FAMIMA: แฟล็กชิปสโตร์สุดชิคที่เปลี่ยน Konbini ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ “ต้องตั้งใจไป”
ที่มา: FamilyMart

FAMIMA: แฟล็กชิปสโตร์สุดชิคที่เปลี่ยน Konbini ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ “ต้องตั้งใจไป”

สรุปประเด็น

สำหรับคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวทั่วโลก “ร้านสะดวกซื้อ” หรือที่เรียกกันว่า “Konbini” (コンビニ) คือฟันเฟืองชิ้นสำคัญในชีวิตประจำวัน มันคือสถานที่ที่เราแวะเข้าไปซื้อกาแฟยามเช้า อุ่นข้าวกล่องมื้อเที่ยง หรือหยิบของใช้จำเป็นในเวลาที่นึกขึ้นได้ แต่ในวันนี้ ยักษ์ใหญ่อย่าง FamilyMart กำลังสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ที่ทลายกรอบคำว่า "สะดวกซื้อ" แบบเดิม ๆ ผ่านการเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์แห่งอนาคตภายใต้ชื่อแบรนด์ใหม่สั้น ๆ แต่ทรงพลังว่า "FAMIMA" จาการ่วมกันของอักษร Fami จาก Family และ Ma จาก Mart

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 45 ปีของบริษัท โดยปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งแรกที่ Famima Park Azabudai ในทำเลทองแห่งใหม่อย่าง Azabudai Hills กรุงโตเกียว ภาพบรรยากาศในวันเปิดตัวสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้พบเห็น เพราะแทนที่จะเป็นภาพคนเดินเข้าออกร้านตามปกติ กลับกลายเป็นแถวคิวยาวเหยียดที่ผู้คนยอมรอนานกว่า 2 ชั่วโมง พร้อมจำกัดจำนวนการซื้อต่อคน ไม่ต่างอะไรกับการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ของแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์!

เปลี่ยนจาก "แวะเพราะสะดวก" เป็น "ตั้งใจเดินทางมา"

ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก FamilyMart แนวคิดหลักของ FAMIMA คือการเปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็น “ร้านสะดวกซื้อที่ผู้คนตั้งใจจะเดินทางมา” (わざわざ行きたくなるコンビニ) ผ่านการผสานรวมกันระหว่าง “ประโยชน์ใช้สอยตามวิถีชีวิตประจำวัน” เข้ากับ “พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง”

Tatsuo Odani ประธานและผู้อำนวยการผู้แทนของ FamilyMart ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์นี้ว่า ร้านสะดวกซื้อคือวัฒนธรรมและธุรกิจที่ญี่ปุ่นภาคภูมิใจในระดับโลก แต่การจะเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต จำเป็นต้องมีการปฏิรูปและวิวัฒนาการ FAMIMA จึงไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ขำ ๆ แต่คือการยกระดับสู่การเป็น "แบรนด์ระดับโลกที่ไม่มีใครเลียนแบบได้"

การรวมตัวของ "ดรีมทีม" ระดับไอคอน

ความน่าสนใจขั้นสุดของ FAMIMA คือการดึงตัวเหล่ายอดฝีมือจากวงการแฟชั่นและดีไซน์ของญี่ปุ่นมาร่วมกันปฏิวัติร้านค้า ได้แก่:

  1. NIGO® (Creative Director): ดีไซเนอร์ระดับตำนานผู้ก่อตั้ง A Bathing Ape และ Human Made รวมถึง Artistic Director ของ Kenzo มารับหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์ทั้งหมด ตั้งแต่โลโก้ใหม่สีน้ำเงิน-เขียวที่ดูเฉียบคมขึ้น การออกแบบสินค้า Exclusive ของพรีเมียม เช่น หมอน, สติกเกอร์, กระเป๋าโท้ท ไปจนถึงการเปลี่ยนชุดเครื่องแบบพนักงานจากไนลอนธรรมดาให้เป็นผ้าคอตตอนหนาคุณภาพเยี่ยมที่ดูดีจนลูกค้าอยากซื้อไปใส่เอง

  2. Masamichi Katayama (Wonderwall): นักออกแบบภายในชื่อดังระดับโลกผู้เนรมิตสเปซให้สนุกสนาน เขาใส่ "Famima Stand" หน้าต่างสำหรับสั่งของกินเล่นยอดฮิตอย่างไก่ทอด Fami-Chiki ออกมานั่งกินบนม้านั่งด้านนอก และไฮไลต์เด็ดคือ "สวนป่าบนดาดฟ้า" (Rooftop Forest) ที่เติมสีเขียวขจีให้ตัดกับตึกสูงรอบด้าน พร้อมป้ายอักษร "F" ยักษ์ที่มองเห็นได้จากมุมสูง

  3. Hiromichi Ochiai: แฟชั่นดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มเสื้อผ้าพื้นฐาน "Convenience Wear" ของ FamilyMart ที่ทำยอดขายถุงเท้าไปแล้วกว่า 30 ล้านคู่ คราวนี้เขาได้ขยายไลน์สินค้าในร้าน FAMIMA ให้จัดเต็มยิ่งขึ้น มีทั้งเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์และกางเกงยีนส์ (ซึ่งขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว) พร้อมบริการห้องลองเสื้อผ้าและพนักงานแนะนำด้านแฟชั่นในร้านสะดวกซื้อเป็นครั้งแรก

ยังคงเป็น Konbini ที่รัก แต่เพิ่มความรื่นรมย์ในชีวิต

แม้ว่ารูปโฉมจะเปลี่ยนไปจนดูเหมือนมัลติแบรนด์สโตร์สุดเท่ แต่ FAMIMA ก็ไม่ได้ทิ้งตัวตนเดิม เพราะที่นี่ยังคงมีตู้ ATM, บริการส่งพัสดุ, ไมโครเวฟอุ่นอาหาร และตู้แช่เครื่องดื่มครบครัน

Masamichi Katayama จากคิตะยามะสตูดิโอ (Wonderwall) อธิบายว่า "เราต้องการโอบรับความสมเหตุสมผลทางฟังก์ชันของร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ออกไปค้นหาความสนุกสนานและความร่ำรวยทางอารมณ์ที่อยู่เหนือขึ้นไป เราไม่อยากสร้างสถานที่ที่คนมาเพราะแค่ความสะดวก แต่อยากขัดเกลาเสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์จนทำให้พวกเขารู้สึกว่า 'ต้องมาให้ได้'"

... เราไม่อยากสร้างสถานที่ที่คนมาเพราะแค่ความสะดวก แต่อยากขัดเกลาเสน่ห์และความเป็นเอกลักษณ์จนทำให้พวกเขารู้สึกว่า 'ต้องมาให้ได้'"

 

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของ FAMIMA: เมื่อของกินของใช้ทั่วไปกลายเป็น “Must-Have Item”

สิ่งที่เป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้ผู้คนยอมมาต่อคิวนานนับชั่วโมง ไม่ใช่แค่เพียงสเปซที่สวยงาม แต่คือ "ตัวสินค้า" ที่ FAMIMA ปฏิวัติความคิดสร้างสรรค์ใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนจากของจำลองฟังก์ชันทั่วไปให้กลายเป็นไอเทมไลฟ์สไตล์ที่ใครก็อยากครอบครอง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มไฮไลต์สำคัญ:

  • Convenience Wear ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่รันเวย์แฟชั่น: จากเดิมที่เสื้อผ้าร้านสะดวกซื้อมีไว้สำหรับ "กรณีฉุกเฉิน" (เช่น เสื้อเชิ้ตหรือถุงเท้าสำหรับเปลี่ยนเวลากระทันหัน) แต่ทีมดีไซเนอร์ของ FAMIMA ได้ยกระดับมันขึ้นมาเป็นแฟชั่นเต็มตัว มีการเปิดตัวเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์และกางเกงยีนส์คัตติ้งเนี้ยบ ซึ่งขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมทั้งจัดสเปซให้มีห้องลองเสื้อผ้าและพนักงานแนะนำด้านแฟชั่นในร้าน ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในร้าน Konbini

  • Exclusive Merchandise โดย NIGO®: สินค้าพรีเมียมและของที่ระลึกที่ได้รับการออกแบบโลโก้และลวดลายกราฟิกใหม่ทั้งหมดโดยดีไซเนอร์ระดับตำนาน ตั้งแต่หมอนอิงสีน้ำเงิน-เขียวอันเป็นเอกลักษณ์ สติกเกอร์ลายพิเศษ ไปจนถึงกระเป๋าโท้ทผ้าหนาคุณภาพเยี่ยม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ถูกจำกัดจำนวนการซื้อต่อคน เพื่อสร้างมูลค่าและความตื่นเต้นในหมู่คอลเลกชันเนอร์และสายสตรีทแวร์

  • การยกระดับ Food Experience บน “Famima Stand”: สินค้าอาหารคลาสสิกอย่างไก่ทอด Fami-Chiki ที่เป็นของโปรดของคนญี่ปุ่น ถูกนำมาเล่าเรื่องใหม่ผ่านเคาน์เตอร์หน้าต่างสั่งซื้อที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ เชื่อมต่อพื้นที่ในร้านออกสู่ม้านั่งด้านนอกอย่างมีสไตล์ ช่วยเปลี่ยนมื้ออาหารจานด่วนธรรมดาให้กลายเป็นการนั่งพักผ่อนหย่อนใจและซึมซับบรรยากาศเมืองแบบคาเฟ่สุดชิค

แนวคิด FAMIMA จากญี่ปุ่น สู่ FamilyMart ประเทศไทย

สำหรับบริบทในประเทศไทย แนวคิดของ FAMIMA ที่ต้องการสร้างความรู้สึกว่า "ต้องตั้งใจมาเยือน" ถือเป็นกลยุทธ์ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับ FamilyMart ที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งซึ่งครองความได้เปรียบด้านจำนวนสาขาและความสะดวกในการเข้าถึง (Convenience Accessibility) การพลิกโฉมจาก FamilyMart สู่ FAMIMA จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้าตาร้าน แต่คือการพลิกเกมเปลี่ยน "จุดอ่อน" ให้กลายเป็น "จุดแข็ง" เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ายอมแลกความสะดวกสบายใกล้บ้าน มุ่งหน้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่เหนือกว่าคำว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป ซึ่งแนวคิดนี้สามารถนำมาต่อยอดและวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจได้ใน 4 มิติหลัก ดังนี้...

1. มิติการยกระดับสู่ Premium ค้าปลีกเพื่อตอบโจทย์ Urban Lifestyle

ในตลาดค้าปลีกไทยปัจจุบัน ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองร้านสะดวกซื้อเป็นเพียงแค่สถานที่ซื้อของประทังชีวิตหรือของใช้จำเป็นเท่านั้น แต่พวกเขามองหาพื้นที่ที่ตอบสนองสุนทรียภาพและการสะท้อนตัวตน (Lifestyle Space) การเปลี่ยนผ่านสู่ FAMIMA จะช่วยให้แบรนด์หลุดพ้นจากสงครามราคา (Price War) แล้วก้าวเข้าสู่ตลาด Premium Convenience ที่จับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงในย่านเศรษฐกิจหลัก (CBD) เช่น พนักงานออฟฟิศระดับกลางถึงบน คนรุ่นใหม่ หรือนักท่องเที่ยว ที่ยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับประสบการณ์การช้อปปิ้งและสินค้าที่มีเอกลักษณ์

2. มิติการสร้างวัฒนธรรม "FOMO & Pop Culture" ผ่าน Local Collaboration

หัวใจสำคัญของ FAMIMA ในญี่ปุ่นคือการดึงตัวพ่อระดับโลกอย่าง NIGO® มาร่วมงาน หากนำโมเดลนี้มาปรับใช้ในประเทศไทย แบรนด์สามารถชูยุทธศาสตร์ Local Collaboration ด้วยการจับมือกับดีไซเนอร์สตรีทแวร์แถวหน้าของไทย ศิลปินป๊อปอาร์ต หรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อออกคอลเลกชันสินค้า Exclusive ไลฟ์สไตล์ (เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า แก้วน้ำเก็บความเย็น) ที่ผลิตจำกัดเฉพาะบางสาขา สิ่งนี้จะสร้างปรากฏการณ์ FOMO (Fear of Missing Out) ที่กระตุ้นให้กลุ่ม Gen Z และ Millennials ยอมเดินทางข้ามเมืองมาต่อคิวเพื่อซื้อสินค้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะของร้านสะดวกซื้อทั่วไปให้กลายเป็น "แบรนด์แฟชั่นไอคอน" ในชั่วข้ามคืน

3. มิติการเป็น "Third Place" ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Hybrid Work ของคนเมือง

พฤติกรรมคนเมืองในประเทศไทยมีความผูกพันกับร้านกาแฟและพื้นที่นั่งทำงานนอกบ้านสูงมาก FAMIMA สามารถนำจุดเด่นเรื่องการออกแบบสเปซที่ผสมผสานอารมณ์ความรู้สึก (Emotional Wealth) มาพัฒนาให้เป็น Community & Co-working Hub ขนาดย่อม ปรับพื้นที่บางส่วนให้รองรับการนั่งทำงาน นั่งพักผ่อน หรือพบปะพูดคุยท่ามกลางดีไซน์ที่สวยงามและมีสิ่งอำนวยความสะดวกของร้านสะดวกซื้อรองรับอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะต่างจากคาเฟ่ทั่วไปตรงที่มีความคล่องตัวและเข้าถึงได้ง่ายกว่า ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบ Work from Anywhere ของแรงงานยุค AI ได้อย่างตรงจุด

4. มิติการสร้าง Brand Rejuvenation (การชุบชีวิตภาพลักษณ์แบรนด์)

ในมุมมองของการบริหารแบรนด์ (Brand Management) ภาพจำดั้งเดิมของร้านสะดวกซื้อบางแบรนด์ในไทยอาจเริ่มมีความอิ่มตัวหรือดูเรียบง่ายเกินไปในสายตาผู้บริโภครุ่นใหม่ การนำแนวคิดการรีแบรนด์และดีไซน์แบบ FAMIMA มาใช้ จะเป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำ Brand Rejuvenation เพื่อรีเซ็ตภาพลักษณ์ให้ดูโมเดิร์น เฉียบคม และมีระดับขึ้นในทันที ช่วยสร้างแรงดึงดูดใจใหม่ๆ และเปิดโอกาสให้แบรนด์สามารถสื่อสาร Storytelling ชุดใหม่ที่เชื่อมโยงกับความใส่ใจในงานดีไซน์และความยั่งยืนได้อย่างทรงพลัง

จากโตเกียวสู่ร้านค้าชุมชน: ข้อคิดและแนวคิดการประยุกต์ใช้สำหรับ "ร้านโชห่วยไทย"

การพลิกโฉมของ FAMIMA ที่เปลี่ยนจากร้านสะดวกซื้อฟังก์ชันจัด ๆ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งสุนทรียภาพและความสร้างสรรค์ ไม่ได้เป็นเพียงกรณีศึกษาสำหรับเชนสโตร์ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังมี "หัวใจสำคัญ" ที่ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกดั้งเดิม หรือ "ร้านโชห่วย" ในประเทศไทย สามารถนำมาถอดรหัสและประยุกต์ใช้ในบริบทของตัวเอง เพื่อสู้กับกระแสทุนใหญ่และสร้างความยั่งยืนได้เช่นกัน โดยมีแนวคิดหลัก ๆ ดังนี้:

1. เปลี่ยนจาก "พื้นที่ขายของ" ให้เป็น "พื้นที่สร้างประสบการณ์" (Experience over Commodity)

FAMIMA พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้คนยอมเดินทางมาไกลขึ้นหากสถานที่นั้นมี "ความรู้สึกพิเศษ" ร้านโชห่วยไทยไม่จำเป็นต้องใช้ดีไซเนอร์ระดับโลกหรือลงทุนสเปซหรูหรา แต่สามารถเริ่มจากการ "จัดระเบียบและสร้างบรรยากาศ" เช่น การจัดการแสงสว่างให้ดูอบอุ่น คัดแยกหมวดหมู่สินค้าให้สะอาดตา ลบภาพจำของร้านโชห่วยที่มืดทึบหรือวางของระเกะระกะ การทำให้ร้านเดินง่าย น่ามอง และมีมุมเล็ก ๆ ที่สะท้อนบุคลิกของเจ้าของร้าน (เช่น มุมกาแฟสดท้องถิ่น หรือมุมนั่งพักผ่อนสไตล์วินเทจ) จะเปลี่ยนให้ร้านกลายเป็นจุดนัดพบของชุมชนที่คนอยากแวะเวียนมามากกว่าแค่มาซื้อของแล้วเดินจากไป

2. พลังของ "Local Collaboration" (การสร้างพันธมิตรในท้องถิ่น)

ในขณะที่ FAMIMA ดึงตัวพ่อวงการสตรีทแวร์อย่าง NIGO® มาร่วมงาน ร้านโชห่วยไทยก็สามารถดึง "ฮีโร่ในท้องถิ่น" มาร่วมมือได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าวิสาหกิจชุมชน ขนมไทยโฮมเมดจากฝีมือคุณป้าในหมู่บ้าน หรือแม้แต่การให้เด็ก ๆ หรือศิลปินในแถบนั้นมาช่วยวาดภาพฝาผนัง (Mural Art) หน้าร้าน การเชื่อมโยงร้านค้าเข้ากับอัตลักษณ์ของชุมชนไม่เพียงแต่สร้างความแตกต่างที่ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ทำไม่ได้ แต่ยังสร้าง "ความผูกพันเชิงอารมณ์" (Emotional Connection) ให้คนในพื้นที่รู้สึกอยากปกป้องและสนับสนุนร้านค้าของคนในชุมชนด้วยกัน

3. สร้าง "สินค้า Signature" ที่ต้องมาซื้อที่นี่เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ FAMIMA โดดเด่นคือสินค้าที่มีเฉพาะสาขา (Exclusive Items) และไลน์เสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ร้านโชห่วยไทยควรมองหา "จุดเด่นที่เป็นหมัดฮุค" ของตัวเอง เช่น บางร้านอาจจะมีสูตรลับ "ชาเย็น" ที่อร่อยที่สุดในซอย, มีน้ำพริกทำเองรสเด็ด, หรือมีเมนูกับข้าวถุงรสชาติรสมือแม่ที่ไม่เหมือนใคร การชูโรงสินค้า Signature เหล่านี้จะทำให้ร้านมีสถานะเป็น "Destination" หรือจุดหมายปลายทางที่ต่อให้มีร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่มาเปิดข้าง ๆ ลูกค้าก็ยังต้องเดินมาร้านเราเพื่อซื้อสิ่งนี้

4. รักษา DNA "ความสะดวกและเป็นกันเอง" พร้อมเติมความใส่ใจ

หัวใจของ FAMIMA คือการไม่ทิ้งความเป็นร้านสะดวกซื้อ (คงตู้ ATM ไมโครเวฟไว้ครบ) สำหรับโชห่วยไทย "ความสนิทสนมเป็นกันเอง การจำชื่อลูกค้าได้ และระบบเครดิต (แปะโป้ง) แบบดั้งเดิม" คือแต้มต่อทางวัฒนธรรมที่ห้างใหญ่ไม่มีวันเลียนแบบได้ สิ่งที่ต้องเติมเข้าไปคือความใส่ใจในรายละเอียด (Detail-oriented) เช่น การคัดสรรสินค้าที่ตรงใจคนในซอยจริง ๆ การปรับเปลี่ยนสินค้าตามฤดูกาล หรือการมีบริการเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตอบโจทย์คนเฒ่าคนแก่หรือคนทำงานในพื้นที่

บทสรุป

การเปลี่ยนโฉมจาก FamilyMart สู่ FAMIMA ที่สาขา Azabudai Hills ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในวัฒนธรรมค้าปลีกของญี่ปุ่น แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีแผนเปิดร้านสแตนด์อโลนในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นในทันที แต่ FamilyMart ระบุว่าองค์ประกอบและบทเรียนความสำเร็จจาก FAMIMA จะถูกนำไปทยอยปรับใช้กับร้าน FamilyMart ทั่วไปกว่า 16,400 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น

สำหรับ FamilyMart Lawson

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า แม้จะเป็นสิ่งของหรือสถานที่ที่ดูธรรมดาที่สุดในชีวิตประจำวัน แต่หากใส่ "ความคิดสร้างสรรค์" และ "ความใส่ใจในดีไซน์" ลงไป มันก็สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ประสบการณ์ระดับโลกที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อย่างไม่รู้จบ

ข้อมูลอ้างอิง:

  • FamilyMart FAMIMA PARK AZABUDAI. FamilyMart Official Website. สืบค้น 16 กรกฎาคม 2569, จาก https://www.family.co.jp/

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือสหพัฒน์ขยายการลงทุนและเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือ 20 ฉบับ

เครือสหพัฒน์ขยายการลงทุนและเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือ 20 ฉบับ

การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) มากกว่า 20 ฉบับของเครือสหพัฒน์ ซึ่งนับเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30 แสดงให้เห็นถึงทิศทางกลยุทธ์องค์กรที่มุ่งเน้นการปรับตัวและสร้างความแข็งแกร่งอย่างมีนัยสำคัญในสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

5 นาที
3 รุ่น 1 ปรัชญา ส่งต่ออาณาจักรเครือสหพัฒน์ข้ามยุคสมัย

3 รุ่น 1 ปรัชญา ส่งต่ออาณาจักรเครือสหพัฒน์ข้ามยุคสมัย

‘เครือสหพัฒน์’ อีกหนึ่งในอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ของไทย มีบริษัทในเครือมากกว่า 200 บริษัท เริ่มต้นจากร้านค้าขนาดเล็กช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่การเป็นเบอร์หนึ่งในวงการสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย โดยมี ‘ดร.เทียม โชควัฒนา’ เป็นผู้บุกเบิกหลักจากจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจค้าขายที่อยู่ในสายเลือด เริ่มต้นด้วยการเป็นพนักงานในร้าน ‘เปียวฮะ’ ของบิดาในย่านทรงวาด เมื่อปี 2474 ซึ่งเป็นร้านขายส่งนม น้ำตาล แป้งหมี่ น้ำมันและสินค้าอื่นที่นำเข้า

11 นาที

แท็กที่เกี่ยวข้อง