
เปิดภูมิทัศน์ต่างชาติลงทุนไทยเทรนด์เปลี่ยน จากภาคผลิตสู่ภาคบริการ
ภูมิทัศน์การลงทุนจากต่างชาติในประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจสองประการ: หนึ่ง การขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการลงทุนของจีนและสิงคโปร์ แทนที่ญี่ปุ่นซึ่งเคยครองอันดับหนึ่งมายาวนาน และสอง การเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนในภาคการผลิตสู่ภาคบริการ สะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคการบริการ พร้อมกับการเชื่อมโยงที่แนบแน่นขึ้นกับเศรษฐกิจจีนและอาเซียน
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) วิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่สำคัญ จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ในช่วงปี 2543 - 2554 (ปีที่เกิดวิกฤตอุทกภัย) เม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นที่เข้ามาในประเทศไทยอยู่ในระดับที่สูงและครอบครองสัดส่วนอันดับหนึ่งของวงเงินลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาโครงสร้างสัดส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เฉพาะ 5 ประเทศผู้ลงทุนหลักในไทย ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ สหรัฐฯ และฮ่องกง) พบว่า ในช่วงปี 2543 - 2554 เม็ดเงินลงทุนเฉลี่ยของญี่ปุ่นมีสัดส่วนคิดเป็น 61.1% รองลงมาเป็นสัดส่วนเม็ดเงินจากสิงคโปร์ สหรัฐฯ และจีน อยู่ที่ 19.7% 8.9% และ 7.7% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากปี 2554 เป็นต้นมา เม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่องจนปี 2558 ซึ่งเป็นปีแรกที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่มุ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และภายหลังจากปี 2558 พบว่า สิงคโปร์และจีน มีบทบาทในการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยในปี 2567 เม็ดเงินลงทุนของจีนและสิงคโปร์อยู่ที่ 49,591 ล้านบาท และ 30,139 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่เม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ที่ 12,521 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาโครงสร้างเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในช่วงปี 2555 - 2567 สัดส่วนเงินลงทุนเฉลี่ยของสิงคโปร์และจีนเพิ่มขึ้นเป็น 31.8% และ 31.2% ตามลำดับ ขณะที่สัดส่วนเงินลงทุนเฉลี่ยของญี่ปุ่นอยู่ที่ 25.8%
ส่วนเงินลงทุนเฉลี่ยจากสหรัฐฯ และฮ่องกง มีสัดส่วนอยู่ที่ 6.5% และ 4.6% ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงกับ 8.9% และ 2.6% ในช่วงปี 2543 - 2554 ที่ผ่านมา
เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจำแนกตามภาคการผลิตและตามสัญชาติ พบว่า ในช่วงปี 2543 - 2554 โครงสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในภาคการผลิตอุตสาหกรรม โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 69.9% (สัดส่วนการลงทุนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน สหรัฐฯ และฮ่องกง อยู่ที่ 48.7% 11.1% 5.3% 4.2% และ 0.3% ตามลำดับ)
ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคบริการอยู่ที่ 30.0% โดยภาคบริการที่สำคัญ เช่น บริการทางการเงิน การขายส่ง ขายปลีกและอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคเกษตรกรรมอยู่ที่ 0.4%
อย่างไรก็ดี ภายหลังจากปี 2554 เป็นต้นมา โครงสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคบริการเพิ่มมากขึ้น โดยโครงสร้างการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในช่วงปี 2555 - 2567 พบว่า สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศภาคอุตสาหกรรมลดลงเหลือเพียง 42.9% เมื่อพิจารณารายประเทศพบว่า สัดส่วนเงินลงทุนจากจีนและสิงคโปร์ในภาคการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 17.7% และ 10.7% ตามลำดับ
ในขณะที่สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่นลดลงเหลือเพียง 11.9% เท่านั้น ส่วนสัดส่วนเงินลงทุนจากสหรัฐฯ และฮ่องกงอยู่ที่ 1.6% และ 0.8% ตามลำดับ สำหรับสัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคบริการเพิ่มขึ้นเป็น 57.1% ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคเกษตรกรรมมีเพียง 0.1% เท่านั้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุคเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย: ธุรกิจขนาดเล็กปิดตัวเพิ่ม ขณะทุนจีนรุกหนัก
รายงานสภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่าน SMEs ปิดตัวเพิ่ม ขณะทุนจีนรุกหนักหลบกำแพงภาษี วิเคราะห์อุตสาหกรรมดาวรุ่ง-ดาวร่วงหลังโควิด และมาตรการรองรับจากภาครัฐสำหรับธุรกิจไทย

SCB EIC ชี้เศรษฐกิจไทยและความท้าทายในครึ่งปีหลัง พร้อมผลกระทบต่อ SME
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายและมาตรการรัฐบาล แต่ยังคงเผชิญการฟื้นตัวแบบ "K-Shaped" และความเปราะบางจากหนี้ครัวเรือนและ SME ที่สูง

ทีทีบี ชี้ไทยต้องหา 'หัวรถจักรใหม่' แก้โครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกบทบาท SME
ทีทีบีชี้เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือน "รถรางเก่า" ที่ขาดแรงขับเคลื่อน จึงเร่งเสนอแนวคิด "Reinvent Thailand" เพื่อสร้าง "หัวรถจักรใหม่" ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและพยุง SME ที่เผชิญวิกฤตแซนด์วิชให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตสามเส้าเศรษฐกิจไทย: คำเตือน 3 แบงก์ ท่ามกลางเงาสงครามภาษีสหรัฐ
วิเคราะห์เจาะลึกคำเตือนจาก 3 ธนาคารใหญ่ถึงวิกฤตสามเส้าที่คุกคามเศรษฐกิจไทยปี 2568 ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาษีศุลกากรสหรัฐ และหนี้ครัวเรือนที่พอกพูน ท่ามกลางการคาดการณ์การเติบโตที่จำกัด แม้การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ 38 ล้านคน

ไทยติดกลุ่ม Rising Star ในห่วงโซ่อุปทานโลก รับอานิสงส์จากการลงทุน AI และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
ประเทศไทยผงาดขึ้นเป็น "Rising Star" ในห่วงโซ่อุปทานโลก ด้วยการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนทั่วโลก ซึ่งช่วยหนุนการลงทุนภาคเอกชนและกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล จน InnovestX ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เป็น 1.6% บ่งชี้ถึงศักยภาพการฟื้นตัวและเติบโตที่สำคัญ

ศึกเศรษฐกิจไทย: คำเตือนจากผู้ว่าแบงก์ชาติ เมื่อกระสุนมีจำกัด และภัยคุกคามรออยู่เบื้องหน้า
ในขณะที่ประเทศเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ทางรอดต้อง "ยิงให้ถูกจุด" แทนการยิง "ปูพรม" ท่ามกลางสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง
