LifestyleEpisode
รูปปก จาก "เดอร์ตี้ คอฟฟี่" สู่กลยุทธ์การตลาดระดับโลก: ถอดบทเรียนธุรกิจร้านกาแฟยุคโซเชียลมีเดีย
Episode

Lifestyle

จาก "เดอร์ตี้ คอฟฟี่" สู่กลยุทธ์การตลาดระดับโลก: ถอดบทเรียนธุรกิจร้านกาแฟยุคโซเชียลมีเดีย

จาะลึกความสำเร็จของ "เดอร์ตี้ คอฟฟี่" จากต้นตำรับญี่ปุ่นสู่กระแสไวรัลล่าสุดอย่าง Dirty -86°C ถอดรหัสกลยุทธ์การตลาดธุรกิจคาเฟ่ยุคโซเชียลมีเดีย ที่การออกแบบภาพลักษณ์และโมเมนต์เพื่อการแชร์มีความสำคัญไม่แพ้รสชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยนำไปปรับใช้จริง

2:38

รายละเอียด

  • เดอร์ตี้ คอฟฟี่ ต้นตำรับเกิดจากร้าน Bear Pond Espresso ในโตเกียวเมื่อปี 2010 ก่อนกลายเป็นเทรนด์ระดับโลก
  • สตาร์บัคส์มีส่วนสำคัญในการขยายคำว่า "เดอร์ตี้" ให้กว้างขึ้นผ่านเมนูมัทฉะ เอสเพรสโซ ลาเต้ ตั้งแต่ปี 2016
  • แบรนด์คาเฟ่ในฟิลิปปินส์ ฮ่องกง และอินโดนีเซีย ต่อยอดคอนเซปต์เดอร์ตี้ด้วยการดีไซน์ลวดลายเพื่อโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ
  • เทรนด์ล่าสุด "-86°C Dirty Coffee" จากจีน สร้างกระแสไวรัลด้วยเทคนิคแก้วแช่แข็งที่ต้องดื่มทันที
  • บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ F&B คือการออกแบบเมนูให้ตอบโจทย์การแชร์บนโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์

ในเดือนสิงหาคม 2569 ภาพเครื่องดื่มที่เสิร์ฟในแก้วแช่แข็งอุณหภูมิ -86 องศาเซลเซียส จนนมจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเคลือบผิวแก้ว กำลังเป็นกระแสไวรัลข้ามทวีป จากร้านกาแฟอินดี้เล็กๆ ในจีน ลามไปถึงฮ่องกงและออสเตรเลีย ก่อนเริ่มปรากฏในร้านกาแฟไทย เมนูนี้ถูกเรียกด้วยชื่อเดียวกับเทรนด์ที่ครองวงการเครื่องดื่มโลกมากว่าทศวรรษ นั่นคือ "เดอร์ตี้" (Dirty)

คำว่า "เดอร์ตี้" ที่เคยเป็นแค่ชื่อเมนูกาแฟนมแยกชั้นสไตล์ญี่ปุ่น วันนี้กลายเป็นหนึ่งใน "คำศัพท์ทางการตลาด" ที่ทรงพลังที่สุดในวงการเครื่องดื่มทั่วโลก บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของเดอร์ตี้ไม่ได้อยู่ที่สูตรหรือรสชาติ แต่อยู่ที่การเป็น "กรอบความคิดทางการตลาด" ที่แบรนด์ไหนก็หยิบไปต่อยอดได้ โดยอาศัยความคุ้นเคยของผู้บริโภคที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แทนที่จะต้องสร้างการรับรู้ใหม่ตั้งแต่ศูนย์

จากจุดกำเนิดในร้านกาแฟเล็กๆ ที่โตเกียว สู่การถูกแบรนด์ระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์หยิบไปใช้ และขยายไปเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของคาเฟ่อิสระทั่วเอเชีย บทความนี้จะพาไล่เรียงเส้นทางของคำว่า "เดอร์ตี้" พร้อมถอดบทเรียนที่ผู้ประกอบการร้านกาแฟและคาเฟ่ไทยนำไปปรับใช้ได้จริง

จุดกำเนิด: ไอเดียจากบาริสต้าสู่ซิกเนเจอร์เมนูระดับโลก

เดอร์ตี้ คอฟฟี่ สายญี่ปุ่นถูกคิดค้นขึ้นในปี 2010 โดย คัตซึยูกิ ทานากะ บาริสต้าเจ้าของร้าน Bear Pond Espresso ในโตเกียว [1] จุดขายอยู่ที่การปล่อยให้ช็อตริสเทรตโตไหลซึมลงในนมแช่เย็นจัด เกิดลวดลายคล้ายหยดหมึกบนกระดาษขาว ก่อนจะกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่สร้างชื่อให้ร้าน

อันที่จริง คำว่า "เดอร์ตี้" ในวงการกาแฟมีที่มาก่อนหน้านั้นอีก จากร้านกาแฟในลอนดอนช่วงทศวรรษ 1990 ที่บาริสต้าเผลอเทเอสเพรสโซลงในชาไช ลาเต้ จนเกิดเป็นเมนู "เดอร์ตี้ ไช ลาเต้" ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก [2] ทั้งสองต้นกำเนิดนี้ต่างมีจุดร่วมเดียวกัน คือ "ความเปรอะเปื้อน" ที่เกิดจากการผสมผสานของสี ไม่ใช่ความหมายเชิงลบ

เดอร์ตี้ไม่ใช่สูตรเครื่องดื่มตายตัว แต่คือ "กรอบความคิด" ที่แบรนด์นำไปสวมทับวัตถุดิบอะไรก็ได้ — นี่คือเหตุผลที่มันแพร่กระจายเร็วกว่าเทรนด์เมนูทั่วไป

เมื่อแบรนด์ใหญ่เข้าสู่สนาม เทรนด์ก็ขยายตัวเป็นอุตสาหกรรม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สตาร์บัคส์ เปิดตัวเมนู "มัทฉะ เอสเพรสโซ ลาเต้" ในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยช่วงปี 2016 ซึ่งหยิบยืมทั้งไอเดียการตั้งชื่อจากเดอร์ตี้ ไช ลาเต้ และหน้าตาจากเดอร์ตี้สายญี่ปุ่น ก่อนที่เมนู "เดอร์ตี้ มัทฉะ ลาเต้" จะแพร่หลายในคาเฟ่ทั่วอเมริกาและยุโรป และแตกไลน์ออกเป็นหลายเวอร์ชันตามแต่ละตลาด

จากจุดนี้ คำว่าเดอร์ตี้ในเมนูเครื่องดื่มไม่ได้ผูกติดกับ "กาแฟ" อีกต่อไป แต่กลายเป็นชื่อเรียกเชิงเทคนิคของ "สไตล์การนำเสนอ" ที่แบรนด์ต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบหลากหลาย ตั้งแต่มัทฉะ อูเบะ ไปจนถึงเครื่องดื่มไม่มีกาแฟเลยแต่ยังใช้เทคนิคการไหลเปรอะเปื้อนแบบเดียวกัน

กรณีศึกษา: แบรนด์ระดับภูมิภาคใช้ "เดอร์ตี้" สร้างจุดขายบนโซเชียลมีเดีย

หลายแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงเลือกต่อยอดเทรนด์นี้เป็นกลยุทธ์สร้างการรับรู้แบรนด์:

  • Tres Marias Café + Bar (ฟิลิปปินส์) พัฒนาเมนู "ไอซ์ เดอร์ตี้ อูเบะ ลาเต้" ด้วยการปาดซอสอูเบะรอบแก้วให้เกิดลวดลายหินอ่อน 3 สี ดึงดูดการแชร์บนโซเชียลมีเดีย
  • Matchali (ฮ่องกง) และ Elder On The Table (อินโดนีเซีย) ปรับสูตรเดอร์ตี้ มัทฉะ ลาเต้ ให้เป็นเวอร์ชันน้ำแข็งเต็มแก้ว ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในชั่วโมงเร่งด่วน โดยไม่ทิ้งจุดขายด้านภาพลักษณ์

เทรนด์ล่าสุดที่กำลังสร้างกระแสไวรัลข้ามทวีปคือ "-86°C Dirty Coffee" เครื่องดื่มที่เสิร์ฟในแก้วแช่แข็งอุณหภูมิ -86 องศาเซลเซียส ให้นมแข็งตัวเป็นเกล็ดหิมะเคลือบผิวแก้ว ก่อนเทเอสเพรสโซร้อนลงไปสร้างปฏิกิริยาระหว่างอุณหภูมิ เมนูนี้มีต้นกำเนิดจากร้านกาแฟอินดี้ในจีน [3] และถูกเรียกในโซเชียลมีเดียจีนว่า "เครื่องดื่มจากสองฤดูกาล" ก่อนแพร่หลายไปถึงร้าน DAY OFF ในออสเตรเลีย และเริ่มปรากฏในร้านกาแฟไทยแล้วเช่นกัน

86°C Dirty Coffee คือตัวอย่างสุดขั้วของการออกแบบเครื่องดื่มให้เป็น "โมเมนต์ถ่ายรูป" โดยเจตนา — จุดขายอยู่ที่ปฏิกิริยาระหว่างความร้อนกับความเย็นจัดที่ต้องรีบบันทึกภาพก่อนมันหายไป

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ F&B

การที่เดอร์ตี้ คอฟฟี่ แตกแขนงไปไกลจากต้นตำรับ สะท้อนหลักคิดสำคัญของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยุคนี้:

  1. การพัฒนาต่อยอดจากไอพีที่มีอยู่แล้ว ทำให้แบรนด์ไม่ต้องเริ่มสร้างการรับรู้จากศูนย์ แต่อาศัยความคุ้นเคยของผู้บริโภคต่อคำว่า "เดอร์ตี้" เป็นทุนเดิม
  2. ดีไซน์เพื่อโซเชียลมีเดียคือส่วนหนึ่งของโปรดักต์ ไม่ใช่แค่ส่วนเสริม การสร้างเมนูที่ต้องรีบถ่ายภาพหรือถ่ายคลิปก่อนละลาย อย่างกรณี -86°C Dirty Coffee เป็นการออกแบบ "โมเมนต์" ที่กระตุ้นการแชร์โดยธรรมชาติ
  3. ผู้บริโภคยุคนี้เปิดกว้างต่อการดัดแปลงสูตรดั้งเดิม ตราบใดที่แบรนด์นำเสนอได้น่าสนใจทั้งรสชาติและภาพลักษณ์ ทำให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่สร้างสรรค์เมนูใหม่ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องยึดติดกับสูตรต้นฉบับ

บทสรุป: เมื่อการแข่งขันไม่ได้จบแค่ที่รสชาติ

สำหรับผู้ประกอบการร้านกาแฟและคาเฟ่ในไทย เทรนด์นี้ตอกย้ำว่าการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มไม่ได้อยู่ที่รสชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบประสบการณ์และภาพลักษณ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกโซเชียลมีเดียไปพร้อมกัน

สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ ผู้ประกอบการรายเล็กในไทยจะสามารถแปลงกรอบความคิด "เดอร์ตี้" ให้เข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ชาไทย มะพร้าว หรือผลไม้ตามฤดูกาล ได้เร็วแค่ไหน เพราะบทเรียนที่ชัดเจนจากกรณีศึกษาทั้งหมดคือ แบรนด์ที่ชนะในเกมนี้ไม่ใช่แบรนด์ที่คิดค้นสูตรใหม่ที่สุด แต่คือแบรนด์ที่กล้าหยิบสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอยู่แล้วมาเล่าใหม่ให้น่าแชร์ที่สุด

บทถอดเสียง

สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาถอดรหัสกลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าสนใจจากปรากฏการณ์เดอร์ตี้คอฟฟี่ค่ะ

หลายท่านอาจคุ้นเคยกับคำว่า "เดอร์ตี้" ในเมนูกาแฟนมแยกชั้น ซึ่งเคยเป็นแค่ชื่อเมนูในญี่ปุ่น แต่ทราบไหมคะว่า วันนี้คำว่า "เดอร์ตี้" ได้กลายเป็นหนึ่งในคำศัพท์ทางการตลาดที่ทรงพลังระดับโลกไปแล้วค่ะ ความสำเร็จนี้ไม่ได้อยู่ที่สูตรกาแฟนะคะ แต่เป็นเพราะ "เดอร์ตี้" คือกรอบความคิดทางการตลาดที่แบรนด์สามารถหยิบไปต่อยอดได้ โดยอาศัยความคุ้นเคยของผู้บริโภคที่มีอยู่แล้วเป็นทุนเดิมค่ะ

จากจุดเริ่มต้นในร้านกาแฟเล็กๆ ที่โตเกียว เมื่อปีสองพันสิบ เดอร์ตี้คอฟฟี่ก็ได้ถูกแบรนด์ใหญ่อย่างสตาร์บัคส์นำไปปรับใช้ และขยายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ในคาเฟ่อิสระทั่วเอเชีย จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อสตาร์บัคส์เปิดตัวเมนู มัทฉะ เอสเพรสโซ ลาเต้ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งหยิบยืมทั้งไอเดียการตั้งชื่อและหน้าตาแบบเดอร์ตี้ ทำให้คำว่า "เดอร์ตี้" ไม่ได้ผูกติดแค่กับกาแฟอีกต่อไปค่ะ แต่กลายเป็นสไตล์การนำเสนอที่แบรนด์ต่างๆ ประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ อูเบะ หรือเครื่องดื่มที่ไม่มีกาแฟเลยก็ยังได้

เราเห็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจจากแบรนด์ระดับภูมิภาคที่ใช้ "เดอร์ตี้" สร้างจุดขายบนโซเชียลมีเดียนะคะ เช่น ทรี มาริอาส คาเฟ่ พลัส บาร์ ในฟิลิปปินส์ พัฒนาเมนู ไอซ์ เดอร์ตี้ อูเบะ ลาเต้ ด้วยการปาดซอสให้เกิดลวดลายหินอ่อน ดึงดูดการแชร์ได้อย่างมาก หรือเทรนด์ล่าสุดอย่าง เดอร์ตี้คอฟฟี่ ลบแปดสิบหกองศาเซลเซียส ที่เสิร์ฟในแก้วแช่แข็งจัด จนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเคลือบผิวแก้ว ก่อนเทเอสเพรสโซร้อนลงไป สร้างปฏิกิริยาระหว่างอุณหภูมิที่น่าตื่นตาตื่นใจ นี่คือตัวอย่างของการออกแบบเครื่องดื่มให้เป็น "โมเมนต์ถ่ายรูป" ที่ลูกค้าต้องรีบบันทึกภาพก่อนมันจะหายไปค่ะ

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มยุคนี้ คือการที่แบรนด์สามารถพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างการรับรู้จากศูนย์ นอกจากนี้ การดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์โซเชียลมีเดีย คือส่วนหนึ่งของตัวโปรดักต์เลยนะคะ การสร้างเมนูที่กระตุ้นให้เกิดการถ่ายภาพหรือถ่ายคลิป ช่วยกระตุ้นการแชร์ได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ และที่สำคัญ ผู้บริโภคยุคนี้เปิดกว้างต่อการดัดแปลงสูตรดั้งเดิม ตราบใดที่แบรนด์นำเสนอได้น่าสนใจ ทั้งรสชาติและภาพลักษณ์ ทำให้มีพื้นที่สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ได้ต่อเนื่องค่ะ

สำหรับผู้ประกอบการและผู้นำองค์กร สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่ม ไม่ได้จบแค่ที่รสชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปนะคะ แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบประสบการณ์และภาพลักษณ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคบนโลกโซเชียลมีเดียไปพร้อมกันค่ะ แบรนด์ที่ชนะในเกมนี้ไม่ใช่แบรนด์ที่คิดค้นสูตรใหม่ที่สุด แต่คือแบรนด์ที่กล้าหยิบสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอยู่แล้ว มาเล่าใหม่ให้น่าแชร์ที่สุดค่ะ

สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

ตอนอื่นจากรายการนี้

4 ตอน
รูปปก ZEEKR 9X: เมื่อ Flagship SUV ไฮบริดจีนท้าชนยุโรปด้วยห้องโดยสาร First Class และพิสัยทะลุ 1,000 กิโลเมตร

Episode

ZEEKR 9X: เมื่อ Flagship SUV ไฮบริดจีนท้าชนยุโรปด้วยห้องโดยสาร First Class และพิสัยทะลุ 1,000 กิโลเมตร

3:44
รูปปก MONA: พิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่พลิกโฉมแทสเมเนีย และกำลังจะเขย่ากรุงเทพฯ

Episode

MONA: พิพิธภัณฑ์ใต้ดินที่พลิกโฉมแทสเมเนีย และกำลังจะเขย่ากรุงเทพฯ

2:20
รูปปก "เพิร์ล บูติก ครูซ" เรือสำราญลำใหม่ Grand Pearl Group ปั้นโปรดักต์ "สโลว์ไลฟ์กลางวัน" รุกตลาดล่องเรือเจ้าพระยา

Episode

"เพิร์ล บูติก ครูซ" เรือสำราญลำใหม่ Grand Pearl Group ปั้นโปรดักต์ "สโลว์ไลฟ์กลางวัน" รุกตลาดล่องเรือเจ้าพระยา

1:54
รูปปก HONGQI E-HS9: ยานยนต์หรูระดับผู้นำรัฐ สู่รถหรูผู้บริหาร

Episode

HONGQI E-HS9: ยานยนต์หรูระดับผู้นำรัฐ สู่รถหรูผู้บริหาร

3:07