IMF เตือนประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงตกขบวน AI มากที่สุด ก่อนเวทีประชุมใหญ่จะมาเยือนกรุงเทพฯ

IMF เตือนประเทศกำลังพัฒนาเสี่ยงตกขบวน AI มากที่สุด ก่อนเวทีประชุมใหญ่จะมาเยือนกรุงเทพฯ

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาว่ามีความเสี่ยงสูงสุดที่จะตามการพัฒนา AI ไม่ทัน ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงสองทิศทางพร้อมกัน ระหว่างผลกระทบด้านอุปทานจากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง กับแรงหนุนด้านอุปสงค์จากกระแสการลงทุน AI ที่กำลังเฟื่องฟู

คำเตือนนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษสำหรับไทย เพราะมีขึ้นโดยตรงก่อนการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกปี 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ปี 2534 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพงานประชุมเศรษฐกิจระดับโลกครั้งนี้อีกครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าข่าวการประชุมคือแก่นของคำเตือนที่กอร์เกียวาส่งออกมา นั่นคือ AI ซึ่งควรจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันของโลก อาจกำลังกลายเป็นตัวเร่งให้ช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศรวยและประเทศจน ถ่างกว้างขึ้น แทน — และนั่นคือสิ่งที่ผู้บริหารและนักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

เรือลำเดียวกัน แต่คลื่นซัดไม่เท่ากัน

กอร์เกียวาเปรียบเทียบภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกับเรือในภาพยนตร์ The Odyssey ผลงานใหม่ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่กำลังฝ่าฟันแรงต้านจากหนี้สิน เงินเฟ้อระดับสูง และความตึงเครียดทางการค้าที่ยังไม่คลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม กอร์เกียวาพบว่าเศรษฐกิจโลกจนถึงขณะนี้รับมือกับผลกระทบด้านพลังงานจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซได้ดีกว่าที่ IMF เคยประเมินไว้ในตอนแรก เนื่องจากหลายปัจจัยที่ช่วยบรรเทา ได้แก่

  • การดึงคลังสำรองน้ำมันและก๊าซออกมาใช้
  • อุปทานจากประเทศนอกภูมิภาคอ่าวที่เพิ่มขึ้น
  • กำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนที่ขยายตัว
  • การหันกลับไปใช้ถ่านหินในบางประเทศ
  • ความต้องการพลังงานที่ลดลงมากกว่าคาด

แต่ประเด็นชี้ขาดอยู่ที่อีกด้าน กอร์เกียวาระบุว่าแรงหนุนสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไว้คือ กระแสการลงทุนใน AI ที่กำลังเฟื่องฟู โดยประเทศและธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI เป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกกลายเป็นสิ่งที่เธอเรียกว่า "แรงดึงรั้งสองทิศทาง" ที่ส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศ ไม่เท่ากันเลย

กอร์เกียวาชี้ว่าผลกระทบจากทั้งวิกฤตพลังงานและโอกาสจาก AI กระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียม โดยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือระดับการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาค และ ตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน AI

ทำไมประเทศกำลังพัฒนาจึงอยู่ในจุดเสี่ยงที่สุด

คำเตือนที่ตรงไปตรงมาที่สุดของกอร์เกียวาคือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะตาม AI ไม่ทัน โดยเกิดจากความเสียเปรียบที่ ซ้อนกันสามชั้น

ชั้นแรก คือการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานจากตะวันออกกลางมากกว่าประเทศที่ผลิตพลังงานเองหรือมีทุนสำรองเพียงพอ

ชั้นที่สอง คือความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาค ทั้งภาระหนี้สาธารณะ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน และพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด กอร์เกียวาระบุว่าหลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการคลังเพิ่มขึ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่ชะลอตัวได้ยากขึ้น ส่งผลให้มีทรัพยากรจำกัดในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

ชั้นที่สาม และน่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาดที่สุด คือตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน AI ประเทศที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่นี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ เจ้าของศูนย์ข้อมูล หรือผู้พัฒนาโมเดล AI รายใหญ่ ล้วนเป็นกลุ่มแรกที่รับอานิสงส์จากการลงทุนนี้โดยตรง ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังอยู่ในตำแหน่งปลายน้ำ ทำให้รับผลประโยชน์ทางอ้อมได้ช้ากว่าและน้อยกว่ามาก

กอร์เกียวาเตือนว่าหากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกแย่ลงจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ความแตกต่างของอัตราการเติบโตระหว่างประเทศจะยิ่งขยายกว้างขึ้นไปอีก

จังหวะเวลาที่มีนัยสำคัญ: ไทยเสี่ยง แต่ก็เป็นเจ้าภาพ

จุดที่ทำให้ข่าวนี้มีความหมายมากกว่าคำแถลงนโยบายทั่วไปของ IMF คือช่วงเวลาที่กอร์เกียวาออกมาเตือน เกิดขึ้นก่อนการประชุมประจำปี 2569 ของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ โดยตรง ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพงานนี้นับตั้งแต่ปี 2534

กอร์เกียวาให้เหตุผลที่เลือกจัดการประชุมในเอเชียว่า เพราะภูมิภาคนี้เป็นแหล่งสำคัญที่สุดของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา AI และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตพลังงานไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งสามประเด็นนั้นตรงกับแก่นของคำเตือนที่เธอเพิ่งส่งออกมา

สำหรับหัวข้อหลักของการประชุมที่กรุงเทพฯ มี 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ "การรับมือกับความไม่แน่นอน" (Resilience) และ "พลวัตทางเศรษฐกิจ" ซึ่งเน้นการเติบโตที่ยังไม่น่าพอใจและการลดความแตกต่างของภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังประกาศหัวข้อ Flagship Event ของงานในชื่อ "Small AI, Big Jobs" ซึ่งตรงกับประเด็นที่กอร์เกียวาเพิ่งเตือนไว้พอดี สะท้อนว่าการจัดการกับ AI Divide จะเป็นวาระหลักหนึ่งของการประชุมครั้งนี้อย่างแน่นอน

ธนาคารโลกระบุว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกถึงราว 40% ของ GDP โลก เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่าครึ่งโลก และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกราว 60% ในช่วงที่ผ่านมา — ทำให้การเป็นเจ้าภาพของไทยมีนัยยิ่งกว่าแค่ภาพลักษณ์ประเทศ

โอกาสของไทย: จากผู้เสี่ยงตกขบวน สู่ผู้กำหนดวาระ

แม้ไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเสี่ยงตกขบวน AI แต่การได้เป็นเจ้าภาพครั้งนี้กลับเปิดโอกาสให้แสดงบทบาทที่ตรงข้าม คือการเป็น ผู้กำหนดวาระการหารือ แทนที่จะเป็นเพียงผู้รับฟัง

ธนาคารโลกได้ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ของไทยจัดทำรายงานวิสัยทัศน์การพัฒนาในชื่อ "Building Thailand's Future Today" ซึ่งกำหนดกรอบการเติบโตใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่

  1. การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing)
  2. เกษตรและอาหาร (Agribusiness)
  3. บริการดิจิทัล (Digital Services)
  4. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน (Sustainable and Health Tourism)
  5. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

รายงานฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไทยใช้สื่อสารกับประชาคมเศรษฐกิจโลกในช่วงการประชุมเดือนตุลาคม

3 นัยกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนไทย

คำเตือนของ IMF และการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ มีนัยเชิงกลยุทธ์ที่จับต้องได้อย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรก คำเตือนเรื่องความเสี่ยงตกขบวน AI ควรเป็นสัญญาณเร่งให้ภาคธุรกิจไทยเร่งลงทุนและปรับตัวด้าน AI อย่างจริงจัง แทนที่จะรอดูสถานการณ์ เพราะตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน AI เป็นหนึ่งในสามปัจจัยชี้ขาดที่กอร์เกียวาระบุ ยิ่งขยับเข้าใกล้ต้นน้ำของห่วงโซ่นี้ได้เร็วเท่าใด ก็ยิ่งลดความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังมากเท่านั้น

ประการที่สอง การประชุมประจำปี IMF–ธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม เป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้สำหรับหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจโรงแรม การท่องเที่ยว MICE (Meetings, Incentives, Conferences and Exhibitions) และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง จากการรองรับผู้เข้าร่วมประชุมนับพันคนจากกว่า 180 ประเทศ รวมถึงรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และผู้บริหารภาคเอกชนระดับโลก

ประการที่สาม กรอบ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ธนาคารโลกระบุไว้ใน "Building Thailand's Future Today" ควรเป็นทิศทางอ้างอิงสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทยที่กำลังวางแผนขยายธุรกิจหรือปรับโครงสร้างองค์กรในระยะกลางถึงยาว เพราะสะท้อนมุมมองของสถาบันการเงินระหว่างประเทศต่อจุดแข็งเชิงเปรียบเทียบที่แท้จริงของประเทศ

บทสรุป: โอกาสสองด้านที่ต้องจับให้ทัน

ความท้าทายที่แท้จริงของไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ไม่ใช่แค่การต้อนรับแขกระดับโลกในเดือนตุลาคม แต่คือการใช้เวทีนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไทยมีศักยภาพที่จะ ไม่ตกขบวน AI ตามคำเตือนของ IMF

คำเตือนของกอร์เกียวาเรื่องความเสี่ยงตกขบวน AI ของประเทศกำลังพัฒนา เป็นภาพสะท้อนที่ตรงไปตรงมาของความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญ แต่จังหวะเวลาที่คำเตือนนี้มาพร้อมกับการที่ไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพเวทีเศรษฐกิจโลกครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ เปิดโอกาสให้เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับฟังคำเตือน มาเป็น ผู้มีส่วนร่วมกำหนดทางออกร่วมกับประชาคมโลก

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือว่าไทยจะใช้แรงเหวี่ยงจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้แปลงเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในสองเรื่องที่เชื่อมกัน คือการดึงตัวเองเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI ในระยะกลาง และการสร้างเงื่อนไขทางการคลังให้มีช่องว่างเพียงพอสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เวียดนามพลิกเกมอุตสาหกรรม: โฮจิมินห์ซิตี้สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีอาเซียน

เวียดนามพลิกเกมอุตสาหกรรม: โฮจิมินห์ซิตี้สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีอาเซียน

เวียดนามเดินหมากใหญ่ ปรับโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมโฮจิมินห์ ดึงทุนระดับโลก สร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งเป้าดึงเงินลงทุนกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมท้าทายความสามารถแข่งขันของไทยในทศวรรษใหม่

8 นาที
ทำไมแผน Big Data ฉบับแรกของไทยถึงมาช้ากว่าเพื่อนบ้านนับปี และไทยจะแข่งขันได้อย่างไรในเมื่อ ครม. เพิ่ง "รับทราบ" ร่างแผน

ทำไมแผน Big Data ฉบับแรกของไทยถึงมาช้ากว่าเพื่อนบ้านนับปี และไทยจะแข่งขันได้อย่างไรในเมื่อ ครม. เพิ่ง "รับทราบ" ร่างแผน

ครม. รับทราบร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data พ.ศ. 2568-2570 ซึ่งเป็นกรอบทิศทางด้านข้อมูลขนาดใหญ่ฉบับแรกของไทย สะท้อนจุดเริ่มต้นที่ยังล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาคเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวล่วงหน้า พร้อมข้อเสนอตั้งหน่วยงานกลางบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

13 นาที
นโยบายการใช้ AI ที่ทุกองค์กรต้องมี ก่อนปล่อยให้พนักงานใช้ AI ทำงานจริง

นโยบายการใช้ AI ที่ทุกองค์กรต้องมี ก่อนปล่อยให้พนักงานใช้ AI ทำงานจริง

องค์กรไทยเริ่มใช้ AI ในงานประจำวันมากขึ้น แต่หากไม่มี นโยบายการใช้ AI (AI Policy) ที่กำหนดเครื่องมือที่อนุมัติ ข้อมูลที่ใช้ได้‑ไม่ได้ และความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา ความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ความลับทางธุรกิจ และการใช้ AI ผิดวัตถุประสงค์จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บทความนี้ชวนผู้บริหารออกแบบนโยบายใช้งาน AI ให้ปลอดภัยและสอดคล้องกับ PDPA/PDPC

6 นาที
จีนเผยข้อมูล สะท้อนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2026 โตต่อเนื่อง

จีนเผยข้อมูล สะท้อนเศรษฐกิจครึ่งปีแรก 2026 โตต่อเนื่อง

ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติจีน (SIC) เผยเศรษฐกิจครึ่งแรกของปี 2026 เติบโตมั่นคง การบริโภคออฟไลน์ฟื้นตัว 2.7% ขณะที่การลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคและเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เช่น AI และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ พุ่งทะยานกว่า 118.4%

3 นาที
ดอลลาร์แข็งค่ารับ "Economic D-Day" ถล่มอิหร่าน สงครามเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ธุรกิจไทยต้องอ่านให้ขาด

ดอลลาร์แข็งค่ารับ "Economic D-Day" ถล่มอิหร่าน สงครามเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ธุรกิจไทยต้องอ่านให้ขาด

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.2% แตะระดับ 99.003 ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ส.ค.) หลังสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "Economic Outcast"

11 นาที
ลมใต้ปีก “สารัชถ์ รัตนาวะดี”  13 ขุนพลผลักดัน มหาเศรษฐีพลังงาน สู่จุดสูงสุด

ลมใต้ปีก “สารัชถ์ รัตนาวะดี” 13 ขุนพลผลักดัน มหาเศรษฐีพลังงาน สู่จุดสูงสุด

สารัชถ์ รัตนาวะดี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้ก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 5 ของประเทศไทยในปี 2567 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 338,000 ล้านบาท ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เกิดจากความสามารถของสารัชถ์เพียงคนเดียว แต่เป็นผลงานของขุมพลังทีมผู้บริหาร 13 คนที่แข็งแกร่งที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ GULF 

10 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง