รูปปก ไทยเที่ยวไทยพลัส ปรับเกม Flat Rate กระตุ้นท่องเที่ยว โฟกัสกระจายรายได้และคุมราคาที่พัก
Episode

Business Insight

ไทยเที่ยวไทยพลัส ปรับเกม Flat Rate กระตุ้นท่องเที่ยว โฟกัสกระจายรายได้และคุมราคาที่พัก

กระทรวงการคลังปรับเกณฑ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" สนับสนุนค่าที่พักอัตราเดียว (Flat Rate) ไม่เกิน 1,500 บาท/คืน แจกคูปองท่องเที่ยวสูงสุด 2,000 บาท พร้อมเร่งออกกฎหมายภาษีหนุนร้านอาหารและที่พักรายใหญ่ คาดเปิดลงทะเบียน 1 ต.ค. และเริ่มใช้สิทธิ์ 1 พ.ย. นี้

3:21

รายละเอียด

  • ปรับอุดหนุนที่พักแบบ Flat Rate: รัฐจ่ายตามจริงไม่เกิน 1,500 บาท/คืน (สูงสุด 5 สิทธิ์/คน) เพื่อคุมงบและป้องกันที่พักปรับขึ้นราคา

  • แจกคูปอง Co-payment กระตุ้นใช้จ่าย: รัฐร่วมจ่าย 50% วงเงิน 1,500 บาทสำหรับเมืองหลัก และเพิ่มเป็น 2,000 บาทสำหรับเมืองรอง

  • คลุมห่วงโซ่ท่องเที่ยว: ขยาย E-Voucher ครอบคลุมร้านอาหาร สปา ร้านของฝาก และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ SMEs

  • มาตรการภาษีคู่ขนาน: เตรียมงบกว่า 2,000 ล้านบาท หนุนผู้ประกอบการในระบบ VAT และดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีระยะยาว

  • กำหนดการและระยะเวลา: ลงทะเบียน 1–25 ต.ค. 2569 เริ่มใช้สิทธิ์ 2 ช่วง (1 พ.ย.–15 ธ.ค. 2569 และ 16 ม.ค.–28 ก.พ. 2570) โดยเว้นช่วงปีใหม่

กระทรวงการคลังเดินหน้าปรับเงื่อนไข “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หวังกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายภายในประเทศในช่วงปลายปี โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของมาตรการรอบนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบสนับสนุนค่าที่พักเป็น Flat Rate หรืออัตราคงที่ แทนการอุดหนุนตามสัดส่วนของราคาห้องพัก เพื่อควบคุมวงเงินภาครัฐและลดแรงจูงใจในการปรับราคาที่พักสูงขึ้นตามมาตรการ

กรอบล่าสุดกำหนดวงเงินกู้สำหรับโครงการประมาณ 3,500 ล้านบาท ครอบคลุม 1 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พักตามจริงสูงสุด 1,500 บาทต่อคืนต่อสิทธิ์ และประชาชนหนึ่งคนใช้สิทธิ์ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ ขณะที่คูปองท่องเที่ยวใช้รูปแบบ Co-payment รัฐร่วมจ่าย 50% โดยกำหนดวงเงินสนับสนุน 1,500 บาทสำหรับเมืองหลัก และเพิ่มเป็น 2,000 บาทเมื่อใช้จ่ายในพื้นที่เมืองรอง

“ไทยเที่ยวไทยพลัส” รอบใหม่ไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้เดินทาง แต่กำลังออกแบบกลไกให้ เม็ดเงินกระจายไปยังธุรกิจท่องเที่ยวและพื้นที่เมืองรองมากขึ้น พร้อมควบคุมต้นทุนของภาครัฐอย่างชัดเจน

Flat Rate เปลี่ยนเกมอุดหนุนค่าที่พัก ลดช่องว่างการปรับราคา

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในอดีต คือการออกแบบเงินอุดหนุนที่ผูกกับราคาห้องพักอาจสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับราคาขึ้นในช่วงที่มีมาตรการ

กระทรวงการคลังจึงปรับแนวทางใหม่เป็น Flat Rate โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พักตามจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนดไว้ ทำให้เงินสนับสนุนไม่เพิ่มขึ้นตามราคาห้องพัก หากผู้ใช้สิทธิ์เลือกที่พักที่มีราคาสูงกว่าวงเงินสนับสนุน ส่วนต่างจะต้องรับผิดชอบเอง ขณะที่หากเลือกที่พักราคาต่ำกว่า ก็ใช้เงินสนับสนุนตามค่าใช้จ่ายจริง

การออกแบบเช่นนี้จึงมีนัยมากกว่าการกำหนด “ส่วนลดค่าที่พัก” เพราะเป็นการสร้าง กรอบราคาที่ชัดเจนสำหรับการบริหารงบประมาณ และลดช่องว่างที่อาจทำให้ต้นทุนของมาตรการเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมและที่พัก ประเด็นที่ต้องติดตามจึงไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ แต่รวมถึงการบริหาร Revenue Management การกำหนดราคา และการวางแผนห้องพักให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มาตรการมีผล

คูปอง Co-payment ดันกำลังซื้อจากโรงแรมสู่ธุรกิจบริการ

อีกองค์ประกอบสำคัญคือการเพิ่มบทบาทของ E-Voucher จากเดิมที่เน้นร้านอาหาร ไปสู่บริการท่องเที่ยวที่หลากหลายขึ้น เช่น ร้านอาหาร สปา ร้านของฝาก บริการนวด รวมถึงกิจกรรมและแพ็กเกจท่องเที่ยวบางประเภท โดยใช้หลักการ Co-payment 50:50 ระหว่างรัฐกับประชาชน

สำหรับพื้นที่ เมืองหลัก รัฐสนับสนุนคูปองสูงสุด 1,500 บาทต่อสิทธิ์ ขณะที่การใช้จ่ายใน เมืองรอง จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเป็น 2,000 บาท

กลไกดังกล่าวทำให้เงินจากมาตรการไม่ได้ไหลเข้าสู่ธุรกิจที่พักเพียงอย่างเดียว แต่สามารถต่อยอดไปยัง ร้านอาหาร ร้านค้า Wellness สปา การเดินทาง และกิจกรรมท่องเที่ยว ซึ่งมีโอกาสช่วยกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในห่วงโซ่ท่องเที่ยวได้กว้างขึ้น

จาก “ช่วยค่าห้องพัก” สู่ “กระตุ้นการใช้จ่ายตลอดทริป” คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของไทยเที่ยวไทยพลัสรอบนี้

เมืองรองถูกวางให้เป็นกลไกกระจายรายได้

การเพิ่มวงเงินคูปองสำหรับ เมืองรอง เป็นอีกองค์ประกอบที่สะท้อนการออกแบบมาตรการเพื่อกระจายกำลังซื้อออกจากเมืองท่องเที่ยวหลัก

เมื่อการใช้จ่ายในเมืองรองได้รับวงเงินสนับสนุนสูงกว่าเมืองหลัก ผู้บริโภคจึงมีแรงจูงใจเพิ่มเติมในการเลือกเดินทางและใช้จ่ายในพื้นที่ที่ต้องการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น

ในมุมของ SMEs ท้องถิ่น ผลประโยชน์จึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรงแรม แต่ครอบคลุมร้านอาหาร ร้านค้าของฝาก ผู้ให้บริการกิจกรรมท่องเที่ยว รถเช่า สปา และธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่สามารถเข้าร่วมระบบได้ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจะขึ้นอยู่กับทั้ง จำนวนผู้ใช้สิทธิ์ การกระจายตัวของการเดินทาง และพฤติกรรมการใช้จ่าย ไม่ใช่เพียงจำนวนสิทธิ์ที่เปิดให้ประชาชนเท่านั้น

มาตรการภาษีคู่ขนาน จับตาการช่วยผู้ประกอบการในระบบ

นอกเหนือจากมาตรการด้านอุปสงค์ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างเตรียม มาตรการภาษีคู่ขนาน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารและที่พักรายใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษี โดยคาดว่าจะใช้วงเงินมากกว่า 2,000 ล้านบาท และเร่งกระบวนการให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ในเดือนตุลาคม

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการดูแลอีกด้านของนโยบาย คือไม่ได้มองเฉพาะการกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้จ่าย แต่พยายามเชื่อมโยงมาตรการเข้ากับ ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ VAT และระบบภาษีอย่างถูกต้อง ด้วย

ในเชิงโครงสร้าง นี่เป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะหากมาตรการสามารถสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเวลาของโครงการ แต่เกี่ยวข้องกับ ฐานภาษีและความเป็นระบบของภาคธุรกิจบริการในระยะยาว ทั้งนี้ รายละเอียดและรูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษียังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ

Timeline ไทยเที่ยวไทยพลัส กับการเตรียมตัวของภาคธุรกิจ

ตามกรอบที่เปิดเผยล่าสุด โครงการกำหนดให้ ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 1–25 ตุลาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดินทางตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยแบ่งช่วงการใช้สิทธิ์ออกเป็น 2 ระยะ คือ 1 พฤศจิกายน–15 ธันวาคม 2569 และ 16 มกราคม–28 กุมภาพันธ์ 2570

ขณะที่ช่วง 16 ธันวาคม 2569–15 มกราคม 2570 จะเว้นการใช้สิทธิ์ เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่และ High Season ซึ่งมีความต้องการเดินทางตามธรรมชาติอยู่แล้ว

สำหรับภาคธุรกิจ นั่นหมายความว่าการเตรียมความพร้อมไม่ควรรอจนถึงวันที่เปิดใช้สิทธิ์ แต่ควรเริ่มตั้งแต่การวางแผน Inventory ห้องพัก การจัดแพ็กเกจ การบริหารราคา การจัดกำลังคน และการบริหารกระแสเงินสด ไปจนถึงการเตรียมระบบรองรับการชำระเงินและคูปองดิจิทัล

ไทยเที่ยวไทยพลัส กับโจทย์ “กระตุ้นให้ตรงจุด”

ไทยเที่ยวไทยพลัสรอบใหม่จึงน่าสนใจในฐานะมาตรการที่พยายามปรับจากการ “อัดฉีดกำลังซื้อ” ไปสู่การ ออกแบบกลไกให้เม็ดเงินเดินทางไปยังจุดที่ต้องการมากขึ้น

ตั้งแต่ Flat Rate ที่ช่วยกำหนดเพดานการสนับสนุนค่าที่พัก, Co-payment ที่กระตุ้นการใช้จ่ายเพิ่มเติม ไปจนถึงวงเงินที่สูงขึ้นสำหรับ เมืองรอง และมาตรการภาษีสำหรับผู้ประกอบการในระบบ

สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวนสิทธิ์ 1 ล้านสิทธิ์ แต่คือ คุณภาพของการกระจายเม็ดเงิน ผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการ และประสิทธิภาพของมาตรการในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เป้าหมาย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่รัฐใส่เข้าไปเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า เงินหนึ่งก้อนสามารถสร้างการเดินทาง การใช้จ่าย และรายได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากเพียงใด

บทถอดเสียง

สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจับตาอย่าง "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ค่ะ ซึ่งรอบนี้มาพร้อมกับการปรับกลยุทธ์สำคัญ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ

หัวใจสำคัญที่เปลี่ยนไปคือการสนับสนุนค่าที่พักค่ะ เดิมทีจะอุดหนุนตามสัดส่วนของราคา แต่ครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นแบบ "Flat Rate" หรืออัตราคงที่แทนค่ะ นั่นหมายความว่า รัฐจะสนับสนุนค่าที่พักสูงสุดไม่เกินหนึ่งพันห้าร้อยบาทต่อคืนต่อสิทธิ์ โดยผู้ได้รับสิทธิ์หนึ่งคนจะใช้ได้สูงสุดห้าสิทธิ์ค่ะ การปรับเปลี่ยนเป็นอัตราคงที่นี้มีเป้าหมายชัดเจนค่ะ เพื่อควบคุมวงเงินภาครัฐให้ชัดเจนขึ้น และลดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับราคาที่พักสูงขึ้นตามมาตรการ ซึ่งเป็นบทเรียนจากโครงการก่อนหน้านี้ค่ะ สำหรับผู้บริหารโรงแรมและที่พัก การเปลี่ยนแปลงนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อการบริหารจัดการรายได้และการกำหนดราคาห้องพักในช่วงที่มาตรการมีผลนะคะ

นอกจากนี้ ไทยเที่ยวไทยพลัส ยังเพิ่มบทบาทของคูปองท่องเที่ยวในรูปแบบ Co-payment หรือรัฐร่วมจ่ายห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยค่ะ จุดเด่นคือ คูปองนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหารอีกต่อไป แต่ครอบคลุมบริการด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งสปา ร้านของฝาก บริการนวด และกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ค่ะ โดยกำหนดวงเงินสนับสนุนที่แตกต่างกันนะคะ สำหรับการใช้จ่ายในเมืองหลัก รัฐจะสนับสนุนสูงสุดหนึ่งพันห้าร้อยบาท แต่ถ้าใช้จ่ายในพื้นที่เมืองรอง จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเป็นสองพันบาทค่ะ กลไกนี้ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจค่ะ เพื่อช่วยกระจายรายได้จากธุรกิจที่พักไปสู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่การท่องเที่ยวที่กว้างขึ้น และยังกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและใช้จ่ายในพื้นที่เมืองรองมากขึ้นด้วยนะคะ ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่เป้าหมายค่ะ

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ มาตรการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การกระตุ้นฝั่งอุปสงค์เท่านั้นค่ะ แต่กระทรวงการคลังยังเตรียมมาตรการภาษีคู่ขนาน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารและที่พักรายใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้องด้วยนะคะ ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณมากกว่าสองพันล้านบาท และน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนตุลาคมนี้ค่ะ มาตรการนี้สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างที่สำคัญค่ะ เพราะหากสามารถสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีได้มากขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อฐานภาษีและความเป็นระบบของภาคธุรกิจบริการในระยะยาวด้วยค่ะ

สำหรับภาคธุรกิจ การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งค่ะ โดยโครงการนี้จะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงต้นเดือนตุลาคม และเริ่มใช้สิทธิ์เดินทางตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า โดยจะมีการเว้นช่วงเทศกาลปีใหม่ค่ะ ผู้ประกอบการจึงควรวางแผนการจัดการห้องพัก การจัดแพ็กเกจ การบริหารราคา และการเตรียมระบบรองรับคูปองดิจิทัลให้พร้อมนะคะ

โดยสรุปแล้ว ไทยเที่ยวไทยพลัส รอบใหม่นี้ ไม่ใช่แค่การอัดฉีดกำลังซื้อ แต่เป็นการออกแบบกลไก เพื่อให้เม็ดเงินเดินทางไปยังจุดที่ต้องการมากขึ้น ทั้งการควบคุมต้นทุนภาครัฐ การกระจายรายได้สู่เมืองรอง และการส่งเสริมธุรกิจที่อยู่ในระบบค่ะ ความสำเร็จของมาตรการนี้จึงไม่ได้วัดแค่จำนวนเงินที่รัฐใส่เข้าไป แต่ต้องดูที่คุณภาพของการกระจายเม็ดเงินและประสิทธิภาพในการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เป้าหมายด้วยนะคะ

สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

ตอนอื่นจากรายการนี้

4 ตอน
รูปปก ICHI ร่วมทุนเอกยงวงศ์ ตั้ง "ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์" ลุยตลาดปุ๋ยพรีเมียม

Episode

ICHI ร่วมทุนเอกยงวงศ์ ตั้ง "ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์" ลุยตลาดปุ๋ยพรีเมียม

3:08
รูปปก TEPA แต่งตั้ง ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ นั่งนายกฯ จับมือ ธปท. ยกระดับความปลอดภัย e-Payment

Episode

TEPA แต่งตั้ง ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ นั่งนายกฯ จับมือ ธปท. ยกระดับความปลอดภัย e-Payment

1:39
รูปปก ปตท.สผ. รับสิทธิ PSC แปลง A-18-01 ใน MTJDA เสริมฐานก๊าซและความมั่นคงพลังงานระยะยาว

Episode

ปตท.สผ. รับสิทธิ PSC แปลง A-18-01 ใน MTJDA เสริมฐานก๊าซและความมั่นคงพลังงานระยะยาว

2:13
รูปปก PPP เมกะโปรเจกต์ไทย: เครื่องมือระดมทุนล้านล้านบาท ที่กำลังเจอบททดสอบความน่าเชื่อถือ

Episode

PPP เมกะโปรเจกต์ไทย: เครื่องมือระดมทุนล้านล้านบาท ที่กำลังเจอบททดสอบความน่าเชื่อถือ

2:10