

Management
Storytelling: ทักษะทางธุรกิจที่เปลี่ยน "ข้อมูล" ให้กลายเป็น "ความเชื่อ"
เจาะลึก Storytelling ทักษะธุรกิจที่เปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นความเชื่อและความไว้ใจ ผ่านมุมมองประสาทวิทยาและ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนองค์กร การสร้างแบรนด์ที่วางลูกค้าเป็นฮีโร่ และการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้นำ เพื่อโน้มน้าวใจและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง
รายละเอียด
-
พลังทางประสาทวิทยา: เรื่องเล่าที่มีตัวละครกระตุ้นการหลั่งสารออกซิโทซิน ช่วยสร้างความไว้ใจและเพิ่มการจดจำได้ดีกว่าข้อมูลตัวเลขดิบ
-
การสื่อสารระดับองค์กร: ผู้นำควรใช้เรื่องเล่าที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางและถ่อมตน เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้เป็นแรงจูงใจร่วมในการขับเคลื่อน
-
กลยุทธ์แบรนด์ StoryBrand: วางลูกค้าเป็น "ฮีโร่" และแบรนด์เป็น "ผู้นำทาง" เพื่อช่วยแก้ปัญหาและนำไปสู่ความสำเร็จอย่างชัดเจน ไม่สร้างความสับสน
-
สร้างความน่าเชื่อถือของผู้นำ: ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่เกิดจากการเล่าเรื่องจริงที่โปร่งใส เปิดเผยบทเรียน และมีความจริงใจต่อผู้ฟัง
-
ทักษะธุรกิจที่วัดผลได้: การเล่าเรื่องที่ดีต้องเข้าใจกลไกและวางผู้ฟังเป็นศูนย์กลาง ซึ่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการมีส่วนร่วมของทีม
เมื่อนักประสาทวิทยา Paul Zak ให้อาสาสมัครดูวิดีโอที่มีตัวละครและปมปัญหาชัดเจน แล้วเจาะเลือดวัดระดับสารเคมีในสมองก่อนและหลังชม เขาพบว่าเรื่องเล่าที่มีตัวละครขับเคลื่อนเนื้อหา (character-driven story) กระตุ้นให้สมองหลั่ง ออกซิโทซิน (oxytocin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เชื่อมโยงกับความไว้ใจอย่างสม่ำเสมอ และยิ่งระดับออกซิโทซินสูงขึ้นเท่าไหร่ ผู้ชมก็ยิ่งเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น วัดได้จริงจากพฤติกรรมการบริจาคเงินหลังดูเรื่องราวเหล่านั้น (Zak, 2014)
นี่คือเหตุผลว่าทำไม storytelling หรือทักษะการเล่าเรื่อง จึงไม่ใช่แค่ "ลูกเล่น" ทางการตลาดที่ใช้แต่งประโยคให้สวยงาม แต่เป็นกลไกทางชีววิทยาที่ธุรกิจสามารถใช้อย่างจงใจ เพื่อสร้างความไว้ใจ ความจดจำ และแรงจูงใจให้เกิดขึ้นจริงในใจผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานในองค์กร ลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อสินค้า หรือนักลงทุนที่กำลังประเมินตัวผู้บริหาร
บทความนี้จะพาสำรวจทักษะ storytelling ใน 3 มิติที่ผู้บริหารและองค์กรธุรกิจเผชิญอยู่ทุกวัน ได้แก่ การสื่อสารความเป็นองค์กร (corporate storytelling) การสื่อสารแบรนด์และสินค้า (product/brand storytelling) และการสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวผู้บริหารเอง (executive storytelling) พร้อมทั้งหลักการปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริง
ทำไมสมองมนุษย์ถึง "เชื่อ" เรื่องเล่า มากกว่าตัวเลขและข้อมูลดิบ
มนุษย์เล่าเรื่องกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารในไทยอธิบายว่ามนุษย์มี "DNA ของการเป็นนักเล่าเรื่อง" มาตั้งแต่ราว 400,000 ปีก่อน ซึ่งเป็นรากฐานของการดึงความสนใจ โน้มน้าวความคิด และเปลี่ยนแปลงการรับรู้ของผู้ฟัง (ธนาคารไทยพาณิชย์, ม.ป.ป.) ศาสตราจารย์ Uri Hasson แห่งมหาวิทยาลัย Princeton เคยกล่าวไว้ในทำนองเดียวกันว่า สิ่งที่อยู่ในปัจจุบันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอดีต แต่ผ่านการเล่าเรื่อง อดีตนั้นสามารถกำหนดอนาคตได้ (ธนาคารไทยพาณิชย์, ม.ป.ป.)
Highlight: งานวิจัยของ Paul Zak พบว่าเรื่องเล่าที่มีตัวละครและอารมณ์ร่วมกระตุ้นให้สมองหลั่งออกซิโทซิน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความไว้ใจและความเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่น — นี่คือเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเรื่องเล่าจึงโน้มน้าวใจคนได้ดีกว่าการยัดข้อมูลดิบ
ในทางปฏิบัติ Zak (2014) พบว่าเรื่องเล่าที่มีอารมณ์ร่วมช่วยให้ผู้ฟัง จดจำสารสำคัญได้ดีขึ้นและนานขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มแรงจูงใจภายในองค์กร เมื่อพนักงานเข้าใจว่างานของตัวเองช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตใครได้บ้าง สิ่งนี้อธิบายว่าทำไมองค์กรที่เก่งเรื่อง storytelling มักสื่อสารพันธกิจผ่านเรื่องราวการก่อตั้งหรือเรื่องราวของบุคคลจริง มากกว่าการแจกแจงเป็นข้อ ๆ ในสไลด์
Storytelling ระดับองค์กร: เปลี่ยน "การเปลี่ยนแปลง" ที่น่ากลัว ให้เป็นเรื่องที่คนอยากเดินตาม
จุดที่ผู้บริหารมักพลาดที่สุดคือช่วงประกาศการเปลี่ยนแปลงองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง การนำระบบใหม่มาใช้ หรือการตั้งเป้าหมายใหม่ Jeff Gothelf ผู้เขียนหนังสือ Lean UX และ Sense & Respond ยกตัวอย่างองค์กรขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ประกาศใช้กรอบการตั้งเป้าหมายแบบ OKR โดยไม่มีองค์ประกอบของเรื่องเล่าเลย ผลคือพนักงานตอบรับด้วยความสงสัยและคิดถึงผลกระทบต่อตัวเองมากกว่าความกระตือรือร้น (Gothelf, 2020)
Gothelf (2020) สรุปหลักการเล่าเรื่องที่ทรงพลังสำหรับผู้นำองค์กรไว้ 5 ข้อ:
- เจาะจงกับผู้ฟัง — เรื่องเล่าต้องปรับให้เหมาะกับกลุ่มคนที่ฟังอยู่จริง ไม่ใช่สูตรสำเร็จเดียวใช้กับทุกคน
- มีบริบทชัดเจน — อธิบายที่มาที่ไปให้ผู้ฟังเข้าใจก่อนเข้าเนื้อเรื่อง
- ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง — เล่าผ่านประสบการณ์ของคน ไม่ใช่ผ่านตัวเลขหรือกระบวนการ
- มุ่งสู่การกระทำ — นำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สร้างความรู้สึกดี
- ถ่อมตน — ไม่โอ้อวดหรือยกตนเป็นฮีโร่ของเรื่อง
Highlight: "Telling a compelling story is how you build credibility for yourself and your ideas" — Jeff Gothelf ชี้ว่าความน่าเชื่อถือของผู้นำไม่ได้เกิดจากตำแหน่งหรือข้อมูล แต่เกิดจากความสามารถในการเล่าเรื่อง (Gothelf, 2020)
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจมาจาก Steve Denning ผู้เชี่ยวชาญด้าน leadership storytelling ซึ่งเตือนว่าการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ อาจใช้ไม่ได้ผลเมื่อผู้ฟังมี confirmation bias หรือแนวโน้มที่จะค้นหาและเชื่อเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งพยายามโน้มน้าวตรง ๆ อาจยิ่งทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยึดมั่นในจุดยืนเดิมมากขึ้น (Denning, 2023) Denning เสนอโครงสร้างที่เรียกว่า "springboard story" ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญคือ ตัวเอกของเรื่องต้องเป็นคนที่ผู้ฟังรู้สึกใกล้ชิดด้วย (เช่น เล่าเรื่องพนักงานขายให้ทีมขายฟัง) เนื้อเรื่องแก้ปัญหาจริงด้วยน้ำเสียงเชิงบวก อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงที่ตรวจสอบได้ และเล่าแบบมินิมอลเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังจินตนาการว่าตัวเองคือตัวเอกของเรื่องได้เช่นกัน (Denning, 2023)
ตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญยิ่งขึ้นคือ ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วโลก (global employee engagement) แทบไม่เคยสูงเกิน 30% (Denning, 2023) นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ในองค์กรกำลังฟังผ่าน ๆ หรือไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้บริหารสื่อสารอยู่แล้ว การเล่าเรื่องที่ดีจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือจำเป็นในการดึงคนกลับมามีส่วนร่วม
Storytelling ระดับสินค้าและแบรนด์: ทำให้ลูกค้าเป็น "พระเอก" ไม่ใช่บริษัท
ในมิติของสินค้าและแบรนด์ กรอบความคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ StoryBrand Framework ของ Donald Miller ซึ่งวางตำแหน่งให้ ลูกค้าเป็นตัวเอกของเรื่อง ส่วนแบรนด์ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้นำทาง" (guide) เท่านั้น ไม่ใช่ศูนย์กลางของเรื่องเล่าอย่างที่หลายองค์กรเข้าใจผิด กรอบนี้ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ:
- ตัวเอก (Character) — ลูกค้าคือฮีโร่ที่ต้องการบางสิ่งบางอย่างอย่างชัดเจน ไม่ใช่บริษัท
- ปัญหา (Problem) — อุปสรรคที่ขวางทาง แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ปัญหาภายนอกที่มองเห็นได้ ผลกระทบทางอารมณ์ และความเชื่อเชิงปรัชญาว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
- ผู้นำทาง (Guide) — แบรนด์ต้องแสดงทั้งความเข้าใจ (empathy) และความน่าเชื่อถือ (authority) ว่าเข้าใจปัญหาและช่วยแก้ได้จริง
- แผนการ (Plan) — ขั้นตอนง่าย ๆ 3-4 ขั้นที่รู้สึกว่าทำได้จริง
- การกระตุ้นให้ลงมือทำ (Call to Action) — คำเชิญชวนที่ชัดเจน ทั้งแบบหลักและแบบรอง
- ภาพความสำเร็จ (Success) — ภาพชีวิตหรือธุรกิจที่ดีขึ้นหลังทำตามแผน
- สิ่งที่ต้องเลี่ยง (Avoiding Failure) — สิ่งที่จะเสียไปหากไม่ลงมือทำ โดยไม่ต้องขู่จนเกินจริง
หลักการนี้สรุปได้ในประโยคสั้น ๆ ที่ Miller ใช้ย้ำเสมอว่า "If you confuse, you lose" — ถ้าลูกค้าสับสนกับสิ่งที่แบรนด์พยายามสื่อ แบรนด์ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มขาย
แบรนด์ระดับโลกหลายรายใช้หลักการนี้อย่างได้ผล เช่น Nike ที่แคมเปญ Equality ดึงนักกีฬาทั้งมืออาชีพและคนธรรมดามาเล่าเรื่องการก้าวข้ามอุปสรรค พร้อมข้อความ "If we can be equal in sport, we can be equal everywhere" ทำให้ Nike ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์เสื้อผ้ากีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ส่วน Patagonia เลือกผูกเรื่องเล่าของแบรนด์เข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ผ่านแคมเปญ "Worn Wear" ที่ชวนลูกค้าซื้อสินค้ามือสองแทนการซื้อใหม่ และสารคดีอย่าง Public Trust กับ Artifishal ที่พูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมโดยตรง (Growave, ม.ป.ป.) ทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ที่แข็งแรงไม่ได้ขาย "สินค้า" แต่ขาย "ความหมาย" ที่ลูกค้าอยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน
Storytelling ระดับผู้บริหาร: ความน่าเชื่อถือที่สร้างจากเรื่องเล่า ไม่ใช่ตำแหน่ง
ผู้บริหารจำนวนมากเข้าใจผิดว่าความน่าเชื่อถือมาจากตำแหน่งหรือประวัติการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ทำให้พนักงาน นักลงทุน หรือสื่อมวลชนเชื่อในตัวผู้บริหารคนหนึ่ง มักมาจากการที่ผู้บริหารคนนั้น เล่าเรื่องของตัวเองและองค์กรได้อย่างสอดคล้องและน่าเชื่อ เช่นเดียวกับที่ Gothelf (2020) ย้ำไว้ว่าการเล่าเรื่องที่ดีคือวิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้ทั้งตัวผู้พูดและความคิดที่ผู้พูดนำเสนอ
ผู้บริหารที่สื่อสารเก่งมักใช้เรื่องเล่าส่วนตัวเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ฟังในแบบที่ตัวเลขทำไม่ได้ เช่น เล่าที่มาของการตัดสินใจสำคัญผ่านประสบการณ์จริง แทนที่จะรายงานผลลัพธ์อย่างเดียว หรือเล่าความล้มเหลวในอดีตเพื่อสร้างความน่าไว้วางใจ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของบล็อก Storytelling Classroom ที่เน้นว่าทุกครั้งที่มีการเล่าเรื่องออกไป ตัวตนของผู้เล่าจะถูกส่งออกไปพร้อมกับเนื้อหาเสมอ ไม่ว่าผู้เล่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม (Storytelling Classroom, ม.ป.ป.) นั่นหมายความว่าผู้บริหารไม่สามารถ "แสร้ง" เล่าเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนจริงได้นาน เพราะผู้ฟังมักสัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจนั้นในที่สุด
กับดักที่พบบ่อย และวิธีเริ่มฝึกฝนทักษะนี้อย่างจริงจัง
บล็อก Storytelling Classroom เสนอมุมมองที่น่าสนใจว่า การเล่าเรื่องมี "ศาสตร์" และ "ศิลป์" อยู่ด้วยกัน โดยการเข้าใจกลไกของเรื่องเล่า (ศาสตร์) เป็นพื้นฐานที่ต้องมาก่อนการฝึกฝนศิลปะการเล่าเรื่องให้ทรงพลัง (ศิลป์) (Storytelling Classroom, ม.ป.ป.) ผู้บริหารที่อยากพัฒนาทักษะนี้จึงไม่ควรเริ่มจากการท่องสูตรสำเร็จ แต่ควรเข้าใจก่อนว่าเรื่องเล่าหนึ่งเรื่องสื่อสารหลายชั้นความหมายพร้อมกันเสมอ ทั้งข้อเท็จจริง อารมณ์ ค่านิยม และตัวตนของผู้เล่าเอง
หลักปฏิบัติที่นำไปปรับใช้ได้ทันทีมีดังนี้:
- ฟังก่อนเล่า — ผู้เล่าเรื่องที่ดีต้องมีความเข้าใจและไวต่อความรู้สึกผู้ฟัง (empathy) มากกว่าการยึดความคิดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
- ลดอัตตาของผู้เล่า — เพื่อให้เรื่องเล่าดูจริงใจ ผู้เล่าต้อง "หลอมรวม" เข้ากับเนื้อเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่พยายามเป็นฮีโร่ของเรื่องเอง
- เลือกตัวเอกที่ผู้ฟังเชื่อมโยงได้ — ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กร สินค้า หรือผู้บริหาร ตัวเอกของเรื่องควรเป็นคนที่ผู้ฟังมองเห็นตัวเองอยู่ในนั้นได้
- ยึดข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ — เรื่องเล่าที่ทรงพลังที่สุดมักมาจากเหตุการณ์จริง ไม่ใช่การปั้นแต่งเกินจริง
บทสรุป: เมื่อ Storytelling กลายเป็นทักษะทางธุรกิจที่วัดผลได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ storytelling ในบริบทธุรกิจไม่ใช่พรสวรรค์เฉพาะตัวของนักเล่าเรื่องอีกต่อไป แต่เป็นทักษะที่มีโครงสร้างชัดเจน วัดผลได้ และฝึกฝนได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักการ 5 ข้อของ Gothelf สำหรับผู้นำองค์กร กรอบ 7 องค์ประกอบของ StoryBrand สำหรับสินค้าและแบรนด์ หรือหลักการเรื่องความจริงใจของผู้เล่าจาก Storytelling Classroom ทั้งหมดนี้ชี้ไปทางเดียวกันคือ เรื่องเล่าที่ดีต้องวางผู้ฟังเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ผู้พูด
สำหรับผู้บริหารและองค์กรที่กำลังเผชิญโจทย์เรื่องการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การสร้างแบรนด์ให้แข่งขันได้ หรือการสร้างความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล คำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ "เราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้ดูดี" แต่คือ "เรื่องที่เราเล่าอยู่ วางให้ใครเป็นตัวเอก และผู้ฟังจะเห็นตัวเองอยู่ในเรื่องนั้นหรือไม่" เพราะในยุคที่ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วโลกแทบไม่เคยแตะ 30% และผู้บริโภคเลือกที่จะเชื่อแบรนด์ที่ "มีความหมาย" มากกว่าแบรนด์ที่ขายดีที่สุด องค์กรที่เล่าเรื่องเป็นจะมีความได้เปรียบที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง Storytelling หรือการเล่าเรื่องค่ะ ไม่ใช่แค่ลูกเล่นทางการตลาด แต่เป็นกลไกทางชีววิทยาที่ช่วยสร้างความไว้ใจได้จริงนะคะ
นักประสาทวิทยา พอล แซค พบว่าเรื่องเล่ากระตุ้นสมองให้หลั่งสารออกซิโทซิน ซึ่งสัมพันธ์กับความไว้ใจและความเต็มใจช่วยเหลือผู้อื่น นี่คือเหตุผลที่เรื่องเล่าโน้มน้าวใจคนได้ดีกว่าข้อมูลดิบ ทั้งกับพนักงาน ลูกค้า และนักลงทุนค่ะ
ทักษะ Storytelling มีสามมิติสำคัญที่ผู้บริหารควรใส่ใจค่ะ คือการสื่อสารภายในองค์กร แบรนด์และสินค้า และการสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวผู้บริหารเอง
สำหรับการสื่อสารภายในองค์กร โดยเฉพาะช่วงการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารมักพลาดที่สื่อสารเพียงข้อเท็จจริง เจฟ ก็อทเฮลฟ์ แนะนำว่าผู้นำต้องเล่าเรื่องแบบเจาะจงผู้ฟัง ให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง และต้องถ่อมตนค่ะ ควรใช้เรื่องเล่าที่ตัวเอกเป็นคนที่ผู้ฟังรู้สึกใกล้ชิด เพื่อเอาชนะความลำเอียงในการรับรู้ เพราะปัจจุบัน ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วโลกแทบไม่เคยสูงเกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ การเล่าเรื่องที่ดีจึงจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ในมิติของการสื่อสารสินค้าและแบรนด์ StoryBrand Framework ย้ำว่าลูกค้าคือตัวเอกของเรื่อง ส่วนแบรนด์เป็นเพียงผู้นำทางเท่านั้นนะคะ หลักสำคัญคือ "If you confuse, you lose" หรือถ้าสื่อสารไม่ชัดเจน แบรนด์ก็แพ้ค่ะ แบรนด์ที่แข็งแรงไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายความหมายที่ลูกค้าอยากเป็นส่วนหนึ่งค่ะ
ส่วนมิติผู้บริหาร ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากตำแหน่งอย่างเดียวค่ะ แต่มาจากการเล่าเรื่องของตัวเองและองค์กรได้อย่างน่าเชื่อถือ การใช้เรื่องเล่าส่วนตัว แม้กระทั่งความล้มเหลว ก็ช่วยสร้างความไว้วางใจได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจค่ะ
แล้วจะพัฒนาทักษะนี้ได้อย่างไร บล็อก Storytelling Classroom แนะนำให้เราฟังก่อนเล่า ลดอัตตา เลือกตัวเอกที่ผู้ฟังเชื่อมโยงได้ และยึดข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ค่ะ
โดยสรุปแล้ว Storytelling เป็นทักษะทางธุรกิจที่วัดผลและฝึกฝนได้นะคะ หัวใจสำคัญคือการวางผู้ฟังเป็นศูนย์กลาง ให้เรื่องราวที่เราเล่า ทำให้ผู้ฟังเห็นตัวเองอยู่ในนั้นค่ะ เพราะองค์กรที่เล่าเรื่องเป็น จะมีความได้เปรียบทางธุรกิจที่จับต้องได้จริงค่ะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


