

Leaders
"สิริวัฒนภักดี" โมเดลส่งไม้ต่อ จากเจ้าสัวสู่ทายาท และก้าวต่อไปของรุ่นที่สาม
เจาะโมเดลการส่งต่ออาณาจักรธุรกิจของตระกูลสิริวัฒนภักดี จากเจ้าสัวเจริญสู่ทายาททั้ง 5 คน ผ่านแนวคิดบริหารธุรกิจครอบครัว การวางโครงสร้างองค์กร และการเตรียมความพร้อมสู่การสืบทอดรุ่นที่สาม สะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวไทยในยุคใหม่
รายละเอียด
• ตระกูลสิริวัฒนภักดีใช้โมเดลแบ่งธุรกิจตามความเชี่ยวชาญของทายาท เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
• การส่งต่อธุรกิจไม่ได้อาศัยเพียงสายเลือด แต่ต้องมีโครงสร้างการบริหารและธรรมาภิบาลที่ชัดเจน
• รุ่นที่สามได้รับอิสระในการเลือกเส้นทางของตนเอง สะท้อนแนวคิดธุรกิจครอบครัวยุคใหม่ที่เน้นศักยภาพมากกว่าการบังคับสืบทอด
เจาะโมเดลส่งไม้ต่อตระกูลสิริวัฒนภักดี จากเจ้าสัวเจริญสู่ทายาท 5 คน และแนวคิดบริหารธุรกิจครอบครัวรุ่น 3 สะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษ CNBC โดย ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล CEO BJC
ในโลกของธุรกิจครอบครัว มีสถิติที่ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่ามีเพียง 30% เท่านั้นที่ส่งต่อถึงรุ่นที่สองได้สำเร็จ และไม่ถึง 12% ที่ยืนหยัดข้ามไปถึงรุ่นที่สาม
แต่กลุ่ม TCC Group ของตระกูลสิริวัฒนภักดีกำลังพิสูจน์ว่า สถิติเหล่านั้นไม่ใช่โชคชะตา — มันคือผลของการวางรากฐานที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
และบทพิสูจน์นั้นถูกบอกเล่าในเวทีระดับโลก เมื่อ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว CNBC รายการ CNBC Meets: Legacies ในงาน UOB Private Banking ที่สิงคโปร์
แบ่งบ้าน แบ่งธุรกิจ — แต่ไม่แตกแยก
หัวใจของโมเดล TCC คือสิ่งที่นักวิชาการด้านธุรกิจครอบครัวเรียกว่า "การแบ่งอาณาจักรอย่างมีศิลปะ" เจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้งอาณาจักร ไม่ได้มอบทุกอย่างให้ลูกคนโตแต่เพียงผู้เดียวตามธรรมเนียมดั้งเดิม หากแต่แบ่งกลุ่มธุรกิจ 5 เสาหลักให้ทายาท 5 คนดูแลคนละขา
- อาทินันท์ พีชานนท์ บุตรสาวคนโต ดูแลกลุ่มธุรกิจประกันและการเงินผ่านบริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH ในฐานะรองประธานกรรมการบริหาร
- วัลลภา ไตรโสรัส บุตรสาวคนที่สอง บริหารพอร์ตอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมผ่าน Asset World Corp
- ฐาปน สิริวัฒนภักดี บุตรชายคนโต นำธุรกิจเครื่องดื่มภายใต้ไทยเบฟเวอเรจ ขึ้นเป็นยักษ์เครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ปณต สิริวัฒนภักดี บุตรชายคนเล็ก ดูแล Frasers Property
- ส่วน ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล บุตรสาวคนเล็กสุดของตระกูล ขึ้นแท่นซีอีโอ BJC เมื่อปี 2566
ความน่าสนใจไม่ใช่แค่การแบ่ง แต่คือ วิธีแบ่ง ทุกขาธุรกิจมี logic เชิงกลยุทธ์รองรับ ไม่ใช่การแบ่งตามอาวุโสหรืออารมณ์
บทเรียนจากโต๊ะหัวยาว
ในบทสัมภาษณ์ CNBC ฐาปณีเปิดใจว่า "การสอนที่ดีที่สุด" ที่เธอได้รับไม่ได้อยู่ในห้องเรียน MIT หรือ Harvard Business School แต่อยู่ในห้องประชุมของพ่อแม่ เธอและพี่น้องเติบโตมาโดยเห็น เจริญ และ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี นั่งหัวโต๊ะทำงานร่วมกันทุกวัน เห็นวิธีตัดสินใจ เห็นวิธีวางดีล และเห็นสิ่งที่สำคัญกว่า — วิธีที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อคนรอบข้าง
"พ่อมองหาความร่วมมือเสมอ เขาต้องการให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์" เธอกล่าวกับ CNBC ขณะที่แม่ทำหน้าที่เป็นตุ้มถ่วง คอยสมดุลความเสี่ยงที่บางครั้งพุ่งสูงเกินไป และแทบทุกการตัดสินใจใหญ่จะไม่เกิดขึ้นหากไม่ได้รับการยินยอมจากคุณหญิงวรรณา
ฐาปณียังเปิดเผยอีกว่า พ่อและแม่ภาคภูมิใจเสมอว่าทั้งคู่ไม่เคยอยู่ห่างกันเลยตลอด 51 ปี — นี่คือโมเดล "หุ้นส่วนชีวิตและธุรกิจ" ที่เธอยึดถือเป็นแบบอย่างสูงสุด
“คุณแม่และคุณพ่อของฉันมักจะบอกแขกและเพื่อนๆ เสมอว่า พวกท่านไม่เคยแยกจากกันเลย ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ตลอด 51 ปีที่ผ่านมา...ดังนั้น พวกท่านจึงเป็นคู่ชีวิตและคู่ธุรกิจที่แท้จริง” ฐาปณีกล่าว
เมื่อการประชุมครอบครัวเปลี่ยนวาระ
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในยุคส่งไม้ต่อเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อเจริญโอนหุ้นใน Holding Company ของ TCC Group ให้แก่ทายาทครบทั้ง 5 คน
ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมายหรือภาษี แต่คือ วัฒนธรรมการประชุม เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ฐาปณีเล่าให้ CNBC ฟังว่า ในอดีต การประชุมส่วนใหญ่เป็นการพบปะสังสรรค์ แต่สิ่งนั้นเปลี่ยนไปหลังจากที่บิดาโอนหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่ม TCC ให้กับลูกทั้ง 5 คนเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันพี่น้องเหล่านี้พบปะกันเป็นประจำเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัท
สัญญาณนี้สะท้อนแนวคิดที่นักวางแผนธุรกิจครอบครัวมักย้ำว่า การส่งต่อที่ดีต้องมี "กระบวนการ" ไม่ใช่แค่ "เจตนา" แต่ต้องมีโครงสร้างรองรับ ไม่ใช่เพียงน้ำใจและสายเลือด
BJC: รักษา DNA ครอบครัว ในองค์กรแบบมืออาชีพ
ที่ BJC ฐาปณีเดินหน้านโยบายที่ดูขัดแย้งกันในตัว แต่กลับเป็นปรัชญาที่ลึกซึ้ง
"ฉันต้องการทำให้ธุรกิจครอบครัวเป็นมืออาชีพ แต่องค์กรที่มืออาชีพนั้นต้องรู้สึกเหมือนครอบครัวด้วย" เธอบอกกับ CNBC
พนักงาน BJC กว่า 61,000 คน ถูกบริหารภายใต้แนวคิดนี้ โดยเน้นการรับฟัง ความเคารพ และความรู้สึกเป็นเจ้าของ น่าสังเกตว่าผู้หญิงคิดเป็น 60% ของพนักงาน และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารระดับสูง สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่ปฏิเสธเพดานแก้วอย่างเป็นรูปธรรม
ในด้านกลยุทธ์ การเข้าซื้อ MM Mega Market ธุรกิจค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในเวียดนาม มูลค่าราว 720 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการขยายอาณาจักรค้าปลีก-ค้าส่งในภูมิภาคที่สอดคล้องกับแนวคิด "Strategic Fit" ซึ่งไม่ต่างจากที่เจริญเคยนำ BJC เข้ามาในปี 2544 เพื่อเสริมธุรกิจขวดแก้วกับเครื่องดื่ม
รุ่นสาม — เลือกเอง ไม่บังคับ
สิ่งที่ทำให้โมเดลของสิริวัฒนภักดีน่าจับตาในระยะยาว คือท่าทีต่อ Generation 3 ในขณะที่รุ่นที่สองทั้งห้าคนถูกคาดหวังให้เข้ามาในธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ต้น ฐาปณีประกาศชัดในการสัมภาษณ์ CNBC ว่ารุ่นลูกจะได้รับ อิสระในการเลือก ทั้งสายอาชีพและขอบเขตการมีส่วนร่วม
"เราจะให้พวกเขาเดินเคียงข้างธุรกิจไปเรื่อยๆ และพวกเขาจะเป็นคนเลือกเองว่าอยากทำส่วนไหนที่เหมาะกับความสามารถหรือความสนใจของตัวเอง"
รุ่นที่สามบางคนเริ่มแสดงตัวแล้ว โดยหลานชายคนหนึ่งที่กำลังเรียนระดับบัณฑิตศึกษาสนใจธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่ม
บทเรียนสำหรับ "ธุรกิจครอบครัวไทย"
กรณีของสิริวัฒนภักดีไม่ใช่ตำราที่คัดลอกไปใช้ได้เลย แต่มีหลักการที่สกัดออกมาได้ชัดเจนจากสิ่งที่ฐาปณีสะท้อนผ่าน CNBC
หนึ่ง — การแบ่งอาณาจักรต้องมีเหตุผลเชิงธุรกิจ ไม่ใช่แค่ความรัก
สอง — ค่านิยมร่วม ทั้งความขยัน ความอ่อนน้อม และการมองหา win-win ต้องปลูกฝังก่อนส่งกุญแจ
สาม — โครงสร้างการถือหุ้นที่โปร่งใสช่วยเปลี่ยนการประชุมครอบครัวจากอารมณ์มาสู่เหตุผล
สี่ — ยิ่งธุรกิจใหญ่ขึ้น ยิ่งต้องให้รุ่นต่อไปมีทางเลือก ไม่ใช่ถูกบังคับ
ในโลกที่ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะความขัดแย้งภายใน ไม่ใช่ความล้มเหลวทางธุรกิจ กงสีที่อยู่รอดถึงรุ่นที่สามและสี่ไม่ได้แค่ "โชคดี" — พวกเขาเลือกที่จะ ออกแบบ ความสำเร็จนั้นมาตั้งแต่แรกสำหรับตระกูลสิริวัฒนภักดี บทพิสูจน์นั้นกำลังดำเนินต่อไป — ทั้งในห้องประชุมบอร์ด และในห้องนั่งเล่นของครอบครัว
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast The leader นะคะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกโมเดลการส่งไม้ต่อธุรกิจครอบครัวที่น่าสนใจอย่างยิ่งค่ะ ในโลกธุรกิจครอบครัวนะคะ มีสถิติที่น่ากังวลว่ามีเพียงประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สามารถส่งต่อถึงรุ่นที่สองได้สำเร็จ และยิ่งไปกว่านั้นค่ะ มีไม่ถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ที่จะยืนหยัดไปถึงรุ่นที่สามได้
แต่กลุ่มทีซีซี กรุ๊ป ของตระกูลสิริวัฒนภักดีกำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความแตกต่างนะคะ ผ่านการวางรากฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่เริ่มต้น โดยคุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีถึงหัวใจสำคัญของโมเดลนี้ค่ะ หัวใจหลักคือการแบ่งอาณาจักรธุรกิจห้าเสาหลักให้กับทายาททั้งห้าคนดูแลอย่างมีศิลปะ ไม่ได้มอบทุกอย่างให้บุตรคนโตตามธรรมเนียมเดิมๆ นะคะ ทุกขาธุรกิจมีเหตุผลเชิงกลยุทธ์รองรับค่ะ
คุณฐาปณีเล่าถึงบทเรียนอันล้ำค่าที่ได้รับโดยตรงจากห้องประชุมของครอบครัวค่ะ นั่นคือการได้เห็นคุณพ่อคุณแม่นั่งหัวโต๊ะทำงานร่วมกันทุกวัน ได้เรียนรู้วิธีการตัดสินใจ การเจรจาดีลต่างๆ และที่สำคัญคือการปฏิบัติต่อคนรอบข้าง คุณพ่อมักมองหาความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์เสมอ ในขณะที่คุณแม่ทำหน้าที่เป็นผู้ถ่วงดุลความเสี่ยงสำคัญ ซึ่งนี่คือโมเดลหุ้นส่วนชีวิตและธุรกิจที่สมบูรณ์แบบที่เธอยึดถือเป็นแบบอย่างสูงสุดเลยค่ะ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ค่ะ เมื่อคุณพ่อเจริญได้โอนหุ้นในบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มทีซีซีให้กับทายาททั้งห้าคน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ยังส่งผลต่อวัฒนธรรมการประชุมของครอบครัวอย่างสิ้นเชิงค่ะ จากเดิมที่การประชุมเป็นไปเพื่อการพบปะสังสรรค์ ปัจจุบันกลับกลายเป็นการหารือเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทเป็นประจำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการส่งต่อธุรกิจต้องมีกระบวนการและโครงสร้างที่รองรับ ไม่ใช่แค่เจตนาที่ดีเท่านั้นนะคะ
ที่บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือบีเจซี คุณฐาปณีกำลังขับเคลื่อนองค์กรกว่าหกหมื่นหนึ่งพันคนภายใต้ปรัชญาที่น่าสนใจค่ะ คือการทำให้ธุรกิจครอบครัวเป็นมืออาชีพ แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรมืออาชีพนั้นก็ต้องรู้สึกเหมือนครอบครัวด้วย โดยเน้นการรับฟัง ความเคารพ และความรู้สึกเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงเป็นพนักงานถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์ และเกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรที่ก้าวข้ามเพดานแก้วอย่างชัดเจนค่ะ ในด้านกลยุทธ์นะคะ การเข้าซื้อกิจการเอ็มเอ็ม เมกะ มาร์เก็ต ธุรกิจค้าส่งในเวียดนาม ด้วยมูลค่ากว่าเจ็ดร้อยยี่สิบล้านดอลลาร์ ถือเป็นการขยายอาณาจักรที่สอดคล้องกับแนวคิดเชิงกลยุทธ์อย่างมากเลยค่ะ
สำหรับรุ่นที่สามนะคะ สิ่งที่ทำให้โมเดลนี้แตกต่างคือการให้อิสระในการเลือกค่ะ คุณฐาปณีกล่าวว่ารุ่นลูกจะได้รับอิสระทั้งสายอาชีพและขอบเขตการมีส่วนร่วมในธุรกิจ ครอบครัวจะให้พวกเขาเดินเคียงข้างไปเรื่อยๆ และพวกเขาจะเป็นผู้เลือกเองว่าอยากจะทำส่วนไหนที่เหมาะกับความสามารถและความสนใจค่ะ
จากบทเรียนของตระกูลสิริวัฒนภักดีนี้ ทำให้เราเห็นหลักการสำคัญที่ธุรกิจครอบครัวไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ค่ะ หนึ่งคือการแบ่งอาณาจักรต้องมีเหตุผลเชิงธุรกิจ ไม่ใช่แค่เพียงความรัก สองคือการปลูกฝังค่านิยมร่วมกันอย่างความขยัน ความอ่อนน้อม และการมองหาผลประโยชน์ร่วม สามคือการมีโครงสร้างการถือหุ้นที่โปร่งใส จะช่วยเปลี่ยนการประชุมครอบครัวจากอารมณ์มาสู่เหตุผล และสี่คือเมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้น ควรให้รุ่นต่อไปมีทางเลือก ไม่ใช่ถูกบังคับค่ะ
เพราะในโลกที่ธุรกิจครอบครัวจำนวนมากต้องล้มเหลวเพราะความขัดแย้งภายใน ไม่ใช่ความล้มเหลวทางธุรกิจ การออกแบบความสำเร็จตั้งแต่ต้นจึงเป็นหัวใจสำคัญอย่างแท้จริงค่ะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


