
สะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียว: ส่องช่องทางลงทุนพลังงานสะอาดและการเกษตรยั่งยืนในเวียดนาม
สรุปประเด็น
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกคาร์บอนต่ำ ประเทศเวียดนามได้ฉายแววเป็นหมุดหมายการลงทุนที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นและการประกาศเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 รัฐบาลเวียดนามได้ปฏิรูปนโยบายครั้งใหญ่เพื่อเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมสะอาด การผนึกกำลังระหว่างแผนพลังงานสีเขียวและผืนดินเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มน้ำโขง ได้เปิดประตูต้อนรับผู้ประกอบการไทยผู้มีศักยภาพเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน และสร้างผลตอบแทนที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันในฐานะสะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียวแห่งทศวรรษใหม่
วิสัยทัศน์สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งเอเชีย
เวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดทุนต่างชาติ (FDI) สูงสุดในภูมิภาค โดยมีโครงการลงทุนสะสมกว่า 46,198 โครงการ คิดเป็นมูลค่าทุนจดทะเบียนรวมกว่า 542 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งมีการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับกว่า 150,000 เฮกตาร์ ทั่วประเทศ ซึ่งในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริม "นิคมอุตสาหกรรมสีเขียวและอัจฉริยะ" (เช่น โครงการ Tan Tap – Nam Tan Tap Green Industrial Complex) เพื่อรองรับนักลงทุนที่ต้องการขับเคลื่อนธุรกิจคาร์บอนต่ำและซัพพลายเชนที่ยั่งยืน
คว้าโอกาสจากแผนพัฒนาพลังงานสีเขียวและกลไกซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง
รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศใช้แผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 (PDP8) เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าสู่พลังงานสีเขียว โดยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์, ลม และชีวมวล) เพื่อทดแทนการใช้ถ่านหินอย่างเป็นรูปธรรม
โอกาสทองของนักลงทุนไทย:
-
กลไกซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA): ปลดล็อกให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด สามารถขายไฟฟ้าให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าเวียดนาม (EVN)
-
เจาะพื้นที่ศักยภาพสูง: เร่งศึกษาพื้นที่ในภาคกลางและภาคใต้ของเวียดนาม ซึ่งเป็นเขตที่มีกระแสลมและปริมาณแสงแดดดีที่สุด
-
สร้างพันธมิตรท้องถิ่น: ร่วมมือกับผู้พัฒนาโครงการในพื้นที่เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการที่ดินและระบบสายส่งไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ยกระดับเกษตรกรรมอัจฉริยะในลุ่มน้ำโขงด้วยเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
ภาคการเกษตรของเวียดนามคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจและกำลังเผชิญกับการปรับตัวสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดตัวโครงการปลูกข้าวคุณภาพสูงและปล่อยคาร์บอนต่ำครอบคลุมพื้นที่ 1 ล้านเฮกตาร์ในแถบเดลตาแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกหลักของประเทศ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เปิดโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทยใน 2 กลุ่มหลัก ดังนี้:
-
กลุ่มเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ (Agri-tech): เช่น โดรนเพื่อการเกษตร ระบบชลประทานอัจฉริยะที่ช่วยประหยัดน้ำและลดการปล่อยก๊าซมีเทน รวมถึงซอฟต์แวร์บริหารจัดการฟาร์มและการจัดเก็บข้อมูลย้อนกลับเพื่อส่งออก
-
กลุ่มธุรกิจปลายน้ำ: เช่น การแปรรูปอาหารมูลค่าสูง และระบบห้องเย็นที่ใช้พลังงานสะอาด ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเพื่อขอรับคาร์บอนเครดิตเพิ่มเติมได้อีกด้วย
ใช้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีและการสนับสนุนทางการเงินสีเขียว
เวียดนามมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจเป็นพิเศษให้แก่โครงการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโครงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมสีเขียวสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดนาน 4 ปี และเสียภาษีในอัตราพิเศษเพียงร้อยละ 10 ในช่วง 15 ปีแรกของโครงการ นอกจากนี้ยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในโครงการและยังไม่มีการผลิตในประเทศ ตลอดจนสิทธิการยกเว้นหรือลดหย่อนค่าเช่าที่ดินระยะยาว แนวทางปฏิบัติคือ การเตรียมเอกสารแผนธุรกิจที่เน้นนวัตกรรมสีเขียวอย่างชัดเจนเพื่อยื่นต่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนาม และประสานงานกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มี วงเงินสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว
แผนปฏิบัติการสี่ขั้นตอนเพื่อการร่วมทุนและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
การเข้าไปลงทุนในต่างประเทศมีความท้าทายเฉพาะด้าน โดยเฉพาะเรื่องการขออนุมัติโครงการและกฎระเบียบผังเมือง เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ผู้ประกอบการไทยควรดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 4 ขั้นตอนที่รัดกุม ดังนี้:
-
ขั้นตอนแรก คือการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับหุ้นส่วนท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการจัดหาที่ดิน
-
ขั้นตอนที่สอง คือการจัดหาที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เป็นสากลและมีความเข้าใจบริบทของรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดอย่างลึกซึ้ง
-
ขั้นตอนที่สาม คือการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการหยุดชะงักของโครงการในภายหลัง
-
ขั้นตอนที่สี่ คือการเลือกปักหมุดโครงการในเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Park) ซึ่งได้รับการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกด้าน
บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)
ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกคาร์บอนต่ำ ประเทศเวียดนามได้ฉายแววเป็นหมุดหมายการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน โดยมีโอกาสสำคัญจากแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 (PDP8) กลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA) และการสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะคาร์บอนต่ำในลุ่มน้ำโขง ซึ่งรัฐบาลเวียดนามได้มอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเงินสีเขียวที่จูงใจเป็นพิเศษเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม การเข้าไปลงทุนยังคงมีความท้าทายเฉพาะด้านเกี่ยวกับกฎระเบียบผังเมืองและการขออนุมัติโครงการ ผู้ประกอบการไทยจึงควรดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ 4 ขั้นตอนที่รัดกุม ตั้งแต่การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น การสรรหาที่ปรึกษาทางกฎหมายที่เป็นสากล การเร่งจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ผ่านเกณฑ์ และการเลือกปักหมุดโครงการในเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างผลตอบแทนที่เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะสะพานเชื่อมธุรกิจสีเขียวแห่งทศวรรษใหม่
ข้อมูลอ้างอิง:
- Vietnam Investment Promotion Portal. Vietnam - The next powerhouse for growth and innovation of Asia. สืบค้นเมื่อ 11 กรกฎาคม 2569, จาก https://investvietnam.vn/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จากสายลมแห่งการต่อสู้ สู่สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ: 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม
จากนักศึกษาธรรมศาสตร์ผู้ลุกขึ้นต่อต้านสงครามเวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม ก้าวสู่บทบาทฟันเฟืองลับหลังการทูต ช่วยปูทางเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนามปี 2519 ก่อนจะรับบทสะพานเชื่อมทุนไทย–ต่างชาติ บุกเบิกการลงทุนยุค ‘โด่ย เหมย’ แปรสนามรบเป็นสนามการค้า จนวันนี้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย

มองการณ์ไกล: เมกะเทรนด์และนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม สู่การลงทุนที่ชาญฉลาดของไทย
เวียดนามกำลังก้าวผ่านจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน สู่การเป็นหนึ่งในเสือเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ธุรกิจไทยในเวียดนาม: 50 ปีแห่งโอกาสใหม่และการปรับตัว
การก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนามในปี 2026 ถือเป็นหลักไมล์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง จากความสัมพันธ์ในอดีตที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นคู่แข่งในการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แต่วันนี้บริบทได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
