการ

ข้อโต้แย้งที่ว่า "ไทยยังลงทุนด้านน้ำไม่พอ" อ่อนลงมากเมื่อดูตัวเลขจริง รายงานของ THE STANDARD ที่อ้างข้อมูลสำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ไทยจัดสรรงบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรวมกว่า 421,426 ล้านบาท ในช่วงปี 2560–2566 และอีกราว 63,421 ล้านบาทในปี 2569 ปีเดียว แต่ยังเผชิญอุทกภัยและภัยแล้งเป็นประจำทุกปี [10]

ขณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐทำได้เร็วที่สุดยังเป็นมาตรการปลายทาง ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 กันยายน 2569 อนุมัติงบกลางฉุกเฉินปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย [11] โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุหลังการประชุมว่าได้กันงบกลางที่เหลืออยู่ไว้สำรองรวมกว่า 4,000 ล้านบาท [12]

ส่วนกลไกโอนความเสี่ยงอย่าง ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เพิ่งเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 ครอบคลุมความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยและกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยรัฐบาลเสนอวงเงินความคุ้มครองรวมไว้ที่ 75,000 ล้านบาท และย้ำชัดเจนว่าเหตุที่เกิดก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไม่สามารถเคลมย้อนหลังได้ [13]

ช่องว่างที่เห็นได้ชัดในสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง สถาปัตยกรรมการตัดสินใจ คือการไม่มีศูนย์บัญชาการข้ามกระทรวงที่มีอำนาจสั่งการจริงในช่วงเหตุการณ์ และการสื่อสารความเสี่ยงล่วงหน้าที่ไม่สอดคล้องกับความเร็วของสถานการณ์

กรอบใหม่: ป้องกัน "ระบบเศรษฐกิจ" ไม่ใช่แค่ป้องกัน "น้ำ"

ข้อเสนอที่น่าสนใจมาจากมูลนิธิคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ซึ่งเสนอกรอบที่เรียกว่า Bangkok Flood Economic Resilience โดยมีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเป้าหมายจากการป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นการป้องกันความต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ผ่านการดูแล 6 ระบบพร้อมกัน ได้แก่ น้ำ (Water) การขนส่ง (Transport) พลังงาน (Energy) ดิจิทัล (Digital) ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และคน (People)

สี่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ควรถูกหยิบไปพิจารณาต่อ ได้แก่

  1. ทำแผนที่พื้นที่เศรษฐกิจวิกฤต — ระบุให้ชัดว่าพื้นที่ใดเมื่อจมน้ำแล้ว GDP หรือห่วงโซ่อุปทานหยุดทันที เพื่อให้การจัดลำดับการสูบน้ำและการป้องกันมีเกณฑ์เชิงเศรษฐกิจรองรับ ไม่ใช่เกณฑ์เชิงพื้นที่อย่างเดียว
  2. สร้าง National Economic Flood Dashboard — เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์จากฝน ระดับน้ำ ถนน โรงงาน ไฟฟ้า จนถึงประมาณการความเสี่ยงต่อ GDP ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวที่ทั้งรัฐและเอกชนใช้ร่วมกัน
  3. กำหนด Critical Economic Infrastructure อย่างเป็นทางการ — โรงไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงพยาบาล ศูนย์กระจายสินค้า นิคมอุตสาหกรรม เส้นทางขนส่ง และระบบการเงิน ควรมีมาตรฐานการป้องกันและลำดับความสำคัญที่ผูกกับกฎหมาย ไม่ใช่ขึ้นกับดุลพินิจรายเหตุการณ์
  4. กระจายฐานเศรษฐกิจ — ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (economic concentration) ด้วยการพัฒนาเมืองรองและเขตเศรษฐกิจใหม่

ข้อเสนอข้อสุดท้ายสอดรับกับทิศทางที่ธนาคารโลกเสนอในรายงานฉบับเดียวกัน ซึ่งแนะนำให้ไทยเตรียมเมืองรองที่คัดเลือกแล้วให้รับบทบาททางเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น ควบคู่กับการเสริมความแข็งแรงของกรุงเทพฯ ในฐานะหลักยึดด้านผลิตภาพของประเทศ [9]

 

ข้อจำกัดที่ต้องระบุให้ชัด

ความน่าเชื่อถือของข้อเสนอข้างต้นจะลดลงทันทีหากนำเสนอโดยไม่บอกข้อจำกัด

ประการแรก ตัวเลข 10–15% ของ GDP เป็น ฉากทัศน์จำลอง (scenario) ไม่ใช่การพยากรณ์ ขึ้นกับสมมติฐานเรื่องความเร็วในการฟื้นตัวและมาตรการที่ใช้อยู่

ประการที่สอง ตัวเลขความเสียหายของรอบนี้ยังเป็นการประเมินเบื้องต้นและกระจายตัวสูง หอการค้าไทยให้กรอบไว้ที่ 5,896–20,635 ล้านบาท [1] ขณะที่ บล.กสิกรไทยประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึง 1 เดือน ความเสียหายอาจขยับไปที่ 20,000–40,000 ล้านบาท [14] ช่วงที่กว้างขนาดนี้สะท้อนว่าเรายังขาดระบบวัดผลกระทบทางเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ — ซึ่งย้อนกลับไปสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง dashboard พอดี

ประการที่สาม การกระจายฐานเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพฯ เป็นนโยบายระดับทศวรรษ ไม่ใช่มาตรการรับมือฤดูฝนหน้า และมีต้นทุนจริงจากการสูญเสียผลได้จากการกระจุกตัว (agglomeration economies) ที่ทำให้มหานครมีผลิตภาพสูง การผลักดันโดยไม่มีการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลประโยชน์ที่เข้มงวด มีความเสี่ยงจะกลายเป็นการลงทุนซ้ำซ้อนอีกชุดหนึ่ง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน โจทย์ที่ควรติดตามในช่วง 3–12 เดือนข้างหน้ามีสามเรื่อง

หนึ่ง สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาช่วงไตรมาส 4/2569 เพราะหากยืดเยื้อข้ามไตรมาส ผลกระทบจะเปลี่ยนจากการชะลอการบริโภคชั่วคราว ไปสู่ความเสียหายต่อสินทรัพย์และสภาพคล่องของ SME ซึ่งเป็นจุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงความกังวลไว้แล้วว่าอาจซ้ำเติมภาระหนี้ครัวเรือน จากค่าใช้จ่ายซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด [4]

สอง การทำงานจริงของระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 [13] ว่าจะย้ายภาระจากงบกลางของรัฐไปสู่กลไกตลาดได้มากน้อยเพียงใด เพราะในปี 2554 ภาคเอกชนแบกรับความเสียหายถึงราว 90% [2]

สาม การจัดสรรงบประมาณด้านน้ำปี 2570 ว่าจะยังเป็นการกระจายงบตามหน่วยงานแบบเดิม หรือเริ่มผูกกับการปกป้องพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุดอย่างมีลำดับความสำคัญชัดเจน

บทเรียนที่แท้จริงจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงไม่ใช่ว่าไทยรอดจากการซ้ำรอยปี 2554 แต่คือการที่น้ำท่วมเพียง 5 วัน ซึ่งไม่แตะฐานการผลิตเลย ยังสร้างความเสียหายได้ระดับหมื่นล้านบาท และถ้าต้นทุนลักษณะนี้เกิดซ้ำทุกปี คำถามเชิงนโยบายก็ไม่ใช่ "จะกันน้ำอย่างไร" อีกต่อไป แต่คือ "จะทำให้เศรษฐกิจเดินต่อได้อย่างไรในวันที่น้ำมา"

ที่มา

บทถอดเสียง

สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่ บิสซิเนส ลีดเดอร์ พอดแคสต์ กับดิฉันนะคะ

หลายท่านอาจมองว่าสถานการณ์น้ำท่วมล่าสุดที่สร้างความเสียหายราวหนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท เป็นตัวเลขที่เล็กมากเมื่อเทียบกับมหาอุทกภัยปีสองพันห้าร้อยห้าสิบสี่ แต่ในมุมมองของผู้บริหารระดับสูง ความเสี่ยงของน้ำท่วมได้เปลี่ยนรูปไปแล้วอย่างสิ้นเชิงค่ะ

นี่ไม่ใช่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนานๆ ครั้งอีกต่อไป แต่กลายเป็นต้นทุนประจำปี หรือที่ธนาคารโลกเรียกว่า แรงฉุดทางเศรษฐกิจจากน้ำ ซึ่งกัดเซาะผลิตภาพของประเทศเฉลี่ยสูงถึงเกือบสามเปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในทุกๆ ปี แม้ในปีที่ไม่มีน้ำท่วมใหญ่ก็ตาม

ความเปราะบางที่แท้จริงในปัจจุบันอยู่ที่การกระจุกตัวทางเศรษฐกิจค่ะ แม้ฐานการผลิตหลักจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่กรุงเทพมหานครเพียงเมืองเดียวกลับแบกรับความเสียหายไปมากกว่าครึ่ง เมื่อการเดินทางชะงักงัน ห่วงโซ่อุปทานล่าช้า ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้น และระบบบริการหยุดชะงักทันที

โจทย์สำคัญของประเทศจึงไม่ใช่เรื่องงบประมาณ เพราะที่ผ่านมารัฐจัดสรรงบจัดการน้ำไปแล้วหลายแสนล้านบาท แต่ปัญหาคือ สถาปัตยกรรมการบริหารจัดการที่ยังติดอยู่กับกรอบเดิม คือมุ่งป้องกันไม่ให้น้ำเข้าเมือง แทนที่จะตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะป้องกันไม่ให้ระบบเศรษฐกิจหยุดเดินได้อย่างไร

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่ต้องขับเคลื่อนนับจากนี้ คือการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งศูนย์ข้อมูล ระบบพลังงาน เครือข่ายดิจิทัล และเส้นทางขนส่งหลัก ให้มีความต่อเนื่องทางธุรกิจ พร้อมทั้งร่วมผลักดันระบบข้อมูลความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และกลไกประกันภัยพิบัติที่ช่วยถ่ายโอนความเสี่ยงทางการเงิน เพราะคำถามเชิงกลยุทธ์ในวันนี้ไม่ใช่แค่เราจะกันน้ำอย่างไร แต่คือเราจะทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไรในวันที่วิกฤติน้ำมาถึงค่ะ

สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

ตอนอื่นจากรายการนี้

4 ตอน
รูปปก ICHI ร่วมทุนเอกยงวงศ์ ตั้ง "ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์" ลุยตลาดปุ๋ยพรีเมียม

Episode

ICHI ร่วมทุนเอกยงวงศ์ ตั้ง "ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์" ลุยตลาดปุ๋ยพรีเมียม

3:08
รูปปก TEPA แต่งตั้ง ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ นั่งนายกฯ จับมือ ธปท. ยกระดับความปลอดภัย e-Payment

Episode

TEPA แต่งตั้ง ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ นั่งนายกฯ จับมือ ธปท. ยกระดับความปลอดภัย e-Payment

1:39
รูปปก ไทยเที่ยวไทยพลัส ปรับเกม Flat Rate กระตุ้นท่องเที่ยว โฟกัสกระจายรายได้และคุมราคาที่พัก

Episode

ไทยเที่ยวไทยพลัส ปรับเกม Flat Rate กระตุ้นท่องเที่ยว โฟกัสกระจายรายได้และคุมราคาที่พัก

3:21
รูปปก ปตท.สผ. รับสิทธิ PSC แปลง A-18-01 ใน MTJDA เสริมฐานก๊าซและความมั่นคงพลังงานระยะยาว

Episode

ปตท.สผ. รับสิทธิ PSC แปลง A-18-01 ใน MTJDA เสริมฐานก๊าซและความมั่นคงพลังงานระยะยาว

2:13