
ปรับแผนใช้เงินประเทศ! รัฐเบรกโครงการล่าช้า ตุนหมื่นล้านสำรองจ่ายเยียวยาฉุกเฉิน
สรุปประเด็น
สภาฯ อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 10,328 ล้านบาท สู่ งบกลาง เพื่อสำรองใช้ในภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ สะท้อนความพยายามสร้างความยืดหยุ่นทางการคลังของรัฐบาลท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยงบประมาณมาจากโครงการที่ชะลอได้ แม้มีเสียงท้วงว่าวงเงินนี้อาจไม่พอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม แต่การมีงบสำรองนี้ช่วยเสริมกลไกบริหารความเสี่ยงระดับมหภาคและเป็นสัญญาณของการจัดลำดับความสำคัญใหม่ในการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนของภาคเอกชน
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 462 เสียง เห็นชอบให้โอนงบประมาณเหลือจ่าย 10,328 ล้านบาท ไปตั้งเป็น "งบกลาง" โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสำรองใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน รวมถึงการรับมือกับภัยพิบัติ การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นการส่งสัญญาณถึงความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความยืดหยุ่นทางการคลัง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจในวงกว้าง

การโอนงบประมาณดังกล่าวมาจากโครงการที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถชะลอการดำเนินงานได้ หรือมีแนวโน้มในการบริหารสัญญาและเบิกจ่ายล่าช้า ซึ่งสะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญใหม่ในการใช้จ่ายภาครัฐ การมีงบกลางสำรองในมือช่วยเพิ่มขีดความสามารถของรัฐบาลในการเข้าจัดการกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูงและนักลงทุนต่างจับตามอง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการและสภาพคล่องขององค์กรขนาดใหญ่
นายกชี้แจ้งงบ 10,328 ล้านบาท เข้าสู่ "งบกลาง" เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉิน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขออนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... จำนวน 10,328 ล้านบาท ไปตั้งเป็นงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เนื่องจากงบสำรองเดิมจำนวน 99,000 ล้านบาท มีไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2569
สำหรับงบประมาณที่นำมาโอนในครั้งนี้ มาจากโครงการของหน่วยงานรัฐที่ยังไม่มีการเบิกจ่าย ไม่มีข้อผูกพัน หรือคาดว่าจะดำเนินการไม่ทันภายในปีงบประมาณ รวมถึงโครงการที่สามารถชะลอได้โดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ เช่น ค่าอบรม สัมมนา ประชาสัมพันธ์ และค่าเดินทางไปราชการต่างประเทศ รวมถึงงบลงทุนบางโครงการที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้ทันภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยรัฐบาลย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย และยังคงคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิการ และบริการสาธารณะของประชาชนตามปกติ
บทวิเคราะห์ผลกระทบของ พรบ. โอนงบ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
1. ผลกระทบเชิงลบ: การชะลอตัวของการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน (ระยะยาว)
เมื่อดูจาก 3 อันดับกระทรวงที่ถูกโอนงบประมาณสูงสุด จะเห็นว่าเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยตรง:
-
กระทบการลงทุนภาครัฐ (Public Investment): การที่ กระทรวงคมนาคม ถูกดึงงบไปมากที่สุดถึง 2,442.49 ล้านบาท อาจส่งผลให้โครงการก่อสร้าง ขยายเส้นทาง หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมบางโครงการที่ไม่มีข้อผูกพันต้องถูกชะลอหรือเลื่อนออกไป ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ปกติจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคก่อสร้างในประเทศ
-
กระทบเศรษฐกิจฐานรากและท้องถิ่น: กระทรวงมหาดไทย ถูกดึงงบไปเป็นอันดับสอง (1,846.31 ล้านบาท) ซึ่งงบของมหาดไทยมักเป็นโครงการพัฒนาชุมชน โครงสร้างพื้นฐานระดับท้องถิ่น หรือการอุดหนุนท้องถิ่น การลดลงของงบส่วนนี้อาจทำให้เงินหมุนเวียนในระดับภูมิภาคและเศรษฐกิจฐานรากลดน้อยลง
-
กระทบขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในอนาคต: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถูกดึงงบไปกว่า 1,040.79 ล้านบาท สอดคล้องกับ "ข้อควรระวัง" ในภาพที่ระบุว่าอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เพราะงบวิจัย เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะมนุษย์ ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไปสู่มูลค่าสูง (High Value) การลดงบส่วนนี้อาจทำให้เราโตช้าลงในระยะยาว
2. ผลกระทบเชิงบวก: เพิ่มความยืดหยุ่นและการตั้งรับความเสี่ยง (ระยะสั้น)
แม้ภาพรวมจะดูเหมือนเป็นการหั่นงบพัฒนา แต่เหตุผลในการโอนไปเป็น "งบกลาง" ก็เพื่อสร้าง "เบาะรองรับ" (Buffer) ให้กับเศรษฐกิจไทยในยามวิกฤต:
-
พร้อมรับมือภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การโอนงบนี้ระบุเหตุผลเพื่อรองรับความผันผวนจากสภาพภูมิอากาศ ในแง่เศรษฐกิจ หากเกิดภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน หรือโรคระบาดในพืช/สัตว์ เงินงบกลางก้อนนี้จะสามารถนำมา "เยียวยาและฟื้นฟู" ได้ทันท่วงที ช่วยลดความเสียหายรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรมและการบริโภคในประเทศ
-
บริหารความเสี่ยงระดับโลก (Geopolitics & Financial Shock): เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวสูง การเตรียมงบกลางไว้เผื่อกรณี "ฉุกเฉินหรือจำเป็น" จะช่วยให้รัฐบาลมีวงเงินพร้อมอัดฉีดเพื่อพยุงเศรษฐกิจ หรือออกมาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชนได้ทันที หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก หรือสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น
3. ผลกระทบด้านความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพการใช้เงิน (Efficiency & Confidence)
-
เปลี่ยนจากงบที่ "ค้างคา" มาเป็นงบที่ "ได้ใช้จริง": เหตุผลหลักของการโอนคือดึงมาจาก "รายการที่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้" ในมุมเศรษฐศาสตร์ การปล่อยเงินงบประมาณทิ้งไว้ในโครงการที่ติดขัดเบิกจ่ายไม่ได้ (เงินนิ่ง) จะไม่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย การดึงกลับมารวมกันในงบกลางเพื่อรออนุมัติให้โครงการที่พร้อมใช้หรือจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า จึงอาจช่วยเพิ่ม "ความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน" (Velocity of Money) ในระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้น
-
ความเสี่ยงด้านความโปร่งใสอาจกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน: ข้อควรระวังที่ว่า "การโอนงบไปเป็นงบกลางอาจขาดการตรวจสอบ" หากนักลงทุนหรือตลาดเงินมองว่าการใช้จ่ายงบกลางก้อนนี้เป็นไปอย่างไม่โปร่งใส หรือใช้ไปกับโครงการประชานิยมที่ไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว ก็อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการคลังของประเทศได้ครับ
สรุปในเชิงเศรษฐกิจ: การโอนงบประมาณครั้งนี้คือการ "ยอมลดแรงขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว (ผ่านงบลงทุนคมนาคม/วิจัย) เพื่อซื้อประกันความมั่นคงในระยะสั้น (งบกลางฉุกเฉิน)" ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าหลังจากนี้ รัฐบาลจะจัดสรรงบกลาง 10,328 ล้านบาทนี้ไปใช้ได้ "รวดเร็ว โปร่งใส และตรงจุด" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือบรรเทาทุกข์ได้มากน้อยเพียงใดครับ
ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 อ่านเอกสารประกอบการพิจารณาได้ที่ โดย สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ที่นี่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในชีวิตประจำวัน
คู่มือเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติตามแนวทางของ NHK ญี่ปุ่น ครอบคลุมวิธี Rolling Stock สำหรับสำรองน้ำ อาหาร และอุปกรณ์จำเป็น พร้อมเคล็ดลับรับมือไฟฟ้าดับและการอพยพที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ รัฐเริ่มทดสอบระบบแจ้งเตือน CELL BROADCAST ระดับประเทศ
โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การบริหารความเสี่ยงเป็นหัวใจสำคัญของผู้นำองค์กรทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือแม้แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หน่วยงานภาครัฐอย่าง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ดำเนินการทดสอบระบบ Cell Broadcast ซึ่งถือเป็นระบบสำคัญในการแจ้งเตือนประชาชนในภาวะฉุกเฉิน
