
ญี่ปุ่นเร่งขยายตลาดอาหาร ตั้งเป้าหนุนผู้ส่งออก 10,000 ราย เปิดโอกาสธุรกิจไทยสร้างมูลค่าเพิ่ม
สรุปประเด็น
-
ญี่ปุ่นเร่งขยายตลาดอาหาร 5 ล้านล้านเยน ผ่านโครงการสนับสนุนผู้ส่งออก 10,000 ราย มุ่งเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และขยายฐานสู่ตลาดต่างประเทศ
-
ไทยเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 7 ของญี่ปุ่น โดยมูลค่าการนำเข้าอาหารและสินค้าเกษตรจากญี่ปุ่นเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
-
โอกาสและแนวทางปรับตัวของธุรกิจไทย นำจุดแข็งด้านวัตถุดิบมาต่อยอดสู่นวัตกรรมอาหาร พร้อมยกระดับมาตรฐานและสร้างพันธมิตรทางการค้าสากล
ญี่ปุ่นเดินหน้าขยายตลาดสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหาร ผ่านโครงการสนับสนุนผู้ส่งออก 10,000 ราย โดยมุ่งเพิ่มจำนวนธุรกิจที่เข้าถึงตลาดต่างประเทศ พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูง และสร้างความต้องการสินค้าในตลาดเป้าหมาย ขณะที่ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าอาหารญี่ปุ่น และมีบทบาทเป็นพันธมิตรทางการค้าผ่านผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และธุรกิจร้านอาหาร ตามรายงานของ The Nation Thailand เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่ได้มุ่งเพิ่มปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค สำหรับผู้ประกอบการไทย ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การใช้โอกาสจากความร่วมมือทางการค้าเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
ญี่ปุ่นตั้งเป้าส่งออกอาหาร 5 ล้านล้านเยนภายในปี 2030
โครงการ The Program to Support 10,000 Food Exporters from Japan เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 โดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ร่วมกับกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่สามารถส่งออกสินค้า และขยายตลาดสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารของญี่ปุ่นไปยังต่างประเทศ
ข้อมูลที่รายงานอ้างอิงจากสถิติการค้าของญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2568 ญี่ปุ่นส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวรวม 1.7 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 12.8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็น 5 ล้านล้านเยนภายในปี 2030 พร้อมกระจายตลาดไปยังประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง
แผนดำเนินงานแบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การสร้างความต้องการสินค้าในตลาดต่างประเทศ การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่มีความพร้อมส่งออก และการพัฒนาสินค้ามูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างชาติ
ในด้านการตลาด ญี่ปุ่นเตรียมขยายเครือข่ายสำนักงานและบุคลากรขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) เพื่อเชื่อมโยงกับผู้ซื้อในตลาดเป้าหมาย รวมถึงสนับสนุนการสาธิตเทคโนโลยีอาหารในต่างประเทศ การใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ผ่านสื่อออนไลน์
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปมากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะการส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรหรืออาหารทะเล เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยและตอบสนองความต้องการของตลาดต่างประเทศได้ดีขึ้น
การแข่งขันส่งออกอาหารยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนานวัตกรรม และเข้าถึงผู้ซื้อในตลาดเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
ไทยเป็นตลาดสำคัญของอาหารญี่ปุ่น มูลค่าส่งออกเติบโตต่อเนื่อง
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักของสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารจากญี่ปุ่น โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น ซึ่งอ้างอิงสถิติการค้าของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ระบุว่า ในปี 2568 ญี่ปุ่นส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมายังไทยมูลค่า 73,500 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 17.1% จากปีก่อนหน้า ทำให้ไทยอยู่ในอันดับ 7 ของตลาดส่งออกทั่วโลก
แนวโน้มยังเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยญี่ปุ่นส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหารมายังไทยมูลค่า 40,900 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 11.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 36,700 ล้านเยน
สินค้าสำคัญที่ญี่ปุ่นส่งออกมายังไทย ได้แก่ ปลาซาร์ดีน หอยเชลล์ ปลาโอและปลาทูน่า เนื้อวัว ปลาแมคเคอเรล และชาเขียว ครอบคลุมตั้งแต่อาหารทะเลและเนื้อสัตว์ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและมีเอกลักษณ์ด้านคุณภาพ
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตญี่ปุ่นกับตลาดไทย ซึ่งมีทั้งผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ร้านอาหาร และช่องทางค้าปลีกที่สามารถช่วยนำสินค้าเข้าสู่ตลาดได้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งออกไทยจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการของญี่ปุ่นทั้งหมด โอกาสของธุรกิจไทยจึงต้องพิจารณาแยกตามประเภทสินค้า รูปแบบความร่วมมือ และตลาดเป้าหมาย
อาหารนวัตกรรมไทยมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ
แม้โครงการสนับสนุนผู้ส่งออก 10,000 รายจะเป็นมาตรการของญี่ปุ่น แต่แนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและการใช้เทคโนโลยีอาหารสามารถเป็นบทเรียนสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดต่างประเทศได้เช่นกัน
ไทยมีฐานวัตถุดิบทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่หลากหลาย การต่อยอดจากการจำหน่ายวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ สามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างความแตกต่างและลดการแข่งขันด้านราคาได้
กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาพัฒนาต่อยอด ได้แก่
1. อาหารฟังก์ชันและอาหารเพื่อสุขภาพ
ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากวัตถุดิบไทย เช่น ข้าว ธัญพืช ผลไม้ สมุนไพร หรือโปรตีนจากพืช สามารถต่อยอดเป็นอาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่มได้ อย่างไรก็ตาม การสื่อสารคุณประโยชน์ทางสุขภาพต้องมีข้อมูลรองรับและเป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
2. อาหารแปรรูปพร้อมรับประทาน
อาหารพร้อมรับประทานและผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบริโภคอาจช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบไทย โดยเฉพาะเมื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถนอมอาหาร บรรจุภัณฑ์ และระบบควบคุมคุณภาพให้เหมาะสมกับการขนส่งระหว่างประเทศ
3. ผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบเกษตรที่มีเอกลักษณ์
ผู้ประกอบการสามารถสร้างความแตกต่างด้วยแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ กระบวนการผลิต เรื่องราวของชุมชน หรือคุณสมบัติเฉพาะของสินค้า เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในตลาดเป้าหมาย
4. เทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต
การพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูป การควบคุมอุณหภูมิ การยืดอายุสินค้า และการตรวจสอบย้อนกลับ สามารถช่วยลดความสูญเสีย เพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพ และยกระดับความพร้อมในการส่งออก
แนวทางเหล่านี้เป็นข้อเสนอสำหรับการพัฒนาธุรกิจไทย ไม่ใช่สิทธิประโยชน์หรือมาตรการสนับสนุนที่โครงการของญี่ปุ่นรับรองว่าจะมอบให้ผู้ประกอบการไทยโดยตรง
โอกาสของผู้ส่งออกไทยอยู่ที่การนำจุดแข็งด้านวัตถุดิบมาต่อยอดเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการ พร้อมพัฒนาคุณภาพ เทคโนโลยีการผลิต และช่องทางจำหน่ายให้พร้อมแข่งขันในระดับสากล
ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมอย่างไร
หากต้องการขยายตลาดอาหารไปยังญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบมาตรฐาน การศึกษาความต้องการของผู้บริโภค และการหาพันธมิตรทางการค้า
1. ศึกษาตลาดก่อนพัฒนาสินค้า
ผู้ประกอบการควรวิเคราะห์กลุ่มผู้บริโภค ระดับราคา ช่องทางจำหน่าย และคู่แข่งในตลาดเป้าหมาย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการจริง ไม่ใช่อาศัยเพียงความเชื่อว่าสินค้าไทยมีศักยภาพ
2. ยกระดับมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ
การส่งออกอาหารต้องคำนึงถึงข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหาร ฉลาก ส่วนประกอบ และการนำเข้าของประเทศปลายทาง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อกำหนดของสินค้าแต่ละประเภทก่อนลงทุนผลิตหรือส่งออก เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากการถูกปฏิเสธสินค้าและค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
3. สร้างพันธมิตรกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่าย
การมีพันธมิตรในตลาดเป้าหมายช่วยให้ผู้ส่งออกเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ช่องทางจำหน่าย และเงื่อนไขทางการค้าได้ดีขึ้น โดยควรประเมินความน่าเชื่อถือของคู่ค้าและกำหนดข้อตกลงทางธุรกิจให้ชัดเจน
4. ลงทุนด้านการสร้างแบรนด์และการสื่อสาร
สินค้าอาหารที่มีคุณภาพยังต้องอาศัยการสื่อสารจุดเด่นอย่างเหมาะสม ทั้งเรื่องรสชาติ วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการศึกษาตลาดญี่ปุ่นเพิ่มเติม สามารถติดตามข้อมูลตลาดและแนวทางการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารผ่าน JETRO Thailand ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลและสนับสนุนกิจกรรมด้านการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น
บทสรุป: ความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นต้องต่อยอดสู่มูลค่าทางธุรกิจ
แผนสนับสนุนผู้ส่งออกอาหาร 10,000 รายของญี่ปุ่นสะท้อนความพยายามขยายฐานผู้ประกอบการและผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารให้เติบโตสู่เป้าหมาย 5 ล้านล้านเยนภายในปี 2030 โดยใช้การสร้างตลาด การพัฒนาผู้ส่งออก และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เป็นกลไกสำคัญ
สำหรับไทย ความสัมพันธ์ทางการค้ากับญี่ปุ่นเปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การเป็นคู่ค้าด้านการนำเข้าและจัดจำหน่าย ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านอาหาร ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกไทยยังสามารถนำแนวทางการพัฒนาสินค้ามูลค่าสูงมาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองได้
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณการส่งออก แต่คือการสร้างสินค้าให้มีคุณภาพ มีความแตกต่าง และตอบโจทย์ตลาดอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอาหารไทยในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิง:
-
Japan seeks Thai partnerships in food export expansion drive — The Nation Thailand, 1 พฤศจิกายน 2569 อ่านข่าวจาก The Nation Thailand
-
Agricultural and Food Marketing Information: Thailand — Japan External Trade Organization (JETRO), ปรับปรุงกรกฎาคม 2569 ข้อมูลตลาดสินค้าเกษตรและอาหารไทยจาก JETRO
-
焼き芋や納豆、需要が根張るタイ市場 (ตลาดไทยกับความต้องการมันหวานญี่ปุ่นและนัตโตะ) — JETRO, 2 มิถุนายน 2569 อ่านบทวิเคราะห์ตลาดอาหารจาก JETRO
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เวียดนามลงนาม FTA กับ EFTA เปิดทางลดภาษีกว่า 98% ใน 7 ปี เพิ่มโจทย์แข่งขันผู้ส่งออกไทย
เวียดนามขยายเครือข่ายการค้าหลังลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับ 4 ชาติยุโรปกลุ่ม EFTA เตรียมทยอยยกเลิกภาษีสินค้านอร์เวย์กว่า 98% ใน 7 ปี เปิดทางความร่วมมือรอบด้าน สร้างโจทย์ท้าทายและเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ตรวจสอบสิทธิภาษี และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

FTA ไทย–EU เข้าสู่โค้งสำคัญ จับตาเงื่อนไขเปิดตลาด–มาตรฐานสีเขียว โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทย
การเจรจา FTA ไทย–EU เข้าสู่โค้งสำคัญในการหาข้อสรุปภายในปี 2569 ท่ามกลางความท้าทายเรื่องการเปิดตลาดสินค้าและบริการ เงื่อนไขทรัพย์สินทางปัญญา UPOV 1991 และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งประเมินโอกาส ตรวจสอบกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และปรับตัวรับมือมาตรฐานสากล

ธุรกิจไทยบนเส้นทางเปลี่ยนผ่าน: จากสัญญาณปี 2025 สู่จุดตัดสินใจใหม่ในปี 2026
ปี 2025 การส่งออกไทยโตแรง 12.9% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 4 ปี จากแรงหนุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทองคำ และดีมานด์สหรัฐฯ แต่ปี 2026 มีแนวโน้มแผ่วลงจากภาษีสหรัฐฯ ผู้ส่งออกต้องเร่งเปลี่ยนจาก “ส่งออกปริมาณ” สู่ “ส่งออกมูลค่า” เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาการเติบโตระยะยาว

ปลดล็อกโอกาสทอง: ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าพลิกธุรกิจส่งออกไทย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจและการค้าโลก ผู้ประกอบการส่งออกไทยต่างเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น หรือการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งในต่างประเทศ การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและการเพิ่มอัตรากำไรจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

วิจัยกรุงศรีประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 เข้าสู่ปีแห่งการประคองตัว ท่องเที่ยวหนุนฟื้น แต่ส่งออกเสี่ยงหดตัว
วิจัยกรุงศรีประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.0% เข้าสู่ปีแห่งการประคองตัว ท่องเที่ยวช่วยพยุง แต่ส่งออกเสี่ยงหดตัว 0.4% พร้อมจับตาแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ และภาวะสินค้าจีน-สหรัฐฯ ทะลักตลาด

EXIM Bank แนะปรับสมดุลภาคส่งออกไทย เพิ่มบทบาท SME-กระจายตลาด
EXIM Bank ผนึกกำลัง สสว. และ SME D Bank ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ต่อปี วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย รวม 1,200 ล้านบาท หนุน SME ไทยปรับสมดุลภาคส่งออก เพิ่มขีดความสามารถสู่ตลาดโลก
