ถอดรหัสยุทธศาสตร์ธุรกิจไทยในเวียดนาม: 50 ปีแห่งโอกาสใหม่และการปรับตัว

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ธุรกิจไทยในเวียดนาม: 50 ปีแห่งโอกาสใหม่และการปรับตัว

ฟังบทความนี้โดย AI

Business Leader Podcast

0:00
0:00

สรุปประเด็น

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนามในปี 2026 ถือเป็นหลักไมล์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง จากความสัมพันธ์ในอดีตที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นคู่แข่งในการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แต่วันนี้บริบทได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายใต้แนวคิด "เติบโตไปด้วยกัน (Growing Together)" ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความร่วมมือสู่การเป็น "หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership)" (กระทรวงการต่างประเทศ, 2568) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่ง แต่คือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และดินแดนแห่งโอกาสใหม่ที่กลุ่มทุนไทยไม่สามารถมองข้ามได้

จากสถิติล่าสุด เม็ดเงินลงทุนสะสมของภาคเอกชนไทยในเวียดนามทะลุหลัก 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 500,000 ล้านบาท ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นการรุกคืบของกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้าง ตลอดจนกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและระบบขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

\ทุนไทยลงทุนสะสมในเวียดนามแล้วกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติด 1 ใน 10 นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและเศรษฐกิจในภูมิภาค การเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนามในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัย "ยุทธศาสตร์การปรับตัวที่ชาญฉลาด" ไม่ใช่แค่การนำโมเดลธุรกิจเดิมจากประเทศไทยไปคัดลอกแบบตรงๆ อีกต่อไป บทความนี้จึงถอดรหัสความสำเร็จของทุนไทยออกมาเป็นยุทธศาสตร์ 5 ด้าน พร้อมแผนปฏิบัติการจริงที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที ตั้งแต่การปรับสินค้าให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่น การเกาะกระแสพลังงานสะอาด การใช้เทคโนโลยี การจัดการห่วงโซ่อุปทานในลุ่มแม่น้ำโขง ไปจนถึงการบริหารคนเวียดนาม

ทำไม "หนึ่งกลยุทธ์ครอบทั้งประเทศ" ถึงใช้ไม่ได้ในเวียดนาม

การประสบความสำเร็จในเวียดนามเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่น ชาวฮานอย ทางตอนเหนือมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อที่ค่อนข้างระมัดระวัง เน้นคุณภาพและภาพลักษณ์ ขณะที่ ชาวโฮจิมินห์ ทางตอนใต้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าและพร้อมทดลองแบรนด์ใหม่ๆ ความต่างเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้แคมเปญเดียวกันได้ผลคนละทิศทางในสองเมือง

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทย:

  • ทำแบบสำรวจตลาดระดับพื้นที่แยกตามภูมิภาค: หลีกเลี่ยงการใช้กลยุทธ์แบบเหมาคลุมทั้งประเทศ แต่ให้เลือกทดลองเจาะตลาดเมืองใหญ่เป็นจุดๆ และทดสอบรสชาติหรือคุณสมบัติสินค้ากับคนท้องถิ่นในย่านนั้นๆ ก่อนขยายผลเชิงพาณิชย์
  • ร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่: ค้นหาพันธมิตรท้องถิ่นที่มีเครือข่ายและความเข้าใจระบบการกระจายสินค้าของเวียดนามอย่างลึกซึ้ง เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการสร้างแบรนด์และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายหรือวัฒนธรรม
  • ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้า: แปลฉลากสินค้าเป็นภาษาเวียดนามทั้งหมด และใช้ชื่อแบรนด์ที่ออกเสียงง่ายในภาษาท้องถิ่น เพื่อสร้างความใกล้ชิดและน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคชาวเวียดนาม

พลังงานสะอาดกลายเป็นเงื่อนไขการเข้าตลาด ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

ปัจจุบันเวียดนามกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานสีเขียวอย่างจริงจัง ภายใต้ แผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 (PDP8) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รัฐบาลเวียดนามจึงให้การสนับสนุนโครงการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีประหยัดพลังงานเป็นอย่างมาก สำหรับซัพพลายเออร์ไทย นี่หมายความว่ามาตรฐานสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นเกณฑ์คัดกรองคู่ค้า มากกว่าจะเป็นเพียงจุดขายเสริม

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทย:

  • บูรณาการแนวคิดความยั่งยืนในกระบวนการผลิต: หากต้องการส่งออกหรือป้อนสินค้าให้กับโรงงานในเวียดนาม ต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานและลดการสร้างขยะ เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานที่เข้มงวดของคู่ค้าชาวเวียดนาม
  • ศึกษาสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสีเขียว: ค้นหาและยื่นขอสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลเวียดนาม สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ การประหยัดพลังงาน หรือการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ
  • ปรับพอร์ตโฟลิโอไปสู่สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: พัฒนาและชูจุดขายของสินค้ากลุ่มรักษ์โลก (Green Products) เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ของเวียดนามที่มีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสูงและพร้อมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อสินค้าที่ดีต่อโลก

เทคโนโลยีคือเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่ของทุนไทยในเวียดนาม

การเข้ามาของกระแสดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของไทยได้วางวิสัยทัศน์ที่เน้นการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและการบริหารคลังสินค้า เพื่อสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตตัวใหม่ในเวียดนาม

ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีระบบข้อมูลลูกค้าของตัวเอง กำลังแข่งขันในตลาดที่คู่แข่งตัดสินใจด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทย:

  • ประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซท้องถิ่น: เริ่มต้นขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ยอดนิยมของเวียดนาม เช่น Shopee, Lazada และ TikTok Shop พร้อมทั้งเชื่อมต่อระบบชำระเงินดิจิทัลเพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ
  • ใช้ข้อมูลขับเคลื่อนการตัดสินใจขายและการตลาด: ติดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูลการขายและพฤติกรรมลูกค้า เพื่อประเมินว่าสินค้าชนิดใดขายดีในช่วงเวลาใด ช่วยลดปัญหาการสะสมของสต็อกสินค้าและเพิ่มอัตรากำไร
  • ยกระดับระบบการบริการลูกค้า: นำระบบตอบรับอัตโนมัติภาษาเวียดนามมาใช้ตอบคำถามลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร

ห่วงโซ่อุปทานลุ่มแม่น้ำโขง: ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ของการค้าข้ามพรมแดน

หนึ่งในความท้าทายหลักของการทำธุรกิจข้ามพรมแดนคือระบบขนส่งสินค้าและการกระจายสินค้า การประสานห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและเวียดนามให้ไร้รอยต่อจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทย:

  • ใช้ประโยชน์จากบริการคลังสินค้าและการขนส่งร่วม: มองหาผู้ให้บริการลอจิสติกส์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั้งไทยและเวียดนาม เพื่อแชร์พื้นที่คลังสินค้าหรือบริการคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิร่วมกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก
  • กระจายความเสี่ยงของแหล่งวัตถุดิบ: จัดหาวัตถุดิบบางส่วนจากในเวียดนามหรือประเทศใกล้เคียงในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบจากไทยเพียงแหล่งเดียว ซึ่งอาจเผชิญกับข้อจำกัดทางศุลกากรหรือค่าขนส่งผันผวน
  • ทำความเข้าใจกฎระเบียบศุลกากรแบบเชิงรุก: ศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีในระดับภูมิภาคเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรอย่างเต็มที่ และเตรียมเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าให้ถูกต้องเพื่อความรวดเร็วในการผ่านแดน

คนเวียดนามคือปัจจัยชี้ขาดความยั่งยืนของธุรกิจไทย

หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตในเวียดนามได้อย่างยั่งยืนคือ ทรัพยากรมนุษย์ การบริหารจัดการแรงงานเวียดนามซึ่งมีความกระตือรือร้นและต้องการความก้าวหน้าในอาชีพสูง เป็นประเด็นที่ผู้บริหารชาวไทยต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

แรงงานเวียดนามมองหาความก้าวหน้าในอาชีพสูง องค์กรที่ไม่ลงทุนกับการพัฒนาคนจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากรเร็วกว่าที่คาด

แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการไทย:

  • จัดโปรแกรมพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง: สร้างหลักสูตรอบรมทักษะการทำงานหรือทักษะทางเทคโนโลยีให้แก่พนักงานชาวเวียดนาม เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริษัทพร้อมลงทุนในตัวพวกเขาและร่วมเติบโตไปพร้อมกัน
  • ออกแบบระบบสวัสดิการและการตอบแทนที่จูงใจ: ศึกษาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและโครงสร้างโบนัสของอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นๆ แล้วนำมาออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ยืดหยุ่น เช่น ประกันสุขภาพกลุ่ม หรือโบนัสตามผลงาน
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบมีส่วนร่วม: เปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับกลางที่เป็นชาวท้องถิ่นชาวเวียดนามมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสำคัญ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม และลดปัญหาความขัดแย้งในการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม

บทสรุป: จากคู่แข่งสู่หุ้นส่วน และจากการคัดลอกสู่การปรับตัว

ยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้านข้างต้นมีเส้นด้ายเดียวกันร้อยอยู่ นั่นคือ ความสำเร็จในเวียดนามไม่ได้วัดกันที่ขนาดของทุน แต่วัดกันที่ความเร็วในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น ทั้งรสนิยมผู้บริโภคที่ต่างกันระหว่างเหนือ-ใต้ มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้น พฤติกรรมการซื้อที่ย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล และความคาดหวังของแรงงานรุ่นใหม่

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่กำลังชั่งใจ คำถามจึงไม่ใช่ "ควรเข้าเวียดนามหรือไม่" แต่คือ "จะเข้าไปด้วยโมเดลแบบใด" ธุรกิจที่ยกโมเดลจากไทยไปวางทั้งชุดมักพบต้นทุนการเรียนรู้ที่แพงกว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่ธุรกิจที่เริ่มจากการทดลองในเมืองเดียว จับมือพันธมิตรท้องถิ่น และสร้างทีมบริหารชาวเวียดนามตั้งแต่ต้น มักขยายผลได้เร็วกว่าในระยะกลาง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือความคืบหน้าของกรอบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านว่าจะแปลงเป็นมาตรการที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด ทั้งการอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร การเชื่อมโยงลอจิสติกส์ในลุ่มแม่น้ำโขง และสิทธิประโยชน์การลงทุนสีเขียว เพราะในทศวรรษที่ 6 ของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ผู้ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่ผู้ที่มาถึงก่อน แต่คือผู้ที่เข้าใจตลาดนี้ในฐานะ "บ้านอีกหลัง" ไม่ใช่เพียง "ตลาดส่งออก"

ข้อมูลอ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ. (2568, 18 พฤษภาคม). ไทยและเวียดนามยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านในการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร. กระทรวงการต่างประเทศ. https://www.mfa.go.th/th/content/official-visit-to-vietnam-2025-th?cate=5d5bcb4e15e39c306000683b

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากสายลมแห่งการต่อสู้ สู่สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ: 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม

จากสายลมแห่งการต่อสู้ สู่สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ: 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม

จากนักศึกษาธรรมศาสตร์ผู้ลุกขึ้นต่อต้านสงครามเวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม ก้าวสู่บทบาทฟันเฟืองลับหลังการทูต ช่วยปูทางเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนามปี 2519 ก่อนจะรับบทสะพานเชื่อมทุนไทย–ต่างชาติ บุกเบิกการลงทุนยุค ‘โด่ย เหมย’ แปรสนามรบเป็นสนามการค้า จนวันนี้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย

11 นาที
สะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียว: ส่องช่องทางลงทุนพลังงานสะอาดและการเกษตรยั่งยืนในเวียดนาม

สะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียว: ส่องช่องทางลงทุนพลังงานสะอาดและการเกษตรยั่งยืนในเวียดนาม

โอกาสทองของธุรกิจไทยในการลงทุนอุตสาหกรรมสีเขียวที่เวียดนาม เจาะลึกแนวทางปฏิบัติในแผนพัฒนาพลังงานสีเขียว (PDP8) กลไกซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA) การยกระดับเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำในลุ่มน้ำโขง ตลอดจนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สินเชื่อสีเขียว และแผนปฏิบัติการ 4 ขั้นตอนเพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

7 นาที
มองการณ์ไกล: เมกะเทรนด์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม สู่การลงทุนที่ชาญฉลาดของไทย

มองการณ์ไกล: เมกะเทรนด์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม สู่การลงทุนที่ชาญฉลาดของไทย

เวียดนามกำลังก้าวผ่านจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นหนึ่งในเสือเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

11 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง