‘ศุภจี’ ลุยตรวจ Supply Chain โตโยต้า หลังน้ำท่วม สกัดผลกระทบภาคผลิต-ส่งออกไทย

‘ศุภจี’ ลุยตรวจ Supply Chain โตโยต้า หลังน้ำท่วม สกัดผลกระทบภาคผลิต-ส่งออกไทย

สรุปประเด็น

  • ‘ศุภจี’ ลงพื้นที่ตรวจโรงงานโตโยต้าและซัพพลายเออร์ในสมุทรปราการ เพื่อติดตามผลกระทบหลังน้ำท่วมและป้องกันคอขวดห่วงโซ่อุปทาน

  • เผยโรงงานหลักไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ซัพพลายเออร์บางรายได้รับผลกระทบ ส่งผลต่อการส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิต

  • ภาครัฐบูรณาการทำงานผ่านกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบ แก้ไขปัญหา และดูแลการกระจายสินค้าไม่ให้สะดุด

  • เตรียมพิจารณามาตรการภาษีช่วยลดต้นทุนฟื้นฟูโรงงาน พร้อมหนุนพัฒนาทักษะแรงงานช่วงหยุดผลิตชั่วคราว

  • มุ่งรักษารักษาความเชื่อมั่นคู่ค้าและนักลงทุนต่างชาติ โดยแสดงศักยภาพการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ท่ามกลางภัยพิบัติ

รัฐบาลเร่งเช็กคอขวดห่วงโซ่อุปทาน เดินหน้าประสานโรงงานและซัพพลายเออร์ พร้อมพิจารณามาตรการภาษีช่วยฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรม

สถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะพื้นที่ประสบภัย แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเชื่อมโยงโรงงาน ผู้ผลิตชิ้นส่วน การขนส่ง และการส่งออกเข้าด้วยกัน รัฐบาลจึงเร่งติดตามผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันปัญหาการผลิตสะดุดและลดผลกระทบที่อาจขยายวงไปถึงเศรษฐกิจโดยรวม

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่โรงงานประกอบชิ้นส่วนโตโยต้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามสถานการณ์หลังน้ำท่วม พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งตรวจสอบปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่กับการดูแลสินค้า การกระจายสินค้า การค้า และการส่งออกไม่ให้หยุดชะงัก

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าโรงงานถูกน้ำท่วมหรือไม่ แต่อยู่ที่ซัพพลายเออร์ทุกจุดยังสามารถส่งวัตถุดิบและชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ตามปกติหรือไม่

โรงงานโตโยต้าไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ซัพพลายเออร์บางรายได้รับผลกระทบ

นางศุภจีเปิดเผยว่า โรงงานโตโยต้าทั้ง 3 แห่งไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่ซัพพลายเออร์บางรายได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่โรงงานได้ตามปกติ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบการผลิตที่ต้องพึ่งพาผู้ประกอบการหลายระดับ

อุตสาหกรรมยานยนต์มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์จำนวนมาก หากผู้ประกอบการเพียงบางจุดไม่สามารถดำเนินงานหรือจัดส่งสินค้าได้ตามกำหนด ก็อาจกลายเป็น คอขวดของการผลิต (Supply Chain Bottleneck) และส่งผลต่อเนื่องไปยังโรงงานประกอบรถยนต์ การขนส่ง การจ้างงาน และการส่งออก

รัฐบาลจึงมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่โรงงานที่ได้รับผลกระทบ วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่มีความเสี่ยง ไปจนถึงข้อจำกัดที่ภาครัฐสามารถช่วยประสานหรือแก้ไขได้ เพื่อให้การผลิตกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

รัฐบาลเร่งลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เช็กปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

มาตรการเร่งด่วนคือการลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อตรวจสอบปัญหาของซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถจัดส่งชิ้นส่วนได้ พร้อมประสานนิคมอุตสาหกรรมและฐานการผลิตสำคัญในพื้นที่อื่น เพื่อรวบรวมข้อมูลและกำหนดแนวทางช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาของแต่ละแห่ง

การติดตามสถานการณ์จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่จะครอบคลุม อุตสาหกรรมอาหารและภาคการผลิตอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบด้วย โดยพิจารณาความเชื่อมโยงตั้งแต่โรงงาน การขนส่ง คลังสินค้า และการกระจายสินค้า ไปจนถึงตลาดในประเทศและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้ง Single Command และ War Room เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าและการกระจายสินค้าทั่วประเทศ รวมถึงลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าเพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามข้อสั่งการ ก่อนขยายการติดตามมายังภาคการผลิต เพื่อให้การบริหารจัดการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการแบ่งบทบาทของหน่วยงานภาครัฐ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมดูแลโรงงานและระบบการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลสินค้า การกระจายสินค้า การค้า และการส่งออก เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ

เล็งมาตรการภาษี ช่วยผู้ประกอบการซ่อมแซมและฟื้นฟูโรงงาน

นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอจากผู้ประกอบการไปพิจารณาในระดับนโยบาย โดยมีแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนการฟื้นฟูโรงงาน ได้แก่

  • พิจารณายกเว้นภาษีนำเข้า เครื่องจักร อุปกรณ์ และอะไหล่ที่จำเป็นสำหรับซ่อมแซมโรงงานซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

  • พิจารณาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม สำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรกับโรงงาน

  • พัฒนาทักษะแรงงานระหว่างหยุดผลิตชั่วคราว เพื่อเตรียมความพร้อมของพนักงานก่อนกลับมาเร่งการผลิตเมื่อวัตถุดิบและชิ้นส่วนเข้าสู่ระบบตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอด้านภาษีทั้งหมดยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ใช่มาตรการที่มีผลบังคับใช้ จึงต้องติดตามความชัดเจนของรายละเอียด เงื่อนไข และระยะเวลาการดำเนินการต่อไป

สำหรับแนวคิดการพัฒนาทักษะแรงงาน ถือเป็นอีกทางเลือกในการใช้ช่วงเวลาที่โรงงานจำเป็นต้องหยุดผลิตให้เกิดประโยชน์ โดยช่วยเตรียมบุคลากรให้พร้อมรองรับการกลับมาดำเนินงาน และอาจต่อยอดเป็นแนวทางสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอื่นที่เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน

รักษาความเชื่อมั่นคู่ค้า สกัดผลกระทบต่อการส่งออกไทย

อีกหนึ่งแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการรวบรวมตัวอย่างพื้นที่อุตสาหกรรม คลังสินค้า และผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี เพื่อนำไปสื่อสารกับคู่ค้า นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างประเทศ

เป้าหมายคือการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการระบบการผลิตและโลจิสติกส์ แม้ต้องเผชิญกับภัยพิบัติ โดยการสื่อสารข้อมูลอย่างเหมาะสมจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของคู่ค้า และลดความกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการจัดส่งสินค้า

ในมุมธุรกิจ เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงงานหลักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วน แหล่งวัตถุดิบ ระบบขนส่ง คลังสินค้า และช่องทางกระจายสินค้า หากจุดใดจุดหนึ่งหยุดชะงัก ผลกระทบก็อาจส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายอื่นในห่วงโซ่เดียวกัน

สำหรับผู้ประกอบการ การติดตามความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ การเตรียมแหล่งจัดหาสำรอง และการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดโอกาสที่ภัยพิบัติจะกระทบต่อกำลังการผลิตและความสามารถในการส่งมอบสินค้า

มองทั้งระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้

การลงพื้นที่โรงงานโตโยต้าของรัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วม โดยมุ่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการดูแลสินค้า การกระจายสินค้า และการส่งออก

โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการระบุจุดเสี่ยงให้ได้อย่างรวดเร็ว ประสานความช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหา และเร่งฟื้นฟูโรงงานหรือซัพพลายเออร์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้ความเสียหายเฉพาะพื้นที่ขยายไปสู่ภาคการผลิตและการค้าในวงกว้าง

ท้ายที่สุด การรับมือภัยพิบัติทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยทั้งการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ เพื่อให้ระบบการผลิต การขนส่ง และการส่งออกของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

IMF ชี้เศรษฐกิจจีนกำลังปรับโครงสร้างสู่โมเดลการเติบโตยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี R&D และ AI ควบคู่กับการกระตุ้นอุปสงค์และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มผลิตภาพและลดความเสี่ยงภายนอกของจีน แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อห่วงโซ่อุปทานและโอกาสทางเศรษฐกิจของเอเชียและธุรกิจไทย

8 นาที
DITP เปิดศูนย์ให้คำปรึกษา ผู้ส่งออกรับมือภาษีสหรัฐฯ

DITP เปิดศูนย์ให้คำปรึกษา ผู้ส่งออกรับมือภาษีสหรัฐฯ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดศูนย์ One Stop Service วันที่ 7 ส.ค. 2568 เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19% พร้อมปรับแผนสนับสนุน SMEs และเร่งมาตรการส่งออกใหม่ทั่วโลก

3 นาที
สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทยชิงตลาดโลก หลังอุปสงค์โตต่อเนื่อง ดันไทยสู่ฮับแปรรูปกาแฟอาเซียน

สนค. ชี้โอกาสกาแฟไทยชิงตลาดโลก หลังอุปสงค์โตต่อเนื่อง ดันไทยสู่ฮับแปรรูปกาแฟอาเซียน

สนค. วิเคราะห์ตลาดกาแฟโลกเติบโตต่อเนื่อง ไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลกจากบทบาทผู้แปรรูปและส่งออก ชูยุทธศาสตร์ลดต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มมูลค่ากาแฟคุณภาพ และผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางแปรรูปกาแฟอาเซียน

6 นาที
ไทยเบฟ และ TSCN ขับเคลื่อน "ทศวรรษแห่งการพัฒนายั่งยืน" น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ไทยเบฟ และ TSCN ขับเคลื่อน "ทศวรรษแห่งการพัฒนายั่งยืน" น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ไทยเบฟ ร่วมกับ เครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (TSCN) ได้เปิดตัวโครงการอันทรงคุณค่า "ทศวรรษแห่งการพัฒนา สืบสาน รักษา ต่อยอด ใต้ร่มพระบารมี" ซึ่งสะท้อนถึงการรวมพลังของภาคเอกชนขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะยาว

5 นาที
Emirates SkyCargo ฮับสินค้า 2.4 ล้านตัน หน้าต่างที่ผู้ส่งออกสู่ดูไบและอียู

Emirates SkyCargo ฮับสินค้า 2.4 ล้านตัน หน้าต่างที่ผู้ส่งออกสู่ดูไบและอียู

วิเคราะห์โอกาสส่งออกสินค้าไทยผ่านเครือข่าย Emirates SkyCargo ณ ฮับดูไบ ที่เชื่อมต่อกว่า 140 ปลายทางทั่วโลก เปิดช่องทางขนส่งทางอากาศเจาะตลาดยุโรปพรีเมียมและตะวันออกกลางใน 1–2 วัน พร้อมติดปีกสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก FTA ไทย-EFTA หนุนสินค้าเน่าเสียง่ายและสินค้ามูลค่าสูงชิงความได้เปรียบเชิงเวลา

12 นาที
กกร. ชง Thailand Content และ Regional Value Content ดึง SME ไทยร่วมซัพพลายเชน FDI รับมือความเสี่ยงการค้าโลก

กกร. ชง Thailand Content และ Regional Value Content ดึง SME ไทยร่วมซัพพลายเชน FDI รับมือความเสี่ยงการค้าโลก

กกร. และ ธปท. เร่งผลักดันการจัดทำฐานข้อมูล Regional Value Content (RVC) และกำหนดเกณฑ์ Thailand Content ที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความเสี่ยง Transshipment และรับมือกฎระเบียบการค้าโลก พร้อมใช้เป็นกลไกเชื่อมโยงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ดึง SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

9 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง