
ทำไมแผน Big Data ฉบับแรกของไทยถึงมาช้ากว่าเพื่อนบ้านนับปี และไทยจะแข่งขันได้อย่างไรในเมื่อ ครม. เพิ่ง "รับทราบ" ร่างแผน
ฟังบทความนี้โดย AI
Business Leader Podcast
สรุปประเด็น
เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 คณะรัฐมนตรีเพิ่ง "รับทราบ" (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568-2570 ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ นับเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศด้านข้อมูลขนาดใหญ่ฉบับแรกของไทย แต่คำว่า "รับทราบ" นี้เองที่ควรเป็นจุดสังเกตสำคัญ เพราะหมายความว่านี่ยังเป็นเพียงร่างแผน ยังไม่ใช่มติอนุมัติอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีกรอบงบประมาณหรือกฎหมายรองรับที่ชัดเจน
คำถามที่ภาคธุรกิจควรตั้งไม่ใช่แค่ "แผนนี้จะพาไทยไปทางไหน" แต่ต้องเป็น "ทำไมไทยถึงเพิ่งมาถึงจุดนี้ ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างวางกรอบยุทธศาสตร์ข้อมูลและ AI ระดับชาติมาแล้วหลายปี" และในเมื่อจุดเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น ไทยจะยังแข่งขันแย่งชิงการลงทุนและขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคได้อย่างไร
เทียบชั้นภูมิภาค: ไทยล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านแค่ไหน
เมื่อวางไทม์ไลน์ของไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จะเห็นช่องว่างที่ชัดเจน สิงคโปร์วางรากฐานด้านนี้มาตั้งแต่ปี 2014 ผ่านโครงการ Smart Nation และประกาศ National AI Strategy ฉบับแรกในปี 2019 ก่อนยกระดับเป็น NAIS 2.0 ในปี 2023 พร้อมงบวิจัยและพัฒนา AI กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วงปี 2568-2573 อินโดนีเซียเริ่มวางกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลผ่านนโยบาย Satu Data Indonesia ตั้งแต่ปี 2019 และประกาศยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ (Stranas KA) ครอบคลุมปี 2020-2045 ในปีถัดมา ขณะที่มาเลเซียเปิดตัว Malaysia Digital Economy Blueprint (MyDIGITAL) ซึ่งวางกรอบการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่และคลาวด์ระดับชาติไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นแผน 10 ปีถึงปี 2030 แม้แต่เวียดนามซึ่งเดิมมักถูกมองว่าตามหลังไทยในหลายมิติดิจิทัล ก็อนุมัติ National Data Strategy มุ่งสู่ปี 2030 ไปแล้วตั้งแต่ต้นปี 2024
เมื่อเทียบไทม์ไลน์เหล่านี้ ไทยเพิ่งมาถึงจุดที่คณะรัฐมนตรี "รับทราบ" ร่างแผนฉบับแรกในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งช้ากว่าสิงคโปร์และอินโดนีเซียราว 6-7 ปี ช้ากว่ามาเลเซียราว 5 ปี และช้ากว่าเวียดนามกว่า 2 ปี ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศเหล่านี้ผ่านขั้นตอน "อนุมัติ" แผนอย่างเป็นทางการไปแล้วทั้งสิ้น ขณะที่ของไทยยังอยู่ในขั้น "รับทราบ" ร่าง ซึ่งเป็นระยะห่างที่มากกว่าตัวเลขปีเพียงอย่างเดียว
ทำไมไทยถึงล่าช้า
ต้นตอความล่าช้านี้ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของแผนเอง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่าแผนฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งการจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานโดยไม่มีมาตรฐานร่วม การขาดแคลนบุคลากรด้านข้อมูลและ AI การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่สมบูรณ์ ตลอดจนข้อจำกัดด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมาย/โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง (ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาที่ทำให้ไทยล่าช้ากว่าเพื่อนบ้านไม่ใช่การขาดวิสัยทัศน์ แต่เป็นปัญหาเชิงระบบราชการและการประสานงานข้ามหน่วยงาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากกว่าการเขียนยุทธศาสตร์บนกระดาษมาก และเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมประเทศที่มีโครงสร้างการกำกับดูแลข้อมูลรวมศูนย์ตั้งแต่ต้น อย่างสิงคโปร์ จึงสามารถประกาศและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับชาติได้เร็วกว่า
ไทยจะแข่งขันได้อย่างไร: จุดที่ภาคธุรกิจต้องเป็นฝ่ายเร่งเครื่องเอง
เมื่อภาครัฐเริ่มช้า โจทย์จึงตกมาที่ภาคเอกชนว่าจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างไรโดยไม่ต้องรอให้แผนภาครัฐเสร็จสมบูรณ์ก่อน มีอย่างน้อยสามแนวทาง
แนวทางแรก คือการใช้ประโยชน์จากการเป็น "ผู้ตามที่มาทีหลัง" (late-mover advantage) — ไทยสามารถศึกษาบทเรียนความสำเร็จและข้อผิดพลาดของสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วหลายปี แทนที่จะต้องเริ่มจากศูนย์ในเชิงองค์ความรู้ ทั้งในแง่การออกแบบ Data Governance และรูปแบบความร่วมมือรัฐ-เอกชน
แนวทางที่สอง คือการลงทุนล่วงหน้าในโครงสร้างข้อมูลและบุคลากรของตนเอง ไม่รอพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา บริษัทที่เริ่มสร้างขีดความสามารถด้าน Data Analytics และ AI ตั้งแต่วันนี้ จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเมื่อ Government Data Catalog และ National Big Data Platform ที่ระบุในแผนเริ่มใช้งานได้จริง
แนวทางที่สาม คือการเข้าไปมีบทบาทเป็นพันธมิตรกับภาครัฐโดยตรงในช่วงที่แผนยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ บริษัทที่ปรึกษาด้าน Data Governance หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมที่จะช่วยผลักดันเป้าหมายฝึกอบรมบุคลากรด้าน Big Data และ AI ไม่น้อยกว่า 160,000 คนภายในปี 2570 ตามที่ระบุในแผน (ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์)
เป้าหมายของแผน: ทะเยอทะยานแต่มีเวลาจำกัด
แผนตั้งเป้าหมายเชิงตัวเลขที่ชัดเจนสองข้อ คือ ภายในปี 2570 มูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 จากปีก่อนหน้า และอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยในมิติการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องขยับขึ้นสู่ 25 อันดับแรกของโลก (ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์) โดยแบ่งเป็น 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ (1) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของประเทศ เช่น Government Cloud, Government Data Catalog และ National Big Data Platform (2) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม การเกษตร และเศรษฐกิจการค้า (3) พัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ยกระดับบริการภาครัฐและภาคธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนโมเดล AI ภาษาไทย และ (4) พัฒนากำลังคนด้าน Big Data และ AI (ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์)
เมื่อพิจารณาจากไทม์ไลน์ที่เหลือเพียงราว 2 ปีเศษก่อนถึงปี 2570 และคู่แข่งในภูมิภาคก็ไม่ได้หยุดรอ ทั้งสิงคโปร์และเวียดนามต่างเดินหน้าปรับปรุงยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกัน เป้าหมายเหล่านี้จึงถือเป็นความท้าทายที่หนักหน่วงไม่น้อย
ความท้าทายที่ผู้บริหารมองข้ามไม่ได้
นอกจากโจทย์เรื่องเวลาที่จำกัดแล้ว ยังมีความเสี่ยงเชิงปฏิบัติอีกอย่างน้อยสองประเด็น ประเด็นแรกคือ ช่องว่างระหว่างเป้าหมายกับกำลังคน — เป้าหมายฝึกอบรม 160,000 คนภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี เป็นโจทย์ที่หนักหน่วง เมื่อพิจารณาว่าการขาดแคลนบุคลากรด้านข้อมูลและ AI เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้แผนนี้ล่าช้ามาตั้งแต่ต้น องค์กรที่ต้องพึ่งพาบุคลากรกลุ่มนี้จึงไม่ควรรอพึ่งพากำลังคนจากโครงการภาครัฐเพียงอย่างเดียว
ประเด็นที่สองคือ ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ Data Governance เมื่อแผนผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและระหว่างภาครัฐกับเอกชนมากขึ้น มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะทวีความสำคัญ องค์กรที่ครอบครองข้อมูลลูกค้าจำนวนมากจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการของกฎเกณฑ์เหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะสถานะของแผนที่ยังเป็นเพียงร่าง ไม่ใช่มติอนุมัติ หมายความว่ารายละเอียดเชิงปฏิบัติและกรอบเวลาที่แน่นอนยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ในขั้นตอนต่อไป
ข้อเสนอ: ถึงเวลาตั้ง "สถาบันแห่งชาติด้านเศรษฐกิจข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง" หรือยัง
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้แผน Big Data ของไทยล่าช้ากว่าเพื่อนบ้าน สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ การทำงานแบบแยกส่วน (silo) ระหว่างหน่วยงานที่ดูแลเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ AI และข้อมูลกระจายอยู่ในหลายสังกัด เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดูแลด้าน Big Data โดยเฉพาะ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ดูแล AI ในบริการภาครัฐ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดูแลงานวิจัยพื้นฐาน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ดูแลมิติธุรกรรมดิจิทัล และคณะกรรมการ AI แห่งชาติที่เพิ่งตั้งขึ้นภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NDES) เมื่อต้นปี 2569 แต่ละหน่วยงานมีภารกิจและสายบังคับบัญชาต่างกัน โดยยังไม่นับรวมนโยบายด้าน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และนโยบายด้าน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้ง BOI กระทรวงอุตสาหกรรม และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งล้วนเป็นกลไกคนละชุดที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้น
ในทางธุรกิจ Big Data, Data Center, AI และเซมิคอนดักเตอร์ คือห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน — เซมิคอนดักเตอร์เป็นฮาร์ดแวร์ตั้งต้น Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ประมวลผล Big Data คือวัตถุดิบ และ AI คือผลลัพธ์ปลายทางที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อนโยบายทั้งสี่ด้านถูกดูแลแยกกันโดยหน่วยงานที่ไม่มีกลไกประสานงานกลาง ความเสี่ยงคือการลงทุนซ้ำซ้อน มาตรฐานข้อมูลไม่สอดคล้องกัน และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ล่าช้าอย่างที่เห็นในกรณีแผน Big Data ฉบับนี้
ผู้เขียนเห็นว่าไทยควรพิจารณา จัดตั้งสถาบันแห่งชาติที่ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายทั้งสี่ด้านนี้ไว้ในที่เดียว ในลักษณะเดียวกับที่สิงคโปร์ใช้โครงสร้าง Smart Nation and Digital Government Office ควบคุมทิศทาง AI, ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศแบบรวมศูนย์ สถาบันดังกล่าวควรมีอำนาจเพียงพอที่จะกำหนดมาตรฐานข้อมูลร่วม จัดสรรงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ และเป็นจุดเชื่อมเดียวสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการลงทุนหรือขอความร่วมมือ แทนที่จะต้องประสานงานกับหลายหน่วยงานที่มีเป้าหมายและมาตรฐานต่างกัน
อีกประเด็นที่ผู้เขียนมองว่าเป็นช่องว่างสำคัญคือ นโยบาย AI ของไทยยังเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ค่อนข้างน้อย ทั้งที่ AI และข้อมูลขนาดใหญ่มีผลกระทบโดยตรงต่อการค้าดิจิทัล อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของผู้ประกอบการไทย หากสถาบันบูรณาการที่เสนอนี้เกิดขึ้นจริง ควรออกแบบให้กระทรวงพาณิชย์มีบทบาทร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลกระทบปลายทางเมื่อแผนด้านเทคโนโลยีถูกกำหนดไว้แล้ว
ข้อเสนอนี้ไม่ได้มีเจตนาลดทอนบทบาทของหน่วยงานที่มีอยู่ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความล่าช้าของไทยเทียบกับเพื่อนบ้านในอาเซียน อาจไม่ได้แก้ด้วยการเร่งทำแผนให้เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ที่โครงสร้างการกำกับดูแลที่ยังกระจัดกระจายด้วย
ผลกระทบต่อ SME และห่วงโซ่อุปทาน
แม้แผนจะเน้นบทบาทของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่นัยสำคัญต่อ SME ก็มีอยู่ไม่น้อย เมื่อระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศถูกยกระดับโดยรวม ผู้ประกอบการรายเล็กที่ปรับตัวใช้ข้อมูลในการตัดสินใจได้เร็วกว่าคู่แข่งจะมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงด้วยข้อมูลกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันองค์กรขนาดใหญ่เองก็อาจต้องมองหาโอกาสร่วมมือหรือลงทุนในแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกลุ่ม SME เพื่อขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ
บทสรุป: ความล่าช้าคือความเสี่ยง แต่ไม่ใช่ข้ออ้างให้ตั้งรับ
การที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งรับทราบร่างแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของไทยในกลางปี 2569 สะท้อนว่าไทยเข้าสู่สนามการแข่งขันด้านเศรษฐกิจข้อมูลช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ต่างมีแผนระดับชาติที่ผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการมาก่อนไทยหลายปี ความล่าช้านี้เป็นความเสี่ยงจริงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ภาคธุรกิจไทยรอคอยแผนภาครัฐให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนแล้วค่อยขยับตัว
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุน สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดของแผนฉบับสมบูรณ์หลังผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการ ความคืบหน้าของ National Big Data Platform และ Government Data Catalog ซึ่งจะกำหนดว่าภาคเอกชนจะเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ในระดับใด ตลอดจนพัฒนาการของกฎระเบียบด้าน Data Governance ที่จะตามมา องค์กรที่เริ่มวางกลยุทธ์ข้อมูลและ AI ของตนเองตั้งแต่วันนี้ โดยไม่รอให้ภาครัฐพร้อมก่อน จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเมื่อแผนระดับชาตินี้เดินหน้าเต็มรูปแบบ
เอกสารแผนฉบับเต็ม
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการศึกษารายละเอียดตัวชี้วัด กลยุทธ์ และหน่วยงานผู้รับผิดชอบในแต่ละยุทธศาสตร์อย่างครบถ้วน สามารถดาวน์โหลด (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568-2570 ฉบับเต็ม จัดทำโดยสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง
ข้อมูลอ้างอิง:
- กรมประชาสัมพันธ์. (2569, 27 กรกฎาคม). ครม. รับทราบแผนยุทธศาสตร์ Big Data ฉบับแรกของไทย วางรากฐานเศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พร้อมยกระดับการใช้ AI และบริการภาครัฐดิจิทัล. https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/526298
- สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน). (2568, 9 มิถุนายน). (ร่าง) แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พ.ศ. 2568–2570. https://bdi.or.th/en/institutional-plan/bigdata-plan-68-70/
- สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน). (2563, 27 พฤศจิกายน). DGA เปิดศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ภาครัฐ (AI) แหล่งรวมผลงาน AI พร้อมใช้. https://www.dga.or.th/document-sharing/dga-news/18500/
- Saeree ERP. (2569, 19 มีนาคม). คณะกรรมการ AI แห่งชาติไทย — นโยบาย AI และดิจิทัล GDP 5.6 ล้านล้านบาท หน่วยงานรัฐต้องเตรียมตัวอย่างไร. https://www.grandlinux.com/blogs/thailand-national-ai-committee.html
- Economic Planning Unit, Prime Minister's Department of Malaysia. (2021, February 19). Malaysia Digital Economy Blueprint (MyDIGITAL). https://ekonomi.gov.my/sites/default/files/2021-02/malaysia-digital-economy-blueprint.pdf
- OECD.AI Policy Observatory. (n.d.). National AI policy initiatives: Indonesia. Retrieved August 3, 2026, from https://oecd.ai/en/dashboards/national/indonesia
- Smart Nation and Digital Government Office, Singapore. (2026). National AI Strategy. Smart Nation Singapore. https://www.smartnation.gov.sg/initiatives/national-ai-strategy/
- Vietnam News Agency (VNA). (2024, February 16). National Data Strategy towards 2030 approved. VietnamPlus. https://en.vietnamplus.vn/national-data-strategy-towards-2030-approved/279512.vnp
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมรภูมิการค้าแบ่งขั้วอำนาจ กลยุทธ์กระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อทางรอดของธุรกิจไทย
วิเคราะห์เจาะลึกวิกฤตการณ์แบ่งขั้วอำนาจทางการค้าระดับโลก (Decoupling) ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน พร้อมนำเสนอ 3 กลยุทธ์เชิงรุกในการกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานสำหรับผู้บริหารและผู้นำองค์กรไทย เพื่อปกป้องธุรกิจจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปรับตัวสู่ความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เครือสหพัฒน์ขยายการลงทุนและเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือ 20 ฉบับ
การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มากกว่า 20 ฉบับของเครือสหพัฒน์ ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30 แสดงให้เห็นถึงทิศทางกลยุทธ์องค์กรที่มุ่งเน้นการปรับตัวและสร้างความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญในสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ถอดรหัสความสำเร็จญี่ปุ่น พลิกโฉมโคเนื้อไทย
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก

IMD ชี้ AI เขย่าตลาดแรงงานโลก - ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเกมนี้?"
รายงาน IMD เผยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดแรงงานจาก AI ค้นพบตำแหน่งของไทยและวิธีรับมือกับความท้าทายนี้

Autonomous Vehicles: ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนโลก ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้
วิเคราะห์ตลาด Autonomous Vehicles โลกที่เติบโต 19.90% ต่อปี พร้อมโอกาสของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ตั้งแต่ชิ้นส่วนถึงโลจิสติกส์

การเงิน การค้า นวัตกรรมวิทย์เทคโนฯ 3 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮ่องกงสู่การเติบโต
เลขาธิการคลังฮ่องกงชี้ การเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์–เทคโนโลยี คือกลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮ่องกง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมและบทบาทบนเวทีเศรษฐกิจโลก
