เมื่อ AI กลายเป็นอาวุธมิจฉาชีพ: สรุปความเสี่ยงและภัยไซเบอร์ในไทย

เมื่อ AI กลายเป็นอาวุธมิจฉาชีพ: สรุปความเสี่ยงและภัยไซเบอร์ในไทย

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

  • มิจฉาชีพนำ AI โจมตีเป็นระบบ: แฮกเกอร์ใช้ AI อัปเกรดภัยไซเบอร์ สร้างความเสียหายทั่วโลก และไทยติดอันดับ 9 ของโลก มีคดีสะสมกว่า 8 แสนคดี สูญเสียเฉลี่ย 76 ล้านบาทต่อวัน

  • Deepfake หลอกลวงแบบ Real-Time: AI ปลอมใบหน้าและวิดีโอเพื่อหลอกลงทุน และในไทยมีการใช้ AI ปลอมหน้ากะพริบตาเพื่อข้ามผ่านระบบสแกนใบหน้า (Liveness Detection) ของธนาคาร

  • Voice Cloning เลียนเสียงคนใกล้ชิด: มิจฉาชีพใช้ AI เลียนเสียงคนในครอบครัวหลอกโอนเงินด่วน โดยหลอกเปลี่ยนเบอร์ใหม่ก่อนโทรมาอ้างความเดือดร้อน พุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ

  • AI ช่วยเดารหัสผ่านแนบเนียนขึ้น: แฮกเกอร์ใช้ AI วิเคราะห์รหัสผ่านจากข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหลในตลาดมืดกว่า 9 ล้านรายการ เพื่อเดารหัสผ่านและเข้าถึงบัญชีเหยื่อได้แม่นยำขึ้น

  • วิธีป้องกันตนเอง: ตั้ง "คำลับ" ในครอบครัว, ขอให้คู่สายหมุนตัวรวดเร็วขณะวิดีโอคอล, เปิดใช้ MFA, ตั้งรหัสผ่านยาวเกิน 12 ตัวอักษร และโทรกลับผ่านเบอร์เดิมเสมอ

อาชญากรไซเบอร์กำลังหันมาใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือโจมตีเหยื่ออย่างเป็นระบบมากขึ้น FBI รายงานว่าในปี พ.ศ. 2568 ชาวอเมริกันสูญเสียกว่า 29,600 ล้านบาท (893 ล้านดอลลาร์) จากอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI สถานการณ์ในประเทศไทยไม่ต่างกันนัก ข้อมูลล่าสุดระบุว่าไทยติดอันดับ 9 ของโลกด้านความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ โดยในปี พ.ศ. 2568 คนไทยสูญเสียเงินรวมกว่า 27,000 ล้านบาท เฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 20–49 ปี ถูกหลอกถึง 405,929 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 23,400 ล้านบาท

ประเทศไทยสถิติคดีออนไลน์สะสมในช่วง 3 ปี (มีนาคม พ.ศ. 2565 – มกราคม พ.ศ. 2568) ชี้ว่ามีคดีเกิดขึ้นกว่า 800,000 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 81,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยถึง 76 ล้านบาทต่อวัน และภัยเหล่านี้กำลังอัปเกรดตัวเองด้วย AI อย่างต่อเนื่อง

Chris Whyte ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Virginia Commonwealth ชี้ว่า AI กำลังก้าวไปในทิศทางที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการก่อเหตุโจมตี ต่อไปนี้คือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการรับมือกับกลโกงไซเบอร์ยุคใหม่

Deepfake เมื่อหน้าและเสียงถูกปลอมได้แบบ Real-Time

Deepfake คือเทคโนโลยีจำลองใบหน้า เสียง ตลอดจนวิดีโอของเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ข้อมูลจากรายงาน Gallup ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ราว 12% ของเหยื่อกลโกงในสหรัฐฯ ยืนยันว่าการหลอกลวงที่ตนตกเป็นเหยื่อเกี่ยวข้องกับ AI หรือ Deepfake โดยเฉพาะการปลอมตัวเป็นดาราหรือผู้บริหาร ซึ่ง FBI เรียกว่าสร้าง "โอกาสหลอกลวงที่มีเดิมพันสูง" ยอดความเสียหายจากกลโกงการลงทุนที่ใช้ AI ในสหรัฐฯ เพียงประเภทเดียวพุ่งสูงกว่า 20,900 ล้านบาท (632 ล้านดอลลาร์) ในปีที่ผ่านมา

บริบทไทย: ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ตำรวจจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพชาวจีนที่ใช้ AI Deepfake หลอกแม้กระทั่งระบบยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (Biometric) ของธนาคาร กลุ่มนี้ใช้ "AI หลอก AI" เพื่อข้ามผ่านระบบ Liveness Detection ที่ธนาคารใช้ป้องกัน เช่น การสั่งให้กะพริบตา หันซ้าย-ขวา หรืออ้าปาก แม้ครั้งนี้จะยังไม่ได้มุ่งหลอกประชาชนโดยตรง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเทคนิคนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกนำมาใช้ในวงกว้างในปี พ.ศ. 2569

Whyte แนะนำว่า หากพบว่าผู้ที่วิดีโอคอลมาขอเงินหรือขอเข้าถึงบัญชี ให้ทดสอบด้วยการขอให้หมุนตัวหรือขยับอย่างรวดเร็ว เพราะ "ฟิลเตอร์ AI จะยากที่จะรักษาสภาพให้สมบูรณ์ 100%" หากถูกบีบให้เคลื่อนไหวแบบธรรมชาติ

Voice Cloning "เสียงลูก" ที่ไม่ใช่ลูก

Laurel Cook นักวิจัยด้านการตลาดและสุขภาวะดิจิทัล มหาวิทยาลัย West Virginia อธิบายว่า AI สามารถนำเสียงมาสร้างกลโกงในรูปแบบ "distress scam" โดยแอบอ้างเป็นคนใกล้ชิดที่กำลังเดือดร้อนเพื่อกดดันให้โอนเงินด่วน Whyte ระบุว่าเสียงเพียงไม่กี่วินาทีก็เพียงพอให้สร้างเสียงที่เหมือนต้นฉบับได้ถึง 85% และมีเพียง 60% ของเวลาเท่านั้นที่คนทั่วไปสามารถแยกแยะได้ว่ากำลังฟังเสียงอัตโนมัติ ไม่ใช่เสียงมนุษย์จริงๆ

บริบทไทย: เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ออกคำเตือนว่ามิจฉาชีพใช้ AI Voice Cloning เลียนแบบเสียงคนในครอบครัว โทรศัพท์มาหลอกเรียกค่าไถ่หรือขอเงินด่วน โดยส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและพ่อแม่ที่มีลูกหลานอยู่ไกลบ้าน

พ.ต.อ. เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (CIB) เปิดเผยว่า กลลวงที่พบบ่อยในปี พ.ศ. 2568 คือมิจฉาชีพจะโทรมาอ้างว่า "เปลี่ยนเบอร์ใหม่" และขอให้เหยื่อลบเบอร์เก่าทิ้ง จากนั้นปล่อยเวลาผ่านไป 1–2 วัน ก่อนโทรกลับมาพร้อมเรื่องราวความเดือดร้อน โดยมักอ้างว่าเป็นลูกหรือญาติที่ต้องการเงินด่วน โดยหลอกเงินตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาท

นักอาชญาวิทยาอิสระ วรภัทร ศิริกีรตยานนท์ ให้ความเห็นว่า กลลวง "ปลอมเป็นคนในครอบครัว" ยังคงได้ผลเพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมบีบให้คนต้องทำงานห่างไกลจากบ้าน ช่องว่างของการอยู่ห่างกันนี้เองที่มิจฉาชีพอาศัยเป็น "ข้ออ้าง" เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

Cook และ CIB แนะนำตรงกันคือให้กำหนด "คำลับ" ที่รู้กันเฉพาะในครอบครัว และหากได้รับสายจากเบอร์แปลกที่อ้างว่าเป็นคนรู้จัก ให้วางสายแล้วโทรกลับผ่านเบอร์เก่าที่บันทึกไว้เสมอ

รหัสผ่าน ภัยที่แนบเนียนกว่าที่คิด

Siwei Lyu ผู้อำนวยการสถาบัน AI และวิทยาศาสตร์ข้อมูล มหาวิทยาลัย Buffalo อธิบายว่า AI ทำให้การเดารหัสผ่าน "มีประสิทธิภาพมากขึ้น" เพราะตรวจจับรูปแบบจากรหัสผ่านที่เคยรั่วไหลได้ และยังสามารถนำข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อมาสร้างการเดาที่แม่นยำขึ้นอีกด้วย

บริบทไทย: ปฏิบัติการ "Cut Down Scam" ของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เปิดเผยว่า มีข้อมูลส่วนบุคคลคนไทยกว่า 9 ล้านรายชื่อที่ถูกแฮกและรวบรวมไว้ในตลาดมืด เชื่อว่าถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงและชักชวนให้เล่นพนันออนไลน์ ข้อมูลที่รั่วไหลเหล่านี้คือวัตถุดิบที่ทำให้ AI สามารถเดารหัสผ่านได้แม่นยำมากขึ้น

Whyte แนะนำให้เปิดใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) และตั้งรหัสผ่านยาวกว่า 12 ตัวอักษร โดยอาจใช้ "วลี" เช่น บรรทัดจากเพลงที่จำได้ แทนการตั้งตามเงื่อนไข checklist เช่น ตัวพิมพ์ใหญ่ + ตัวเลข + อักขระพิเศษ เพราะเงื่อนไขเหล่านั้นกลายเป็น "แผนที่" ที่ช่วยแฮกเกอร์ได้เช่นกัน

การยืนยันตัวตนปลอม และกลโกงในโลกองค์กร

Lyu เตือนว่า "CAPTCHA ปลอม" จะขอให้ผู้ใช้พิมพ์คำสั่ง ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ หรือเปลี่ยนการตั้งค่าความปลอดภัย แทนที่จะเป็นการคลิกกล่องหรือเลือกภาพตามปกติ มิจฉาชีพยังอาจล่อให้ผู้ใช้อนุมัติแอปอันตรายที่เข้าถึงอีเมล รายชื่อผู้ติดต่อ และไฟล์สำคัญ

บริบทเอเชีย: ในปี พ.ศ. 2568 มิจฉาชีพในสิงคโปร์แอบอ้างเป็น CFO ของบริษัทข้ามชาติ และจัดการประชุมออนไลน์โดยใช้ Deepfake ปลอมทั้งใบหน้า น้ำเสียง และการเคลื่อนไหว ทำให้ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินสั่งอนุมัติโอนเงินกว่า 16.5 ล้านบาท (499,000 ดอลลาร์) ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่านี่คือกรณี Deepfake ที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยเจอ สำหรับองค์กรและบุคคลในไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตรวจสอบแอปที่เชื่อมต่อกับบัญชี Google และ Microsoft เป็นประจำ รวมถึงดูรายการอุปกรณ์ที่มีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดียด้วย

บทสรุป: สติคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2568 มีการหลอกลวงจาก Deepfake ทั่วโลกมากกว่า 163 เหตุการณ์ สร้างมูลค่าความเสียหายกว่า 6,600 ล้านบาท (200 ล้านดอลลาร์) และตัวเลขดังกล่าวยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แม้ซอฟต์แวร์ตรวจจับ AI จะถูกแนะนำมาใช้งาน แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่มีวิธีใดที่สมบูรณ์แบบ 100% สิ่งที่ดีที่สุดที่ทุกคนทำได้ในขณะนี้คือ ตั้งรหัสลับกับคนในครอบครัว เปิดใช้ MFA บนทุกบัญชี ตรวจสอบเบอร์โทรและลิงก์ก่อนทุกครั้ง และโทรกลับผ่านช่องทางที่รู้จักเสมอเมื่อมีการขอเงินด่วน

ข้อมูลอ้างอิง:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลส่วนบุคคลกับ AI กับ 5 กลยุทธ์จัดการข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อมูลส่วนบุคคลกับ AI กับ 5 กลยุทธ์จัดการข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้นำยุคใหม่ท้าทายกับการรักษาสมดุลนวัตกรรม AI และธรรมาภิบาลข้อมูล (PDPA) การใช้ข้อมูลเทรนโมเดลอย่างไม่โปร่งใสอาจทำลายแบรนด์ บทความนี้เสนอ 5 กรอบสร้าง Trust Architecture เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดกฎหมายเป็นกลยุทธ์ Responsible AI เสริมจุดแข็งธุรกิจและยกระดับความเชื่อมั่นบนเวทีโลก

8 นาที
เพิ่มศักนภาพ SMEs ด้วย GenAI

เพิ่มศักนภาพ SMEs ด้วย GenAI

Generative AI (GenAI) กำลังเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) โดยช่วยลดต้นทุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้สร้างสรรค์เนื้อหาทางการตลาดคุณภาพสูง เช่น โฆษณา, ข้อความ, รูปภาพ, เพลง และวิดีโอ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าวิธีดั้งเดิม นอกจากนี้ GenAI ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าและตลาด ทำให้ SME เข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

11 นาที
ประเทศไทยจะตกขบวน AI หรือไม่? เมื่อโลกแบ่งเป็นผู้ “สร้างเทคโนโลยี” และผู้ “ถูกใช้โดยเทคโนโลยี”

ประเทศไทยจะตกขบวน AI หรือไม่? เมื่อโลกแบ่งเป็นผู้ “สร้างเทคโนโลยี” และผู้ “ถูกใช้โดยเทคโนโลยี”

บทวิเคราะห์อนาคต AI โลก ชี้ไทยเสี่ยง “ตกขบวน” เมื่อขาดบุคลากรและระบบนิเวศเทคโนโลยี เทียบกับการเร่งลงทุนของ NVIDIA Google และ Microsoft ในภูมิภาค พร้อมตั้งคำถามใหญ่ ไทยจะเลือกเป็นผู้สร้างหรือผู้ถูกเปลี่ยนโดย AI

4 นาที
จีนเปิด 38 สาขาใหม่: ยุทธศาสตร์ “ผลิตคนแห่งอนาคต” ที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน

จีนเปิด 38 สาขาใหม่: ยุทธศาสตร์ “ผลิตคนแห่งอนาคต” ที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน

สี จิ้นผิง เดินเกมระยะยาวผ่านการศึกษา ด้วยการเพิ่ม 38 สาขาใหม่ระดับปริญญาตรี ครอบคลุม AI หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีล้ำสมัย สะท้อนยุทธศาสตร์สร้าง “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อแข่งขันในเวทีโลก

6 นาที
AI Governance: เข็มทิศธุรกิจยุคปัญญาประดิษฐ์

AI Governance: เข็มทิศธุรกิจยุคปัญญาประดิษฐ์

AI Governance กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของภาคธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญชี้องค์กรจำเป็นต้องวางระบบกำกับดูแล AI เพื่อให้การใช้งานมีความโปร่งใส ลดความเสี่ยงจาก Data Bias และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

5 นาที
AI เครื่องเดิม ศักยภาพใหม่: จากนักศึกษาฝีกงานดาวรุ่ง สู่สุดยอดกูรูในทีมคุณ

AI เครื่องเดิม ศักยภาพใหม่: จากนักศึกษาฝีกงานดาวรุ่ง สู่สุดยอดกูรูในทีมคุณ

บทความนี้ชวนผู้ประกอบการอัปเกรดการใช้ AI จาก “เด็กฝึกงาน” ที่ทำงานเอกสารและงานจิปาถะ ไปสู่ผู้ช่วยวางกลยุทธ์การตลาดระดับ Philip Kotler ด้วยเทคนิคการเขียนพรอมป์ต์ง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนเรียนรู้และเอาไปใช้ได้ทันที

8 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง