

Management
รักษ์ป่าน่าน: บนเส้นทางสู่การแก้ปัญหาป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืน
ถอดบทเรียน 30 ปี โครงการรักษ์ป่าน่าน การแก้ปัญหาวิกฤตป่าต้นน้ำเจ้าพระยาผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์ปากท้อง ผสานพลังภาวะผู้นำ 3 ระดับ จากวิสัยทัศน์ ร.9 สู่การทรงงานต่อเนื่องของกรมสมเด็จพระเทพฯ และการบริหารวัดผลได้จริงของ บัณฑูร ล่ำซำ เพื่อสร้างกลไกส่งไม้ต่อความยั่งยืนข้ามรุ่น
รายละเอียด
-
ป่าน่านคือจุดยุทธศาสตร์น้ำ: ป่าต้นน้ำน่านหล่อเลี้ยงแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40-45% การสูญเสียผืนป่าจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤตน้ำท่วมและภัยแล้งระดับชาติ
-
แก้ที่ปากท้องไม่ใช่แค่กฎหมาย: การบุกรุกป่าเกิดจากปัญหาความยากจน ทางออกยั่งยืนต้องสร้างรายได้ทางเลือกให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างถูกต้อง
-
โครงสร้างที่ตรวจสอบได้: ใช้ระบบดาวเทียมติดตามพื้นที่ มอบสิทธิทำกินผ่าน พ.ร.บ. ป่าชุมชน และขับเคลื่อนโครงการน่านแซนด์บ็อกซ์ระดับพื้นที่
-
ความสำเร็จเชิงสถาบันสู่ผลลัพธ์จริง: การฟื้นฟูธรรมชาติและการเปลี่ยนพฤติกรรมคนต้องใช้เวลา จึงต้องส่งไม้ต่อภาวะผู้นำจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง
คืนวันที่ 19 สิงหาคม 2569 มวลน้ำจากอำเภอปัวทะลักเข้าท่วมตัวเมืองน่าน ระดับน้ำในหลายจุดสูงถึง 1.5-3 เมตร ตัดขาดประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน ในอำเภอเวียงสา [1] ข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA ที่เปรียบเทียบภาพถ่ายระหว่างวันที่ 15-21 สิงหาคม ยืนยันว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า 17,458 ไร่ [2] เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงสามเดือนหลังจังหวัดน่านเพิ่งเปิดตัวแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำระดับจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ "ทำไมป่าน่านถึงยังไม่ฟื้น" แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น นั่นคือภาวะผู้นำแบบใดที่จะทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งผูกติดอยู่กับปากท้องของคนนับแสนครัวเรือน สามารถเดินหน้าต่อเนื่องได้จริงจนเห็นผลข้ามรุ่นคน
บทความนี้ย้อนเส้นทาง 30 ปีของการแก้ปัญหาป่าต้นน้ำน่าน นับตั้งแต่พระราชดำรัสที่วางรากฐานทางความคิด จนถึงโครงการ "รักษ์ป่าน่าน" ซึ่งมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นผู้อำนวยการโครงการ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทัพบก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดน่าน และธนาคารกสิกรไทย เพื่อตอบคำถามว่าความสำเร็จเชิงสถาบันที่สั่งสมมาสามทศวรรษ เพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันภัยพิบัติซ้ำซากอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น
วิกฤตที่สั่งสมมาเกือบครึ่งศตวรรษ
ลำน้ำน่านหล่อเลี้ยงแม่น้ำเจ้าพระยาราว 40-45% ของปริมาณน้ำทั้งหมด [3] ทำให้ป่าต้นน้ำในจังหวัดน่านมีสถานะเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่แค่ปัญหาระดับท้องถิ่น
บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทยในขณะนั้น เปิดเผยข้อมูลในการสัมมนารักษ์ป่าน่านเมื่อเดือนมีนาคม 2557 ว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้ว 1.5 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่าเดิม 6.4 ล้านไร่ [3] ที่น่ากังวลกว่านั้นคืออัตราการสูญเสียไม่ได้คงที่ ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา อัตราเร่งตัวขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 125,000 ไร่ โดยอำเภอสันติสุขได้รับผลกระทบหนักที่สุดถึง 37% ของพื้นที่ป่าในอำเภอ [3]
ตั้งแต่ปี 2551 อัตราการสูญเสียป่าต้นน้ำน่านเร่งตัวขึ้นเป็นเฉลี่ยปีละ 125,000 ไร่ หรือคิดเป็นเกือบ 350 ไร่ทุกวัน
การวินิจฉัยสาเหตุของนายบัณฑูรชี้ประเด็นสำคัญว่า การบุกรุกป่าไม่ใช่การกระทำของโจรกินป่า แต่เป็นผลจาก "คณิตศาสตร์การทำมาหากิน" ของชาวบ้านที่ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเมื่อที่ดินเดิมมีจำกัดและขาดแคลนทุน [3] การวินิจฉัยนี้ชี้ว่าทางออกที่แท้จริงต้องเริ่มจากการสร้างรายได้ทางเลือกให้ชาวบ้าน ไม่ใช่การเพิ่มบทลงโทษหรือบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว
จุดเริ่มต้นของภาวะผู้นำ: พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2538
การให้ความสำคัญกับป่าต้นน้ำในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งของประเทศ มีรากฐานย้อนไปถึงพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา [4]
ในพระราชดำรัสครั้งนั้น พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมต้องมีระบบกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งควบคู่กันไปในหลายระดับพร้อมกัน ตั้งแต่ระดับครัวเรือนผ่านหลักทฤษฎีใหม่ที่ให้เกษตรกรมีสระเก็บน้ำของตนเอง ไปจนถึงระดับเมือง [4]
พระราชดำรัสสรุปหลักคิดเรื่องธรรมชาติของน้ำไว้อย่างกินใจว่า "ถ้าเราใช้ดีๆ ก็เป็นคุณ ถ้าเราใช้ไม่ดีก็เป็นโทษ" [4]
หลักการกักเก็บน้ำในหลายระดับนี้เองที่ทำให้ป่าต้นน้ำมีสถานะพิเศษในทางวิศวกรรมน้ำของประเทศ เพราะผืนป่าที่สมบูรณ์ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ ดูดซับน้ำฝนไว้ในดินและค่อยๆ ปล่อยออกมาเป็นน้ำท่าตลอดปี
กลไกส่งต่อการแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง: กรอทรงคิด ความต่อเนื่อง และการลงมือทำจริง
ความยั่งยืนของการแก้ปัญหาป่าต้นน้ำน่านเกิดจากการที่บุคคลสามระดับผลัดกันแสดงภาวะผู้นำคนละแบบในจังหวะเวลาที่ต่างกัน จนเกิดพลังขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องได้ตลอด 30 ปี
รัชกาลที่ 9: ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ (Visionary Leadership)
พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2538 วางหลักคิดเรื่องการจัดการน้ำแบบกักเก็บหลายระดับไว้ล่วงหน้าเกือบ 20 ปี ก่อนที่โครงการรักษ์ป่าน่านจะเกิดขึ้นจริงในปี 2557 นี่คือการมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างและวางกรอบความคิดระยะยาวไว้ล่วงหน้า โดยไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่วางรากฐานทางความคิดให้คนรุ่นหลังนำไปต่อยอดเป็นโครงการรูปธรรมเมื่อบริบททางสังคมและเศรษฐกิจพร้อม
กรมสมเด็จพระเทพฯ: ผู้นำผ่านการทรงงานต่อเนื่อง (Continuity Leadership)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดน่านต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี และทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการรักษ์ป่าน่านมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นกลไกที่ให้ความต่อเนื่องเชิงสถาบันแก่โครงการ แม้รัฐบาลและผู้บริหารหน่วยงานราชการจะเปลี่ยนหน้าไปหลายชุดตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา
ในการสัมมนาครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 พระองค์เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานด้วยพระองค์เองต่อหน้าผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน และทรงเน้นย้ำว่าการอนุรักษ์ป่าน่านเป็น "วาระสำคัญที่ต้องเร่งลงมือทำ" [5]
จุดเริ่มต้นที่ดึงนายบัณฑูร ล่ำซำ เข้ามาทำงานนี้อย่างจริงจัง มาจากพระราชกระแสรับสั่งสั้นๆ ระหว่างการตามเสด็จที่ว่า "ฉันมาน่านใหม่ๆ ไม่เป็นแบบนี้เลย" [6] ซึ่งสะท้อนว่าภาวะผู้นำในลักษณะนี้ทำงานผ่านการเป็นประจักษ์พยาน
บัณฑูร ล่ำซำ: ผู้นำเชิงบริหาร (Executional Leadership)
หากพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 คือกรอบความคิด และการทรงงานของกรมสมเด็จพระเทพฯ คือแรงผลักดันเชิงจริยธรรม บทบาทของนายบัณฑูรคือการนำทั้งสองส่วนมาแปลงเป็นโครงการที่มีโครงสร้างองค์กร ตัวชี้วัด และกลไกความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
ทั้งระบบติดตามผลด้วยดาวเทียม การกระจายความรับผิดชอบสู่ระดับตำบล และการวิเคราะห์ปัญหาผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน ความมุ่งมั่นของเขาปรากฏชัดในการตัดสินใจลาออกจากธนาคารกสิกรไทยในเดือนเมษายน 2563 หลังทำงานในภาคธนาคารมานาน 40 ปี เพื่อทำงานนี้เต็มเวลา [7]
บัณฑูรเองยังยอมรับว่างานฟื้นฟูป่าน่านกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตในบั้นปลายของเขามีความหมายมากขึ้นกว่าตำแหน่งในภาคธนาคาร [7] ขณะเดียวกันเขาก็เตือนตัวเองและทีมงานอยู่เสมอว่าปัญหานี้มีความซับซ้อนสูง การแก้ปัญหาแบบง่ายเกินไปจะไม่ได้ผลจริง
ภาวะผู้นำทั้งสามระดับนี้เติมเต็มกันในจุดที่แต่ละฝ่ายทำเพียงลำพังไม่ได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้แนวทางแก้ปัญหามีโอกาสยั่งยืนมากกว่าการพึ่งพาผู้นำคนเดียวหรือรัฐบาลชุดเดียว สถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทั้งกรอบความคิดระยะยาวและความชอบธรรมที่อยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขณะที่ภาคเอกชนอย่างธนาคารกสิกรไทยผ่านนายบัณฑูรให้ระบบบริหารจัดการที่วัดผลได้
จากวิสัยทัศน์สู่โครงสร้างที่จับต้องได้
ภาวะผู้นำที่ดีต้องแปลงออกมาเป็นโครงสร้างที่ทำงานได้จริงบนพื้นที่ เพื่อไม่ให้ความตั้งใจที่ดีจบลงเพียงแค่คำประกาศ
ชั้นที่หนึ่ง: ระบบข้อมูลและความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
โครงการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมไทยโชติในการคำนวณสถิติการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าเป็นรายปีและรายตำบล พร้อมกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และกำนันในพื้นที่ 99 ตำบล เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง [3] การออกแบบเช่นนี้แก้จุดอ่อนสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทยที่มักขาดกลไกวัดผลระดับพื้นที่ย่อยและไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
ชั้นที่สอง: การให้สิทธิและเศรษฐกิจทางเลือก
จากรายงานความคืบหน้าในการสัมมนาครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 โครงการได้ผลักดันการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าชุมชนไปแล้ว 381 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 230,000 ไร่ [5] พร้อมส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างไม้สักและไม้พะยูง และจัดประเภทที่ดินออกเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะการถือครองและระยะเวลา เพื่อให้ชาวบ้านมีสิทธิทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายควบคู่กับการอนุรักษ์
ชั้นที่สาม: การพิสูจน์โมเดลเศรษฐกิจในพื้นที่นำร่อง
โครงการ "สร้างป่า สร้างรายได้" ภายใต้ชื่อ "น่านแซนด์บ็อกซ์" เป็นความพยายามพิสูจน์ว่าชาวบ้านสามารถมีรายได้ที่ยั่งยืนได้จริงโดยไม่ต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในป่า นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น ร่วมยืนยันแนวทางนี้ในเวทีเดียวกัน [5] ซึ่งสะท้อนว่าโครงการรักษ์ป่าน่านไม่ได้เป็นเพียงความริเริ่มของภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา แต่ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระทรวงด้วย
ความสำเร็จเชิงสถาบัน ไม่ใช่บทพิสูจน์ของความยั่งยืนที่แท้จริง
ความน่าสนใจของกรณีนี้ในเชิงวิเคราะห์ ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จเพียงด้านเดียว สิ่งที่ควรให้น้ำหนักเท่ากันคือคำยอมรับของนายบัณฑูรเองในช่วงหลัง
นายบัณฑูรระบุในการให้สัมภาษณ์ภายหลังการลาออกจากธนาคารกสิกรไทยว่า แม้โครงการน่านแซนด์บ็อกซ์จะดำเนินมาแล้ว 4-5 ปี "พื้นที่ป่ายังไม่ถึงกับได้คืนเท่าไหร่" และยังมีพื้นที่ป่าที่สูญเสียไปแล้วถึง 28% ของป่าทั้งหมดในจังหวัด [8]
แม้จะมีภาวะผู้นำครบทั้งสามระดับมานานกว่า 30 ปี พื้นที่ป่าน่านยังคงสูญเสียไปแล้วถึง 28% ของทั้งจังหวัด — สะท้อนว่าความสำเร็จเชิงสถาบันกับผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริงเป็นคนละเรื่องกัน
ข้อเท็จจริงนี้สำคัญ เพราะมันชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่แท้จริงของโมเดลความร่วมมือแบบสหภาคส่วน นั่นคือ การมีภาวะผู้นำที่ครบทั้งวิสัยทัศน์ ความต่อเนื่อง และการบริหารจัดการที่วัดผลได้ ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์เชิงพื้นที่จะเกิดขึ้นเร็ว เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรนับหมื่นครัวเรือนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ ไม่ใช่ปี
ความสำเร็จของกลไกเชิงสถาบัน (institutional success) กับความยั่งยืนของผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริง (sustainable outcome) จึงเป็นคนละเรื่องกันที่ต้องประเมินแยกจากกันเสมอ และนี่คือสิ่งที่เหตุการณ์น้ำท่วมเวียงสาเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 พิสูจน์ให้เห็นอย่างเจ็บปวด [1][2] แม้จะมีภาวะผู้นำและกลไกเชิงสถาบันที่แข็งแรงมาแล้วกว่า 30 ปี แต่ป่าต้นน้ำน่านก็ยังไม่ฟื้นตัวมากพอจะป้องกันภัยพิบัติครั้งใหญ่ได้
การส่งไม้ต่อภาวะผู้นำ สู่ระดับนโยบายจังหวัด
ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่เริ่มต้นจากโครงการรักษ์ป่าน่านได้ขยายตัวเป็นแผนระดับจังหวัดแล้ว จังหวัดน่านร่วมกับหน่วยงานทหารและราชการส่วนภูมิภาคเปิดตัวแผน "ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง" เป้าหมาย 1 ล้านไร่ ภายใต้กรอบการพัฒนาที่เรียกว่า "Nan Life" ครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอของจังหวัด โดยแต่ละอำเภอต้องนำเสนอแผนปฏิบัติการฟื้นฟูลุ่มน้ำระยะ 5 ปีของตนเอง [9]
การขยายตัวนี้คือรูปแบบการส่งไม้ต่อภาวะผู้นำที่ชัดเจน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นความร่วมมือเฉพาะกิจของภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาและสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2557 สู่การเป็นกรอบนโยบายที่ผู้นำทหารและข้าราชการส่วนภูมิภาคทั้งจังหวัดยึดถือปฏิบัติในปี 2569 นี่คือรูปแบบการขยายผล (scaling) ที่องค์กรพัฒนาสังคมจำนวนมากใฝ่ฝันแต่ทำได้ยาก
แต่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ผู้นำรุ่นใหม่ในระดับจังหวัดจะสามารถรักษาความต่อเนื่องแบบเดียวกับที่สถาบันพระมหากษัตริย์และนายบัณฑูรทำมาได้นานแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อน้ำท่วมเวียงสาที่เพิ่งเกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าเวลาไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายใดในการแข่งกับธรรมชาติ
บทสรุป: ความยั่งยืนที่ต้องอาศัยผู้นำมากกว่าหนึ่งคน หรือหนึ่งรุ่น
น้ำท่วมเวียงสาที่เปิดเรื่องบทความนี้ไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่แยกขาดจากเรื่องราวตลอด 30 ปีที่เล่ามาทั้งหมด แต่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่าทำไมพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2538 จึงยังคงมีความหมายอยู่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือ ตราบใดที่ป่าต้นน้ำซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ความเสี่ยงที่บ้านเรือนกลางเมืองน่านจะจมอยู่ใต้น้ำก็จะยังคงอยู่
กรณีรักษ์ป่าน่านให้บทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้กับโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอื่นในไทยอย่างน้อยสามประการ:
- วินิจฉัยสาเหตุทางเศรษฐกิจก่อนออกแบบทางแก้: การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผูกกับปากท้องของประชาชนจำนวนมาก ต้องเริ่มจากการวินิจฉัยสาเหตุทางเศรษฐกิจให้ถูกต้องก่อน ไม่ใช่เริ่มจากมาตรการบังคับใช้กฎหมาย
- อาศัยภาวะผู้นำหลายระดับผลัดกันทำหน้าที่: ความยั่งยืนของการแก้ปัญหาระดับชาติไม่ได้เกิดจากภาวะผู้นำแบบใดแบบหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผลัดกันทำหน้าที่ของผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ผู้นำที่ให้ความต่อเนื่องและความชอบธรรม และผู้นำเชิงบริหารที่แปลงความตั้งใจให้เป็นโครงสร้างวัดผลได้
- แยกความก้าวหน้าเชิงสถาบันออกจากผลลัพธ์เชิงพื้นที่: ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการลักษณะนี้ต้องแยกระหว่างความก้าวหน้าเชิงสถาบันกับความยั่งยืนของผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริง เพราะทั้งสองไม่ได้เคลื่อนไปพร้อมกันเสมอ
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่น้ำท่วมน่านในปี 2569 ตอกย้ำให้เห็นชัดที่สุดคือ ปัญหาระดับชาติที่มีรากลึกทางเศรษฐกิจและสั่งสมมานับสิบปี ไม่มีทางแก้ได้ด้วยมาตรการฉุกเฉินหลังภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่กล้าวางกรอบความคิดข้ามรุ่น อดทนทำงานต่อเนื่องแม้ไม่เห็นผลในทันที และแปลงความตั้งใจให้กลายเป็นโครงสร้างที่ทำงานได้จริงบนพื้นที่
ความยั่งยืนที่แท้จริงของการแก้ปัญหาระดับชาติจึงไม่เคยเป็นผลงานของผู้นำเพียงคนเดียว แต่คือความสามารถขององค์กรและสถาบันในการส่งไม้ต่อภาวะผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น จนกว่าป่าต้นน้ำแห่งนี้จะกลับมาทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินได้อย่างแท้จริง
บทถอดเสียง
สวัสดีค่ะ ต้อนรับเข้าสู่รายการ Businessleader podcast นะคะ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องภาวะผู้นำกับการแก้ปัญหาระดับชาติที่สั่งสมมานานอย่างกรณี "รักษ์ป่าน่าน" ค่ะ
เมื่อเดือนสิงหาคม ปีสองพันหกร้อยหกสิบเก้า จังหวัดน่านต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ ระดับน้ำสูงถึงหนึ่งจุดห้าถึงสามเมตร ทำให้ประชาชนกว่าหนึ่งพันครัวเรือนได้รับผลกระทบ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแม้จังหวัดจะเพิ่งเปิดแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำที่ใหญ่ที่สุด จุดชนวนคำถามว่าแม้มีความพยายามต่อเนื่อง แต่ทำไมปัญหาจึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
พื้นที่ป่าต้นน้ำน่านมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศอย่างยิ่งนะคะ เพราะหล่อเลี้ยงแม่น้ำเจ้าพระยาถึงสี่สิบถึงสี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั้งหมด แต่ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมา จังหวัดน่านสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วถึงหนึ่งจุดห้าล้านไร่ จากป่าเดิมหกจุดสี่ล้านไร่ ที่น่ากังวลคือตั้งแต่ปีสองพันห้าร้อยห้าสิบเอ็ดเป็นต้นมา อัตราการสูญเสียป่าเร่งตัวขึ้นเฉลี่ยปีละหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันไร่ ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้านอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การบุกรุกโดยโจรกินป่าทั่วไป ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มจากการสร้างรายได้ทางเลือกควบคู่ไปกับการฟื้นฟูป่าค่ะ
บนเส้นทางการแก้ปัญหานี้นะคะ มีภาวะผู้นำสามระดับที่เข้ามาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องถึงสามทศวรรษค่ะ ระดับแรกคือ "ผู้นำเชิงวิสัยทัศน์" จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่สี่ ธันวาคม สองพันห้าร้อยสามสิบแปด ที่ทรงวางหลักคิดเรื่องการจัดการน้ำแบบกักเก็บหลายระดับ ทั้งในครัวเรือนและในป่า ซึ่งเป็นกรอบความคิดสำคัญก่อนโครงการรักษ์ป่าน่านจะเกิดขึ้นจริงถึงเกือบยี่สิบปีเลยนะคะระดับที่สองคือ "ผู้นำผ่านการทรงงานต่อเนื่อง" โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จฯ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในจังหวัดน่านมายาวนานกว่ายี่สิบปี และทรงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการรักษ์ป่าน่านมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นกลไกที่สร้างความต่อเนื่องเชิงสถาบันให้กับโครงการค่ะและระดับที่สามคือ "ผู้นำเชิงบริหาร" คุณบัณฑูร ล่ำซำ ได้นำหลักคิดและแรงผลักดันนี้มาแปลงเป็นโครงการที่มีโครงสร้าง องค์กร และตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ โดยมีการใช้ระบบติดตามผลด้วยดาวเทียม และกระจายความรับผิดชอบไปถึงระดับตำบล ซึ่งคุณบัณฑูรยังได้ตัดสินใจลาออกจากธนาคารเพื่อมาทำงานนี้เต็มเวลาอีกด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องพิจารณาคือ การมีภาวะผู้นำครบทั้งสามระดับและกลไกเชิงสถาบันที่แข็งแรงตลอดสามสิบปี ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์เชิงพื้นที่จะเกิดขึ้นเร็วอย่างที่คาดหวังนะคะ คุณบัณฑูรเองยังยอมรับว่าแม้โครงการจะดำเนินการมานาน พื้นที่ป่าก็ยังไม่ฟื้นตัวกลับคืนมาเท่าไหร่ และยังคงสูญเสียไปถึงยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าทั้งหมดในจังหวัด เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาจึงเป็นบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่าความสำเร็จเชิงสถาบันกับการฟื้นตัวของป่าจริงนั้นเป็นคนละเรื่องกันค่ะ
แต่ก็ถือเป็นข่าวดีนะคะที่แนวทางนี้ได้ขยายผลสู่ระดับนโยบายจังหวัด โดยจังหวัดน่านได้เปิดแผน "ปลูกป่าสามอย่าง ประโยชน์สี่อย่าง" เป้าหมายหนึ่งล้านไร่ ครอบคลุมทั้งสิบห้าอำเภอ ซึ่งนี่คือรูปแบบการส่งไม้ต่อภาวะผู้นำที่ประสบความสำเร็จค่ะ
สำหรับบทเรียนสำคัญที่ผู้บริหารสามารถนำไปปรับใช้ได้จากกรณีนี้ มีสามประการด้วยกันค่ะ ประการแรกคือ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผูกพันกับปากท้องของประชาชนจำนวนมาก ต้องเริ่มต้นจากการวินิจฉัยสาเหตุทางเศรษฐกิจให้ถูกต้องก่อนเป็นอันดับแรกนะคะ ประการที่สองคือ ความยั่งยืนของการแก้ปัญหาระดับชาติ ไม่ได้เกิดจากภาวะผู้นำเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยภาวะผู้นำหลายระดับที่ผลัดกันทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องค่ะ และประการสุดท้ายคือ เราต้องแยกระหว่างความก้าวหน้าเชิงสถาบันกับความยั่งยืนของผลลัพธ์เชิงพื้นที่จริงเสมอ เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้เคลื่อนไปพร้อมกันค่ะ
น้ำท่วมที่น่านในปีสองพันหกร้อยหกสิบเก้า จึงตอกย้ำให้เห็นว่าปัญหาระดับชาติที่มีรากลึกทางเศรษฐกิจและสั่งสมมานับสิบปี ไม่มีทางแก้ได้ด้วยมาตรการฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่กล้าวางกรอบความคิดข้ามรุ่น อดทนทำงานต่อเนื่องแม้ไม่เห็นผลในทันที และแปลงความตั้งใจให้กลายเป็นโครงสร้างที่ทำงานได้จริงบนพื้นที่อย่างยั่งยืนค่ะ
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ


