

Industry Insight
เปิดยุทธศาสตร์ 5I จาก ส.อ.ท. ดันนโยบาย Buy Thai ยกระดับ SMEs
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้ายุทธศาสตร์ 5I เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย เร่งผลักดันนโยบาย Buy Thai ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานลดต้นทุนการผลิต พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs และ Supply Chain ไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
รายละเอียด
-
ส.อ.ท. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 5I: ผลักดันวิสัยทัศน์ "The New Chapter of Thai Industries" นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมไทย
-
ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน: มุ่งลดต้นทุนการผลิต เพิ่มอัตรากำไรและขีดความสามารถการแข่งขันด้านราคาในตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง
-
ดันนโยบาย Buy Thai และ Supply Chain: กระตุ้นการบริโภคสินค้าในประเทศ ลดการนำเข้า และสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานไทย พร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก
-
เสริมแกร่ง SMEs สู่ Industry 4.0: ยกระดับเทคโนโลยีการผลิตควบคู่การปรับต้นทุน โดยร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงินสนับสนุนองค์ความรู้และการปรับตัว
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภายใต้การนำของ นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. ได้ออกมาแถลงผลงานในช่วง 90 วันแรกของการดำรงตำแหน่ง พร้อมประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ 5I อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้วิสัยทัศน์ "The New Chapter of Thai Industries" [1] ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ภาคเอกชนไทยพยายามผลักดันให้นโยบายเชิงยุทธศาสตร์แปรเปลี่ยนเป็นการลงมือปฏิบัติจริง ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
บทความนี้จะพาไปสำรวจว่ายุทธศาสตร์ 5I ประกอบด้วยแนวทางใดบ้าง เหตุใดการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานจึงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตา และนโยบายเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับการยกระดับ SMEs และ Supply Chain ไทยอย่างไร
สี่แนวทางหลักของยุทธศาสตร์ 5I
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ประกอบด้วย 4 แนวทางหลักที่เชื่อมโยงกัน โดยมีเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวคิดความยั่งยืนเป็นแกนขับเคลื่อนร่วม ได้แก่
- ผลักดันนโยบาย "Buy Thai" เพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ
- การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน เพื่อลดต้นทุนการผลิต
- การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SMEs
- การสร้าง Supply Chain ไทยให้แข็งแกร่งขึ้น
ทั้งหมดนี้ถูกวางไว้เป็นกลไกเสริมกันเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในภาพรวม
ปฏิรูปราคาพลังงาน: ประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตา
สำหรับนักลงทุนและผู้บริหารระดับสูง ประเด็นที่น่าจับตามากที่สุดคือการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่กัดกินอัตรากำไรของภาคการผลิตไทยมาอย่างต่อเนื่อง หากนโยบายนี้สามารถผลักดันจนเกิดผลจริง จะส่งผลบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (Energy-intensive industries) เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก และซีเมนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักต่อ GDP ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ
การลดต้นทุนพลังงานยังเป็นปัจจัยที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดส่งออก ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนพลังงานต่ำกว่า [1]
Buy Thai: สร้างอุปสงค์ในประเทศ หนุน Supply Chain ไทย
ในมุมของนโยบาย Buy Thai นี่คือความพยายามที่จะสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้แข็งแรงขึ้น ลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่การนำเข้า และเสริมสร้าง Supply Chain ในประเทศให้มีความมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจมากขึ้นหลังวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่ผ่านมา
หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง ผ่านมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐหรือแรงจูงใจทางภาษี ก็อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับผู้ผลิตในประเทศ ทั้งในระดับบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นซัพพลายเออร์หลักในห่วงโซ่การผลิต ไปจนถึงการสร้างโอกาสในระดับผู้ประกอบการรายย่อย [1]
นโยบาย Buy Thai มุ่งสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้แข็งแรง ด้วยการลดการรั่วไหลของเม็ดเงินจากการนำเข้า และเสริมสร้าง Supply Chain ในประเทศให้มีความมั่นคง สอดรับกับแนวโน้มการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจในระดับสากล
เชื่อมโยง Industry 4.0 และหนุน SMEs ผ่าน Roadmap for Growth
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ Industry 4.0 [2] ซึ่งเป็นการยืนยันว่าทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะยาวจะให้น้ำหนักกับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างต้นทุน
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs แม้จะเป็นกลุ่มเป้าหมายรองของยุทธศาสตร์นี้ แต่ก็จะได้รับอานิสงส์ผ่านมาตรการสนับสนุนที่ลดต้นทุนพลังงานและเปิดตลาดในประเทศ รวมถึงความร่วมมือจากภาคสถาบันการเงินอย่างโครงการ "Roadmap for Growth" ที่ช่วยเสริมองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง [3]
บทสรุป
ยุทธศาสตร์ 5I สะท้อนความพยายามของภาคเอกชนไทยในการวางกรอบการทำงานที่ครอบคลุมทั้งมิติต้นทุน ตลาด และห่วงโซ่อุปทาน ในคราวเดียวกัน แทนที่จะแก้ปัญหาทีละจุดตามที่เคยเป็นมา จุดที่ต่างจากยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมในอดีตคือการผูกทั้ง 4 แนวทางเข้าด้วยกันเป็นระบบ ซึ่งหากทำได้จริงจะช่วยลดความเสี่ยงที่นโยบายหนึ่งจะถูกผลักดันโดยไม่มีแรงหนุนจากอีกด้าน
สิ่งที่นักลงทุนและผู้บริหารควรติดตามต่อจากนี้คือความคืบหน้าของการปฏิรูปราคาพลังงาน เพราะเป็นแนวทางที่ผูกโยงโดยตรงกับต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร ขณะที่ความสำเร็จของนโยบาย Buy Thai จะเป็นตัวชี้วัดว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ: บทความนี้มีข้อมูลที่ยังต้องการการตรวจสอบก่อนเผยแพร่:
- วันที่ในรายการอ้างอิงที่ 1 และ 2 ระบุปี พ.ศ. 2566 ขณะที่บทความนี้เผยแพร่วันที่ 11 กันยายน 2569 — กรุณาตรวจสอบว่าปีที่ระบุในแหล่งอ้างอิงถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ
แนะนำแหล่งตรวจสอบ: ThaiPR.NET, เว็บไซต์ ส.อ.ท. (fti.or.th)
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงแผนยุทธศาสตร์สำคัญจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยค่ะ ที่มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศของเราค่ะ
ยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นสี่แนวทางหลักที่เชื่อมโยงกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวคิดด้านความยั่งยืนมาเป็นแกนขับเคลื่อนค่ะ ซึ่งประกอบด้วยการผลักดันนโยบายบายไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันโดยรวมของอุตสาหกรรม และการสร้างห่วงโซ่อุปทานไทยให้แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นค่ะ
ประเด็นที่ผู้บริหารและนักลงทุนควรจับตาเป็นพิเศษนะคะ นั่นก็คือเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานค่ะ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรของภาคการผลิตไทยมาอย่างต่อเนื่อง หากนโยบายนี้สามารถผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่ออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น อย่างเช่น ปิโตรเคมี เหล็ก และซีเมนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีส่วนสำคัญต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้านอุตสาหกรรมของเราอย่างมีนัยสำคัญค่ะ การลดต้นทุนพลังงานนี้ยังจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดส่งออก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่การแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ นะคะ
ในส่วนของนโยบายบายไทยค่ะ นี่คือความพยายามที่จะสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่การนำเข้า และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานในประเทศของเราค่ะ ซึ่งนับเป็นการตอบรับแนวโน้มทั่วโลกที่หลายประเทศเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจมากขึ้น หลังเผชิญกับวิกฤตห่วงโซ่อุปทานในช่วงที่ผ่านมาค่ะ หากนโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ผ่านมาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือมาตรการแรงจูงใจทางภาษี ก็จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้กับผู้ผลิตในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นซัพพลายเออร์หลัก หรือแม้แต่การสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทุกระดับในห่วงโซ่การผลิตค่ะ
นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยังคงเดินหน้าความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคอุตสาหกรรมสี่จุดศูนย์ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ที่จะให้น้ำหนักกับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านค่ะ
โดยสรุปแล้วนะคะ ยุทธศาสตร์สำคัญนี้สะท้อนความพยายามของภาคเอกชนไทย ในการวางกรอบการทำงานที่ครอบคลุมทั้งมิติต้นทุน ตลาด และห่วงโซ่อุปทานในคราวเดียวกันค่ะ สิ่งที่นักลงทุนและผู้บริหารควรติดตามต่อจากนี้ คือความคืบหน้าของการปฏิรูปราคาพลังงาน ที่ผูกโยงโดยตรงกับต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรของเราค่ะ ในขณะที่ความสำเร็จของนโยบายบายไทย ก็จะเป็นตัวชี้วัดว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงต้องเผชิญอย่างต่อเนื่องค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


