

Industry Insight
ส.อ.ท. ดัน 'Pragmatic Energy Transition' ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าผลักดันแนวทางที่เน้นความสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมกับความอยู่รอดทางธุรกิจของผู้ประกอบการ แม้จะไม่ได้มีการประกาศใช้ชื่อกรอบการทำงาน "Pragmatic Energy Transition"
รายละเอียด
-
ทิศทางเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างสมดุล: ส.อ.ท. ร่วมมือกับกระทรวงพลังงานมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (ปี 2050) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (ปี 2065) โดยเน้นแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงและไม่กระทบต้นทุนการแข่งขัน
-
ยุทธศาสตร์ "4GO" (Go Green): บูรณาการเป้าหมาย ESG เข้ากับกระบวนการผลิตและการใช้วัตถุดิบมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก
-
ผนึกกำลังพันธมิตรพลังงานรายใหญ่: ส.อ.ท. ร่วมมือกับ ปตท. และ โออาร์ ผ่าน MOU เพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานครบวงจร พร้อมช่วยสนับสนุน SMEs ปรับตัวโดยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น
-
ภูมิทัศน์การลงทุนในระยะยาว: การลงทุนพลังงานสะอาดในไทยจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง โดยเกิดจากการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐ รายใหญ่ และภาคอุตสาหกรรม
เมื่อเวทีพลังงานระดับภูมิภาคอย่าง Enlit Asia ประกาศชัดว่าอาเซียนต้องการ "pragmatic and inclusive approaches to the energy transition" คำถามที่ตามมาสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยคือ ใครจะเป็นผู้แปลวิสัยทัศน์นั้นให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่ผู้ประกอบการทำได้จริง?
คำตอบกำลังเป็นรูปเป็นร่างชัดขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการเคลื่อนไหวของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งแม้จะไม่ได้ประกาศใช้คำว่า "Pragmatic Energy Transition" อย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางทั้งหมด ตั้งแต่การจัดงาน Energy Symposium 2024 ไปจนถึงยุทธศาสตร์ "4GO" และการลงนาม MOU ร่วมกับ ปตท. และโออาร์ ล้วนสะท้อนหลักคิดเดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยนผ่านที่ต้อง "ปฏิบัติได้จริง" ไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนโยบายที่สวยงามบนกระดาษ
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่ต้องอ่านให้ออก เพราะโครงสร้างพลังงานของภาคการผลิตไทยกำลังจะเปลี่ยน และผู้ที่เตรียมตัวก่อนจะได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ
Energy Symposium 2024: เมื่อนโยบายต้องแปลงเป็นการปฏิบัติ
จุดเริ่มต้นที่ชัดเจนของทิศทางนี้คือการที่ ส.อ.ท. จับมือกับกระทรวงพลังงานจัดงาน Energy Symposium 2024 เพื่อเตรียมความพร้อมภาคอุตสาหกรรมให้สอดรับกับแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) [1] ซึ่งวางเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจนสองข้อ ได้แก่ ประเทศไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065
เป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ภาษาของนักนโยบาย แต่ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนพลังงาน การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และทิศทางการจัดหาพลังงานของภาคการผลิตในระยะยาว ผู้บริหารที่วางแผนการลงทุน 5-10 ปีข้างหน้าโดยไม่นำตัวแปรเหล่านี้เข้าในโมเดล กำลังรับความเสี่ยงที่ประเมินค่าไม่ถูก
ยุทธศาสตร์ "4GO" กับเสาหลัก Go Green
ความเคลื่อนไหวที่มีนัยเชิงกลยุทธ์มากกว่าคือยุทธศาสตร์ "4GO" ภายใต้นโยบาย "ONE FTI" ที่ ส.อ.ท. แถลงในช่วงต้นปี 2026 [2] โดยเฉพาะเสาหลัก "Go Green" ซึ่งมุ่งบูรณาการเป้าหมาย ESG เข้ากับการปรับกระบวนการผลิตและการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ยุทธศาสตร์ "4GO" ไม่ได้มองความยั่งยืนแยกจากธุรกิจ แต่วางให้เป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก — ซึ่งแปลว่าองค์กรที่ก้าวช้ากว่าจะเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เสียภาพลักษณ์
สิ่งที่ทำให้แนวทางนี้น่าสนใจคือ ส.อ.ท. กำลังสร้างกรอบที่ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยมาตรฐาน ESG โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด "pragmatic and inclusive" ที่เวทีระดับภูมิภาคอย่าง Enlit Asia กำลังผลักดัน [3]
พันธมิตรพลังงาน: จาก MOU สู่ระบบนิเวศใหม่
มิติที่นักลงทุนควรจับตาเป็นพิเศษคือการที่ ส.อ.ท. ผนึกกำลังกับ ปตท. และ โออาร์ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) [4] เพื่อสร้างระบบนิเวศสนับสนุนด้านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพลังงานรายใหญ่กำลังขยายบทบาทจากผู้จำหน่ายพลังงานไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันด้านการจัดการพลังงานครบวงจร ซึ่งอาจเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้และสร้างความผูกพันกับฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
ส่วนหนึ่งของความร่วมมือนี้มุ่งเฉพาะไปที่ผู้ประกอบการ SMEs โดยช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น ซึ่งในเชิงระบบแล้วถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขยายผลของนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่กลุ่มรายใหญ่ที่มีทุนพอจะลงทุนเองได้
บทสรุป: การลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ต้องวางแผนตั้งแต่วันนี้
ทิศทางของ ส.อ.ท. ชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเลือกเดินสายกลาง ไม่ปฏิเสธกระแสพลังงานสะอาดของโลก แต่ก็ไม่เร่งรัดจนกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนด้านพลังงานสะอาดในไทยจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง โดยมีภาครัฐ องค์กรพลังงานรายใหญ่ และภาคอุตสาหกรรมร่วมกันขับเคลื่อน
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน นัยสำคัญมีสองด้าน ด้านแรกคือโอกาส — ผู้ที่เข้าใจทิศทางนี้และปรับโมเดลธุรกิจก่อนจะได้เปรียบในตลาดที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง ด้านที่สองคือความเสี่ยง — ผู้ที่รอให้มีกฎหมายบังคับก่อนค่อยปรับตัวอาจเสียต้นทุนการเปลี่ยนผ่านที่สูงกว่า และอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในห่วงโซ่อุปทานโลกที่เริ่มกำหนด ESG เป็นเงื่อนไขการค้า
คำถามที่ผู้บริหารควรถามตัวเองไม่ใช่ว่า "เราจะต้องเปลี่ยนแปลงไหม" แต่คือ "เราจะเปลี่ยนผ่านอย่างชาญฉลาดได้อย่างไร" และภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในทศวรรษหน้าจะถูกกำหนดโดยผู้ที่ตอบคำถามนี้ได้ก่อน
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาคุยถึงทิศทางสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยค่ะ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. กำลังผลักดันแนวคิดที่เรียกว่า Pragmatic Energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องปฏิบัติได้จริงนะคะ ไม่ใช่แค่เป้าหมายบนกระดาษค่ะ ผู้บริหารและนักลงทุนต้องจับตาสัญญาณนี้ให้ดีค่ะ เพราะโครงสร้างพลังงานภาคการผลิตกำลังเปลี่ยน ผู้ที่เตรียมตัวก่อนย่อมได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญแน่นอนค่ะ จุดเริ่มต้นที่ชัดเจนคือ ส.อ.ท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดงาน Energy Symposium ขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมภาคอุตสาหกรรมให้สอดรับกับแผนพลังงานชาติค่ะ ซึ่งมีเป้าหมายคือประเทศไทยต้องบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีสองพันห้าสิบ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีสองพันหกสิบห้าค่ะ เป้าหมายเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และทิศทางการจัดหาพลังงานของภาคการผลิตในระยะยาวค่ะ ผู้บริหารที่วางแผนการลงทุนในอีกห้าถึงสิบปีข้างหน้า โดยไม่นำตัวแปรเหล่านี้เข้ามาพิจารณา อาจกำลังรับความเสี่ยงที่สูงมากนะคะ อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์โฟร์โก ภายใต้นโยบายวันเอฟทีไอของ ส.อ.ท. ค่ะ โดยเฉพาะเสาหลักที่ชื่อว่า โกกรีน ที่มุ่งบูรณาการเป้าหมายด้านอีเอสจีเข้ากับการปรับกระบวนการผลิตและการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์นี้มองว่าความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลกค่ะ องค์กรที่ก้าวช้ากว่าจะเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เสียภาพลักษณ์เท่านั้นนะคะ ส.อ.ท. กำลังสร้างกรอบที่ช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยมาตรฐานอีเอสจี โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดด้วยตัวเองค่ะ มิติที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ คือการที่ ส.อ.ท. ผนึกกำลังกับปตท. และโออาร์ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อสร้างระบบนิเวศสนับสนุนด้านพลังงานให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานค่ะ ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพลังงานรายใหญ่กำลังขยายบทบาทจากผู้จำหน่ายพลังงาน ไปสู่ผู้ให้บริการโซลูชันด้านการจัดการพลังงานแบบครบวงจร ซึ่งอาจเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างรายได้และความผูกพันกับฐานลูกค้าภาคอุตสาหกรรมในระยะยาวได้เป็นอย่างดีค่ะ โดยสรุปแล้วนะคะ ทิศทางของ ส.อ.ท. ชี้ให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเลือกเดินสายกลาง ไม่ปฏิเสธกระแสพลังงานสะอาดของโลก แต่ก็ไม่เร่งรัดจนกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนด้านพลังงานสะอาดในไทยจะเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ต่อเนื่อง โดยมีภาครัฐ องค์กรพลังงานรายใหญ่ และภาคอุตสาหกรรมร่วมกันขับเคลื่อนค่ะ สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน นัยสำคัญมีสองด้านค่ะ ด้านแรกคือโอกาส ผู้ที่เข้าใจทิศทางนี้และปรับโมเดลธุรกิจก่อนจะได้เปรียบในตลาดที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง ส่วนด้านที่สองคือความเสี่ยง ผู้ที่รอให้มีกฎหมายบังคับก่อนค่อยปรับตัว อาจเสียต้นทุนการเปลี่ยนผ่านที่สูงกว่า และอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในห่วงโซ่อุปทานโลกที่เริ่มกำหนดอีเอสจีเป็นเงื่อนไขการค้าค่ะ คำถามสำคัญที่ผู้บริหารควรถามตัวเองไม่ใช่ว่า เราจะต้องเปลี่ยนแปลงไหม แต่คือ เราจะเปลี่ยนผ่านอย่างชาญฉลาดได้อย่างไรค่ะ ภูมิทัศน์การแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในทศวรรษหน้าจะถูกกำหนดโดยผู้ที่ตอบคำถามนี้ได้ก่อนค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


